เมื่อพระพุทธเจ้าเมื่อยหลัง

HIGHLIGHTS:

  • การเจริญกายคตาสติไว้จะทำให้มารไม่ได้ช่อง
  • จิตที่มีคุณความดีมีกุศลธรรมมีศรัทธา เปรียบเสมือนพระจันทร์ในคืนข้างขึ้นที่สว่าง
  • จิตใจที่ชุ่มด้วยกาม เปรียบเหมือนเรือนไม้อ้อแห้งสนิทที่ไม่สามารถพึ่งพิงอาศัยได้ในเวลามีภัย
  • การมีศรัทธา มีปัญญาจะทำให้เราเจริญขึ้นได้
  • การฟังธรรมอย่างต่อเนื่อง และนำธรรมะที่ทรงจำไว้มาทำแม้ได้เพียงเล็กน้อยก็ได้ชื่อว่าไม่ประมาท

บทคัดย่อ

 

การที่พระพุทธเจ้าเทศน์บอกสอนด้วยความรัดกุมรอบคอบ ไม่หละหลวม ทำให้เสียงที่เข้าไปสู่โสตประสาทของใครก็ตามแล้วมีการใคร่ครวญพิจารณา ทำให้ความคิดกว้างขวาง...ในที่นี้ก็เหมือนกันเหล่าสาวกที่มีความสามารถสูงๆ อย่างเช่นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัจจายนะ ท่านพระอานนท์ ท่านมหากัสสปะ พระพุทธเจ้าให้บอกคำสอนนี้ออกไปซึ่งคำบอกคำสอนก็ไม่ได้เหมือนพระพุทธเจ้า...ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้เข้ากับหมู่คณะนั้นเพื่อให้มีความเฉพาะเจาะจงลงไป...เช่นในพระสูตรที่ยกมานี้พระพุทธเจ้าก็ยกให้พระสารีบุตรเทศน์สอนภิกษุ (ส่วนพระพุทธเจ้าก็ไปเอนหลังเพราะเมื่อยหลัง ซึ่งเป็นผลจากการทำทุกรกิริยานานหลายปี) … บุคคลที่พระพุทธเจ้าเปิดโอกาสให้เทศน์แทนพระองค์ มีด้วยกัน 3 ท่าน ท่านแรกคือพระอานนท์ , ท่านพระมหาโมคคัลลานะ และ ท่านพระมหาสารีบุตร (ซึ่งท่านพระมหาสารีบุตรได้รับโอกาสจากพระพุทธเจ้าด้วยกันถึง 3 หน) แล้วเรื่องที่เทศน์ไว้ก็มีเรื่องสำคัญๆ อยู่ 2 เรื่อง…

คุณธรรมที่ท่านพระสารีบุตรเทศน์แทนพระพุทธเจ้าในหมู่บ้านนฬกปานะนี้ เป็นอุปมาอุปไมยที่เราไม่เคยฟังจากพระพุทธเจ้าที่ไหน… ท่านพระสารีบุตรเปรียบไว้กับคืนจันทร์ข้างแรมและคืนจันทร์ข้างขึ้น… 2 อย่างที่เป็นคู่ตรงข้ามกันนั้นเปรียบเทียบไว้กับคุณธรรมของสาวก ว่าถ้าวันละคืนที่ผ่านไปคุณจะแย่ลงหรือจะเจริญขึ้นในธรรมวินัยนี้ … คุณธรรมที่ยกมานี้คือ 1. ศรัทธา , 2.หิริ , 3.โอตัปปะ , 4.วิริยะ , 5.ปัญญา และการเงี่ยโสตลงฟังธรรมะ มีการทรงจำธรรมะนั้น มีการพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมะ มีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และ การไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย ถ้าไม่มีทั้งหมดนี้ก็เหมือนพระจันทร์ในคืนข้างแรม แต่ถ้ามีความดีหรือคุณธรรมก็จะเจริญมีแต่จะดีขึ้นเหมือนพระจันทร์ในคืนข้างขึ้น ...พระพุทธเจ้าได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้รับรองคำพูดต่างๆ เหล่านั้นว่าดีแล้ว ส่วนเรื่องที่พระโมคคัลลานะแสดงธรรมแทนก็เป็นการอุปมาอุปไมยถึงเรือนไม้อ้อในฤดูแล้ง ฝนไม่ตกเลย และเป็นเรือนไม้อ้อที่แห้งสนิทที่เปรียบเหมือนจิตที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม แต่เรือนที่ฉาบทาด้วยดินหรือปูนมาฉาบทาไว้จนเปียกนั้นเปรียบเทียบกับจิตใจที่ไม่ชุ่มด้วยกาม พระมหาโมคัลลานะเปรียบเทียบไว้ ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ ที่วัดนิโครธารามมีอาคารที่เขาเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เลยนิมนต์พระพุทธเจ้าเข้าไปเทศน์แสดงธรรมจนเลยเที่ยงคืน กระทั่งพระองค์เมื่อยหลัง จึงเปิดโอกาศให้พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแก่สาวก ...พระมหาโมคคัลลานะจึงเทศน์ยกตัวอย่างเรื่องของการชุ่มและไม่ชุ่มด้วยกาม

การมีจิตใจชุ่มด้วยกามเปรียบเหมือนเรือนไม้อ้อแห้ง เปรียบเทียบจิตที่ไม่ชุ่มด้วยเรือนที่ชุ่มที่เปียกด้วยโคมัย… จิตใจที่ชุ่มด้วยกามเห็นอะไร พอใจอะไรในสิ่งที่น่ารัก ขัดเคืองในเรื่องที่ไม่น่ารักนั้น ก็จะมีใจน้อมไปไม่ตั้งสติไว้ในกาย ไม่มีสมาธิปัญญาไม่เห็นตามที่เป็นจริงทำให้มารได้ช่องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ … ในทางตรงกันข้ามคือมีกายคตาสติตั้งไว้ มีจิตใจที่เป็นกุศลธรรม มีสมาธิอยู่บ้าง พอเจอรูปเสียงกลิ่นรส ทางกายใจ ลิ้น จมูก หู ตา ที่น่ารักหรือน่าขัดเคืองก็ไม่มีใจน้อมไปเพราะมีใจหาประมาณไม่ได้ เปรียบเหมือนเรือนที่พึ่งได้ อยู่อาศัยได้ ฝนจะตก ลมจะพัดใส่ก็พึ่งได้และมารก็จะไม่ได้ช่อง … เมื่อพระมหาโมคัลลานะได้อธิบายเรื่องปริยายทั้ง 2 อย่างจบ พระพุทธเจ้าก็ทรงลุกขึ้นอนุโมทนาในธรรมะนั้น

อีกวาระหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับยืนที่ซุ้มประตูเพื่อฟังภิกษุนันทกะเทศน์ให้ภิกษุฟังจนจบ พระองค์ยืนฟังด้านนอกซุ้มเพื่อไม่ต้องการเข้าไปรบกวนการฟังธรรมของเหล่าภิกษุที่มีพระนันทกะเป็นผู้แสดงธรรม

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง