นิวรณ์ ศีล สมาธิ ปัญญา

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “นิวรณ์”
  • การสมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง โดยปราศจากพระสงฆ์จะทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ จะมีวิธีทำอย่างไร
  • การรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า จากการนั่งสมาธิ สิ่งนี้เรียกว่า ญาณหรือฌาน หรือเทวดาบอก เทวดารักษา

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

“นีวรณ” หมายถึง เครื่องขวาง เครื่องข้อง เครื่องกั้น เครื่องห้าม ปิดบังเอาไว้ ขวางเอาไว้ มาจากศัพท์ภาษาบาลีคำว่า “นิวร หรือ นีวร” ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนกับ น้ำที่ไหลมาจากที่สูง ถ้ากระแสน้ำแตกซ่านไปทางอื่น กระแสน้ำนั้นจะไม่แรง ไม่เร็ว หรือมีอะไรมาขวางปิดทาง ทำให้มาไม่เร็ว เพราะสูญเสียพลังงานระหว่างที่กระแสน้ำนั้นไหลลงมา ลักษณะการขวางไว้ การแตกซ่านไปทางอื่น กรือเปลี่ยนแปลงไป กั้นเอาไว้ นี่คือลักษณะของ “นิวรณ์” ที่จะมาปิดบังเหมือนม่านที่ทำให้มองไม่เห็น หรือน้ำที่ขุ่นมัว

“นิวรณ์” พระพุทธเจ้าจะใช้ในบริบทของสมาธิ “ถ้ามีนิวรณ์ สมาธิจะเกิดไม่ได้ ถ้ามีสมาธิ นิวรณ์จะไม่มี” ซึ่งนิวรณ์ก็มาจาก “กิเลส” หมายถึง เครื่องเศร้าหมอง เครื่องขวาง ซึ่งถ้าใช้รวมในกองของธรรมะที่ไม่ดีต่างๆ ที่ต้องละ จะใช้คำว่า “กิเลส ตัณหา อวิชชา”

 

“นิวรณ์” แจกแจงได้เป็น 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ คือ ความพอใจในความกำหนัดยินดีที่เกิดในทางตา หู จมูก ลิ้นและกาย เปรียบเทียบไว้กับ คนจนที่ต้องไปกู้หนี้ ซึ่งถ้าใช้หนี้หมดแล้ว จะมีความสบายใจ หรือบางทีจะใช้คำว่า “อภิชฌา” คือ ความเพ็งเล็งในทรัพย์สินของคนอื่น ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการหลีกออกจากกาม คือ “เนกขัมมะ”
  2. พยาบาท คือ ความคิดปองร้าย คิดให้คนอื่นไม่ได้ดี ให้ฉิบหาย ให้ตกต่ำ ซึ่งถ้ามีความคิดพยาบาท จะทำให้สมาธิที่มีอยู่เสื่อมลง เศร้าหมองลง หรือถ้ายังไม่มีสมาธิก็จะทำให้มีสมาธิได้ยาก ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยความ “เมตตา” คือ ปรารถนาให้เขามีความสุขมีความดีงามในชีวิต
  3. ถีน มิทธะ คือ ความหดหู่ ความขี้เกียจ เบื่อเซ็ง ความง่วงซึม ความเคลิ้มง่วงเหงาที่ทำให้จิตนั้นแข็งกระด้าง มาจากศัพท์คำว่า “ถีน” หมายถึง ความแข็ง ความหยาบกระด้าง ส่วน “มิทธะ” หมายถึง ความเซื่องซึม เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอน ท้อแท้ ขี้เกียจ เบื่อเซ็ง ซึ่งเมื่อมีถีน มิทธะจะไม่ได้ทำให้จิตอ่อนนุ่ม เปรียบเทียบกับคนที่ถูกขังคุก และจะมีภัยเมื่ออยู่ในคุก จะสูญเสียเวลาโดยเปล่า ซึ่งสามารถแก้ไขโดยใช้วิธีการที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้กับท่านมหาโมคคัลลานะ
  4. อุทธัจจะ กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ มาจากศัพท์คำว่า “อุทธัจจะ” หมายถึง ความคิดฟุ้งซ่าน ส่วน “กุกกุจจะ” หมายถึง ความรำคาญ ความเดือดร้อน เปรียบเทียบไว้เหมือนกับคนที่ตกเป็นทาส ต้องถูกเจ้านายจิกหัวใช้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการตั้งสติ ทำสมาธิให้เกิด เปรียบกับการผูกสัตว์ไว้กับเสาเขื่อนเสาหลัก
  5. วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ความระแวง ไม่ลงใจ เปรียบเทียบไว้เหมือนกับคนขนทรัพย์เดินข้ามทางอันกันดาร เขาจะต้องระแวงคอยระวังว่า จะมีใครมาขโมยทรัพย์นั้น ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยความมั่นใจ คือ “ศรัทธา”

 

“นิวรณ์” จะทำให้มรรคไม่เข้ากัน นิวรณ์ทำให้สัมมาทิฐิ ไม่เข้ากันกับสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ พอ 7 อย่างนี้เข้ากันไม่ได้ จึงทำให้สัมมาสมาธิไม่เกิด เมื่อกำจัด “นิวรณ์” ออกไปได้แล้ว มรรคต่างๆ เข้ากันอย่างดี แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งเมื่อไหร่ นั่นแหละคือ สัมมาสมาธิ

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณครูต้อย อีเมล์ (haisok.co)

คำถาม : ขอทราบความหมายของคำว่า “นิวรณ์”

 

คำตอบ : ตอบในช่วง - เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

 

คุณครูต้อย อีเมล์ (haisok.co)

คำถาม : การสมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง โดยปราศจากพระสงฆ์จะทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ จะมีวิธีทำอย่างไร

 

คำตอบ : “ศีล” คือ ความเป็นปกติ เมื่อทำจนเป็นปกติ นั่นคือ เรามีศีลแล้ว ซึ่งการที่จะเป็นสมณะหรือเป็นคนดีได้ ต้องมีศีล มีความปกติ เราจึงสมาทานศีลได้เลย โดยตั้งจิตเริ่มจาก “ศรัทธา” ตั้งสรณะให้ดีไว้ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งคำว่า “สมาทาน” หมายถึง การรับเอามาปฏิบัติหรือถือเอา โดยงดเว้นจากการฆ่า การสั่งให้ฆ่าอละการอ้อมๆ ฆ่าด้วย การลัก การประพฤติผิดในกาม การไม่แกล้งกล่าวเท็จ และการไม่ดื่มสุราเมรัย

“ศีล” จะเป็นฐาน ฐานต้องมีความมั่นคง เปรียบเหมือนกับดิน ดินที่ไม่มั่นคงจะไปสร้างอะไรได้ “ถ้าเราไม่รักษาศีล ศีลจะรักษาเราก็ไม่ได้ เมื่อเรารักษาศีล ศีลจะรักษาเรา เป็นที่พึ่งให้เราได้” โดยการละ “นิวรณ์” ได้ โดยการทำ “ศีล” ที่เป็นไปเพื่อ “สมาธิ” ขึ้นได้ และทำให้เกิดสมาธิขึ้นได้ พอเราเกิดสมาธิ ก็เกิดปัญญาได้ด้วย จะเป็น “สมาธิหรือปัญญา” ก็ต้องตั้งอยู่บน “ศีล” เป็นเรื่องที่เราต้องทำให้มีความมั่นคงให้ได้ในทุกทีทุกเวลา ทำให้เป็นปกติทำให้อยู่ได้ตลอด

 

 

คุณวิมลมาศ อุตรดิตถ์ (จดหมาย)

คำถาม : การรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า จากการนั่งสมาธิ สิ่งนี้เรียกว่า ญาณหรือฌาน หรือเทวดาบอก เทวดารักษา

 

คำตอบ : “ฌาน” คือ สมาธิที่เกิดจากการกำจัด “นิวรณ์” ออกไป คือ เมื่อกำจัดหรือละนิวรณ์ได้แล้ว จะเกิดฌาน หมายถึง “สมาธิ” ขึ้น เมื่อมีสมาธิที่ทำให้มาก มีความชำนาญ ก็จะเกิด “ญาณ” คือ “ปัญญา” จึงใช้คำว่า “ปัญญาญาณ” ที่เกิดจากฌานสมาธิ เพราะฉะนั้น การรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า จึงเป็นความคมของสมาธิ เรียก “ปัญญา” อันเป็นผลของสมาธิ

 

ถ้าไม่มีปัญญา สมาธิก็เกิดไม่ได้ สมาธิก็อาศัยปัญญาเกิด ถ้าไม่ละนิวรณ์ สมาธิก็เกิดไม่ได้ สมาธิก็อาศัยการละนิวรณ์ คนจะละนิวรณ์ได้ ก็ต้องมีศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง