ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของจิต

HIGHLIGHTS:

  • จิตจะเศร้าหมองหรือผ่องใสขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของราคะโทสะและโมหะ
  • จิตมีความสั่งสมได้ ทำให้มีความวิจิตรพิสดาร เปรียบเหมือนกับความวิจิตรของภาพที่เกิดจากนักวาด จิตมีความวิจิตรพิสดารยิ่งกว่านั้น
  • การปฏิบัติตามมรรค๘จะทำให้ราคะโทสะโมหะในจิตน้อยลง
  • เมื่อความเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วเกิดที่จิต ก็ให้พิจารณาตรงที่จิต พิจารณาให้เห็นถึงต้นตอของมัน ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เห็นบ่อยๆ ซ้ำๆ จะมีความหน่าย ความคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ จะปลดแอกจากจิตได้

บทคัดย่อ

 

“ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์เพราะจิตผ่องแผ้ว…”

พระไตรปิฎก เล่มที่ 17

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9

สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

 

...จะบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองก็ด้วยราคะโทสะหรือโมหะ ที่มันไม่มี หรือมันมีมากหรือน้อย…

 

เราทุกคนมีจิตทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเทวดา สัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์ ต่างก็มีจิตที่มีความเศร้าหมองมีความบริสุทธิ์ต่างกันไป ถ้ามีความเศร้าหมองมาก ราคะโทสะโมหะมันก็หนามาก ก็จะไปสู่ภพภูมิที่มีราคะโทสะโมหะหนาแน่น เช่น ในพวกสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้ามีราคะโทสะโมหะเบาบางอยู่บ้าง ก็จะมาในภพภูมิที่จะมีสุขมากกว่าทุกข์หน่อย เพราะว่าจะไม่ถูกเบียดเบียนด้วยราคะโทสะโมหะ มากเท่าไหร่ ภพที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ก็เป็นเทวดา พรหม หรือมนุษย์ก็จะมีทุกข์พอๆ กับสุข อยู่ที่ราคะโทสะโมหะว่าหนาแน่นหรือเบาบาง

 

 

บริสุทธิ์หรือไม่ดูที่อะไร

 

คนเราจะบริสุทธิ์หรือไม่ดูที่ ”จิต” จิตมันไม่ได้มีรูปร่างเป็นตัวตน เป็นสี เป็นอะไร บอกไม่ได้ เพราะว่าเป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีคุณสมบัติของความเป็นรูปอยู่เลย แล้วเราจะดูที่อะไร พระพุทธเจ้าบอกไว้ในพระสูตรนี้ว่า

 

...ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของจิต ดูได้ที่ราคะโทสะโมหะ ว่ามีมากหรือน้อย มีมากก็เศร้าหมองมาก มีน้อยก็เศร้าหมองน้อย ไม่มีเลยก็เรียกว่าบริสุทธิ์เลย จะบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองก็ด้วยราคะโทสะหรือโมหะ ที่มันไม่มีหรือมันมีมากหรือน้อย…

 

 

ความวิจิตรพิสดารของจิต

 

ความที่ราคะโทสะโมหะเกิดขึ้นที่จิตนั้น ทำให้มันมีลักษณะของการสั่งสม ถ้ามีราคะเกิดก็จะสั่งสมเป็นราคะนุสัย ถ้ามีความขัดเคืองความไม่พอใจก็จะสะสมเป็นปฏิฆนุสัย หรือถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจสิ่งนั้นๆ ก็เป็นลักษณะของโมหะ ก็สะสมเป็นอวิชชานุสัย

 

...ลักษณะที่มีการสะสมสั่งสมได้ มันคือ “จิต” ลักษณะการที่มีการสะสมสั่งสมได้นั่นล่ะ มันจึงทำให้มีวิจิตรพิสดารขึ้นมา…

 

“ภิกษุทั้งหลาย แม้ภาพจิตรกรรมที่เขาเขียนไว้นั้น จิตรกรก็คิดด้วยจิตนั่นเอง จิตนั้นเองวิจิตรก่อภาพจิตรกรรมที่เขาเขียนไว้นั้น เพราะเหตุนี้ พวกเธอทั้งหลาย ควรพิจารณาจิตของตนเนืองๆ ว่า จิตนี้เศร้าหมองแล้วด้วยราคะโทสะโมหะเป็นเวลานาน สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์เพราะจิตผ่องแผ้ว ….”

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบการทำให้วิจิตรพิสดารเหมือนกับนายช่างที่เขาวาดภาพจิตรกรรมด้วยเครื่องมือที่เขามี เขาสามารถเขียนออกมาได้วิจิตรพิสดารเป็นมิติลึกลงไป ลึกล้ำดูเหมือนจริง หรือว่าสีสันที่แปลกพิสดารไป เหมือนกับไม่ใช่ของจริง ยิ่งกว่าของจริง เป็นในจินตนการ ดูที่จินตนาการ จินตคือความคิด ที่มีการทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นมา อันนั้นก็คือจิตนั่นแหละ จิตของใครก็จิตของจิตรกร จิตของช่างเขียน จิตของบุคคลที่คิดนั้นนั่นแหละ ที่เขาจะเขียนรูปออกมาเป็นรูปผู้ชายหรือผู้หญิง หรือว่าจะสร้างสรรค์งานจิตรกรรมแบบไหน

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช่างย้อมหรือช่างเขียน เมื่อมีเครื่องย้อมก็ดี ครั่งก็ดี ขมิ้นก็ดี สีเขียวก็ดี สีแดงก็ดี พึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษ มีอวัยวะใหญ่น้อยครบทุกส่วนลงที่แผ่นกระดานเกลี้ยงเกลา หรือที่ฝา หรือที่แผ่นผ้า แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังรูปนั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังเวทนานั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังสัญญานั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังสังขารนั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังวิญญาณนั่นแหละให้เกิด”

 

...ซึ่งไม่ใช่แค่จิตรกรคิดหรือนักเขียนคิด แค่ตัวเราคิด เมื่อไหร่ก็ตามที่คิด นั่นแหละ คือ “จิต” แล้ว มันทำงานแล้ว มีการปรุงแต่งแล้ว ทำให้มีการวิจิตรพิสดารขึ้นมาแล้ว ….

 

ความคิดนึกอาจจะไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือหรือเป็นภาพเขียนอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ในตัวของเรา เรารู้เองว่ามันมีอยู่ ไอ้ความที่มีลักษณะทำให้วิจิตรพิสดาร ทำให้โลดโผนขึ้นมา หรือต่อให้ไม่มีความคิดโลดโผนใดๆ แบบจิตมักจะมีความเยือกเย็นนิ่งๆ แต่การเปลี่ยนแปลงเราเห็นแน่นอน เดี๋ยวเปลี่ยนเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เดี๋ยวเวลาที่มันโลดโผนโลดแล่นคิดนึกเปลี่ยนแปลงนั่นนี่ มันมีเวลาที่เป็นแบบนั้นก็มี อาจจะไม่ได้มีบ่อยๆ แต่ว่ามีแน่นอน

 

ความที่มันทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นมา เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น นี่มันคือ ”จิต”

 

ที่ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงแล้ว เกิดราคะโทสะโมหะขึ้น สะสมมากๆเข้า มันก็เศร้าหมองลงๆๆ ลงไปจนถึงนรกกำเนิดสัตว์เดรัจฉานเปรตวิสัย ลงไปต่ำอย่างนั้นก็ได้ สิ่งที่เป็นอบาย เป็นไปในภพภูมิที่แย่ๆ ก็จิตนี่แหละพาไป การปรุงแต่งของมัน ปรุงแต่งไปในทางที่จะสะสมเป็นอาสวะมากขึ้นหนาขึ้นก็ไปทางนั้น

แต่ถ้ามีการปรุงแต่งไปในลักษณะที่จะละเจ้าราคะกำจัดเจ้าโทสะเอาโมหะนี้ออกไป มันก็สูงขึ้น สูงขึ้นๆ จนไปเป็นเทวดาเป็นพรหมสูงขึ้นไปได้ ก็จิตนี่แหละที่มันปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง มีการทำให้วิจิตรพิสดารในลักษณะที่จะทำให้ราคะโทสะโมหะมันลดลง

เช่น คนที่คิดวางแผนซับซ้อนจนตามไม่ทันตรวจสอบยาก ทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นมา ในลักษณะที่ราคะก็มาก ถ้ามีใครตรวจสอบก็มีโทสะ ความที่เขาไม่รู้ไม่เห็นว่านี่เป็นสิ่งไม่ดี นั่นก็เป็นโมหะที่หนาบังเอาไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีการวิจัยพิจารณาประดิษฐ์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ความคิดในลักษณะนี้มีปัญญาสูง สมาธิต้องแน่วแน่มาก เป็นลักษณะของสัมมาสมาธิ

คนที่จะคิดสิ่งที่บ้าบอ เป็นราคะโทสะโมหะหนา อย่างพวกคนโกงก็ต้องมีสมาธิเหมือนกัน เรียกว่ามิจฉาสมาธิ ไปผิดทางไปทางต่ำ แต่คนที่จะมาตามทาง แล้วก็ทำให้ราคะโทสะโมหะลดลง คิดค้นที่ดีขึ้น ทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นมา เขาต้องมาตามทาง ”อริยมรรคมีองค์แปด” แน่นอน

 

...ที่มีมรรค ถ้าเรายังปฏิบัติได้ไม่ถึงที่ของมัน ความที่มันจะเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันก็จะยังไม่สุด มันก็ไม่ถึง แล้วไง มันก็จะวนขึ้นวนลงอยู่ได้ ถ้าทำไม่ถูก มันก็จะทำให้ราคะโทสะโมหะมันกลับขึ้นมา เดี๋ยวจะซ้ายจะขวาย่ำอยู่กับที่ มันจึงกลับไปกลับมาได้…

เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นข้อมูลตรงนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ว่า สัตว์ที่เศร้าหมองก็ตาม ที่บริสุทธิ์ได้ก็ตาม ก็เพราะว่า “จิต”

 

 

พิจารณาตรงที่ “จิต”

 

พอเราเห็นข้อมูลใคร่ครวญแล้วว่า อ๋อ จิตมันเศร้าหมองก็ได้ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วก็ได้ เราก็มาเพ่งพิจารณาที่ “จิต” นี่แหละ ให้มันแน่ๆ นอนๆ ไม่ได้ไปดูที่อื่น ดูที่จิต ว่าที่มันมีความเศร้าหมองมีความบริสุทธิ์ได้ เพราะจิตเศร้าหมองหรือจิตผ่องแผ้ว พิจารณาอย่างนี้ไม่เห็นเกิดเหรอ ไม่เห็นดับเหรอ ไม่เห็นว่าความเศร้าหมองเกิดก็ได้ ความเศร้าหมองดับก็ได้ เพราะว่าจิตที่มีความเศร้าหมองเกิดขึ้นหรือความเศร้าหมองดับไป ไม่เห็นหรือว่าความบริสุทธิ์เกิดก็ได้ ความบริสุทธิ์ดับไปก็ได้

เพราะว่าจิตที่มีความผ่องแผ้วเกิดขึ้น จิตที่มีความผ่องแผ้วดับไป สิ่งไหนที่มีความเกิดขึ้น สิ่งไหนที่มีความดับไป เป็นธรรมดาของมันเนี่ย ถามตัวเองดูว่า มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง มันจะไปเที่ยงได้ไง เพราะว่ามันเกิดๆ ดับๆ เดี๋ยวมันก็เศร้าหมอง เดี๋ยวมันก็บริสุทธิ์ได้ มันก็ต้องไม่เที่ยงซิ เพราะว่ามันทนอยู่ได้ยาก

สิ่งใดไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์หรือมันเป็นสุข ไอ้ความที่ทนอยู่ไม่ได้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วมันคือทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยงมันก็ต้องทนอยู่ได้ยาก มันก็ต้องเป็นทุกข์ ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น ควรแล้วหรือ พิจารณาดูให้ดี ว่าเราจะมายึดถือสิ่งนี้สิ่งนั้นน่ะว่า เป็นตัวเรา ของเรา ไม่ควรนะ ไม่ควร

รู้หรือไม่ว่า จิตที่มีความเกิดขึ้นของความบริสุทธิ์ก็ได้ มีความดับไปของความบริสุทธิ์ก็ได้ มีความเกิดขึ้นของความเศร้าหมองก็ได้ มีความดับไปของความเศร้าหมองก็ได้ แต่เราไม่ควรจะไปยึดถือว่า มันเป็นของเรา ตัวเราของเรา เรายึดถือมันมาแล้วตลอดกาลช้านาน เราจึงถูกจิตหลอกว่า

 

เมื่อมีการรับรู้เมื่อไหร่ มันคืบคลานไปทันที ความยึดถือที่อยู่ในจิตนี้ มีการรับรู้เมื่อไหร่ มันคืบคลานไปในสิ่งที่มันรับรู้นั้นทันที

 

วิญญาณคือการรับรู้ รับรู้ใน 6 ช่องทาง รับรู้แล้วมันคืบคลานไปไหน พอมีการรับรู้คือวิญญาณ จิตยึดถือวิญญาณนั้นด้วยความเป็นตัวตน ถ้าชอบก็เป็นภวตัณหา ถ้าไม่ชอบไม่อยากมีไม่อยากเป็นก็เป็นวิภวตัณหา มันคืบคลานไปได้หมดทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต ไกลใกล้ หยาบหรือละเอียด ทั้งที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข

 

ตัณหา 108 มันคืบคลานไปหมด รึงรัดแส่ส่ายแผ่ซ่านไปทางจิตของเรานี่แหละ ดวงเดียวนี่แหละ ดวงนี้นี่แหละที่เข้าไปยึดถือสิ่งต่างๆ ผ่านทางการรับรู้ รับรู้เมื่อไหร่ มันแผ่ซ่านกว้างขวางแตกไปๆ อย่างนี้ ความอันตรายของมันอยู่ตรงจุดนี้ มันกว้างขวางไปทั่ว แต่เราใช้ความอันตรายของมันนั่นแหละให้เป็นประโยชน์

 

เราใช้ความกว้างขวางแผ่ซ่านไปทั่วของมันให้เป็นประโยชน์ เพราะอะไร เพราะเรารับรู้ได้ตรงไหน จับมันได้ตรงไหน เราเห็นความจริงได้ทันที เราสามารถสาวกลับไปถึงแม่มันได้ทันที

 

 

สาวให้ถึงจุ่มแห ให้เห็นนิมิต

 

คือถ้าเราทำไม่เป็น มันก็จะวนอยู่ในนี้ วนอยู่ในอดีตอนาคตหรืออย่างไง มึนไปเลย สาวหาต้นตอไม่ถูก ก็โมหะไง แต่ถ้าคนฉลาด พิจารณาดูให้ดี มันมาจากไหน จิตใช่มั้ย พวกนี้มันไหลรวมมาหมด มันมาจากจิตแผ่ซ่านไป เราสาวไปๆ มันจะไปที่จุ่มแห จุมแหคือตัวกลางของแห สาวไปเลยเริ่มตรงจุดไหนก็ได้ สาวเข้าไปตามทาง

 

สาวไปตามทางของมรรค ดูตรงไหนว่าเป็นมรรค ดูตรงที่มันเศร้าหมองได้มั้ย ดูตรงที่มันผ่องแผ้วได้มั้ย ถ้าอะไรที่เศร้าหมองได้ผ่องแผ้วได้ นั่นล่ะคือไม่เที่ยง ให้เห็นนิมิตเครื่องหมายตรงนี้

 

ถ้าเราเห็นว่าอะไรก็ตามที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เศร้าหมองก็ได้ ผ่องแผ้วก็ได้ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ให้เห็นว่านี่คือ “นิมิตของความไม่เที่ยง มาตามสัญญลักษณ์นี้ มาตามป้ายนี้ มาตามเส้นทางนี้ ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง ณ ที่จุดไหนได้ คุณมาถูกทางแล้ว คุณมาทางศูนย์กลางของมันแล้ว

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.”

 

สาวมาเลยดึงมาเลย เพ่งเข้ามาเลย พิจารณาจี้จ่อเข้าไปให้เห็นเลยว่า ไหนไม่เที่ยงตรงไหน จี้เข้าไปๆ ไม่เที่ยงใช่มั้ย วาง สุขเหรอ ไม่เที่ยง วาง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง วาง เลวประณีตเที่ยงมั้ย ไม่เที่ยง วางๆ วางรูปเสียงกลิ่นรส ...เหลือการรับรู้เราจะไปถึงวิญญาณ การรับรู้ไม่เที่ยง วาง จิตที่เดี๋ยวมันเศร้าหมองก็ได้ เดี๋ยวมันผ่องแผ้วก็ได้ มันก็จะเกาะอะไรล่ะ มันไม่สามารถยึดถือก้าวลงวิญญาณได้

พระพุทธเจ้าบอกว่าอริยสาวกผู้มีการเห็นอย่างนี้ เห็นความไม่เที่ยงในรูปในเวทนาในสัญญาในสังขารและในวิญญาณ ไม่เที่ยงเหมือนกันทั้งหมด เห็นความไม่เที่ยงของมันแล้ว ให้วางซะ แต่เราจะวางได้อย่างไง

 

เราจะวางได้ต้องมีความหน่าย จะมีความหน่ายได้ต้องมีความคลายกำหนัด เมื่อหน่ายแล้วจะคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดแล้วจะปล่อยวางได้ ทำอย่างไงให้เราเกิดความหน่ายได้ ต้องเห็นความไม่เที่ยงอยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เห็นเครื่องหมายนี้ เห็นนิมิตนี้ เห็นการกระทำของมันตรงนี้ มีทุกขณะ

 

ในสมาธิที่นิ่งๆ ไม่หวั่นไหว มีการรับรู้มั้ยล่ะ ถ้ามีการรับรู้มีวิญญาณ นั่นคือมีผัสสะอยู่แล้ว มีผัสสะนี่คือมีการกระทบอยู่แล้ว ต่อให้การกระทบชนิดที่เป็นอเนชะ ชนิดที่ไม่หวั่นไหวเลย ถามว่าเกิดได้มั้ยล่ะ ถ้ามันไม่เกิดไม่เคยมีมา แล้วมันเกิด แล้วมันเที่ยงมั้ยล่ะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือสุข อาจจะตั้งอยู่ชั่วระยะเวลานึง แต่ก็เปลี่ยนแปลงได้ เพราะเมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ ที่มันเป็นมาอย่างนี้ได้ เพราะมันเปลี่ยนมา และแน่นอนมันจะไม่ได้คงอยู่อย่างนี้ไปตลอด

 

เราเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาถึงต้นตอของมัน ให้เห็นตรงนี้ เห็นแล้วในความไม่เที่ยง เห็นแล้วในความเป็นทุกข์ ไม่ใช่มันจะมาหาสุขได้เลย เห็นแล้วในความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เห็นอยู่บ่อยๆ จะมีความหน่าย ความหน่ายในที่นี้คือนิพพิทา มันจะทำให้เกิดความคลายกำหนัด คลายกำหนัดแล้วจะไม่ได้ไปยึดถือสิ่งอื่นอีก จะมีความปล่อยวาง วางได้ วางอะไร วางความยึดถือในขันธ์ทั้งห้า วางความยึดถือในขันธ์ทั้งห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

 

อุปาทานคือความยึดถือ จะไม่เกิดในอะไร นอกจากในขันธ์ห้า ถ้าเรามีขันธ์ห้าได้ มาตามทางเลย ทางที่จะไปถึงต้นตอของมัน ทางที่เราจะจับหัวมันได้ แล้วปลดแอกตัวเอง มันกดหัวเรามานานแล้วจิตเนี่ย

 

นานแล้วที่เราถูกจิตนี้คดโกงล่อลวงปลอมเทียมปลิ้นปลอก จึงเมื่อเราจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้วซึ่งรูป ซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นตัวเราของเรา

 

ถ้าเราเห็นรูปหรือสัญญาเมื่อไหร่ จับตัวมันเลย ตามเส้นทางของความไม่เที่ยงไป เราจะเจอตัวของมัน นั่นคือ จิตนั่นเอง จับมันแล้ว ปลดแอกมันออก ฉีกมันเป็นชิ้นๆ ชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ สับให้ละเอียด บดให้เป็นผง เผา เหลือแต่ขี้เถ้า โรยลงในกระแสน้ำที่เชี่ยวหรือโปรยไปในกระแสลมที่จัด จิตก็ไม่มีตัวตน ไม่ควรค่าแก่การที่จะไปยึดถือไว้ ว่าเป็นตัวเราของเรา

 

...ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์เพราะจิตผ่องแผ่ว….

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "คัททูลสูตรที่ 2" เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค