คุณธรรมของสุภาพสตรีชื่ออุตตรา

HIGHLIGHTS:

  • คุณธรรมและคุณสมบัติของอุบาสิกาชื่อนางอุตตรา ผู้ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ
  • พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางอุตตรานันทมารดานี้ ว่า “ในบรรดาคนที่ยินดีในฌานสมาธิทั้งหลายที่เป็นอุบาสิกา ไม่มีใครที่จะยอดเยี่ยมไปกว่านันทมารดาคนนี้ เพราะด้วยความที่นางมีคุณธรรมข้ออื่น ๆ และข้ออื่น ๆ อีก “
  • และด้วยคุณธรรมและคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ถ้าใครก็ตามที่เป็นผู้หญิงทั้งหลายที่ยังครองเรือนอยู่ แล้วมีความปรารถนา สิ่งที่ควรจะขอโดยชอบธรรม แล้วจะมีความถูกต้องควรจะขอให้เป็นเหมือน “นางอุตตรานันทมารดาชาวเวฬุกัณฑกะ”

บทคัดย่อ

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นนางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดานี้เป็นตราชู เป็นประมาณของอุบาสิกาทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา ฯ

...สัญเจตนิยวรรคที่ 3 [176]

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องไว้ใน สัญเจตนิยวรรคที่ 3 [176] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ว่า ถ้าใครก็ตาม ผู้หญิงทั้งหลายที่ยังครองเรือนอยู่ แล้วมีความปรารถนา (อ้อนวอนขอ) สิ่งที่ควรจะขอโดยชอบธรรม แล้วจะมีความถูกต้องควรจะขอให้เป็นเหมือน “นางอุตตรานันทมารดาชาวเวฬุกัณฑกะ” นี้ เพราะในบรรดาสุภาพสตรีที่เป็นอุบาสิกา ที่มีฌานสมาธิทั้งหลาย จะไม่มีใครที่ยอดเยี่ยมไปกว่า และนางนี้ยังมีคุณธรรมในด้านอื่น ๆ ด้วย

นางเวฬุกัณฏกีนันทมารดา นั้น ชื่อว่า นางอุตตรา เป็นบุตรสาวของนายปุณณะ อยู่ครองเรือนเป็นแม่เจ้าเรือน จึงถูกเรียกว่า “ฆรณี” (หญิงแม่เรือน), เป็นแม่ของเด็กชายนันทะ จึงถูกเรียกว่า “นันทมารดา”, อาศัยอยูในเขตละแวกที่มีป่าไผ่ที่มักจะนำมาทำเป็นลูกศร อยู่ทางใต้ของเมืองราชคฤห์ ซึ่งบริเวณนั้นถูกเรียกว่า “เวฬุกัณฑกี” นางอุตตรานันทมารดานี้ มีคุณธรรมและคุณสมบัติต่าง ๆ มากมายดังต่อไปนี้ โดยในที่นี้ได้รวบรวมมาจากในหลายพระสูตร

 

 

  • ใน ประวัตินางอุตตรานันทมารดา (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

    พระพุทธเจ้ารับรองยกย่องนางอุตตราว่า สามารถที่จะเอาชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธได้ เอาชนะความไม่ดีด้วยความดีได้

    นางอุตตราพอแต่งงานกับสุมมเศรษฐีบุตร ก็ดูแลเหย้าเรือน จัดแจงการงานเป็นอย่างดี จนถูกเรียกว่าแม่เจ้าเรือน เลยถูกเรียกว่า “ฆรณี” ด้วย

  • ใน ทานสูตร [308] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

    “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาชื่อนันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ นั้น ถวายทักษิณาทานอันประกอบด้วยองค์ 6 ประการ ในภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ก็ทักษิณาทานอันประกอบด้วยองค์ 6 ประการเป็นอย่างไร

    ...ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ 3 ของทายก องค์ 3 ของปฏิคาหก องค์ 3 ของทายกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกก่อนให้ทาน เป็นผู้ดีใจ 1 กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส 1 ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ 1 นี้องค์ 3 ของทายก องค์ 3 ของปฏิคาหกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิคาหกในศาสนานี้ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ 1 เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ 1 เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ 1 นี้องค์ 3 ของปฏิคาหก องค์ 3 ของทายก องค์ 3 ของปฏิคาหก ย่อมมีด้วยประการดังนี้…

    “...ทายกก่อนแต่จะให้ทานเป็นผู้ดีใจ กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ นี้เป็นยัญสมบัติปฏิคาหกผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คือ ท่านผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะย่อมเป็นเขตถึงพร้อมแห่งยัญ ทายกต้อนรับปฏิคาหกด้วยตนเอง ถวายทานด้วยมือตนเอง ยัญนั้นย่อมมีผลมากเพราะตน (ทายกผู้ให้ทาน) และเพราะผู้อื่น (ปฏิคาหก) ทายกผู้มีปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มีความเบียดเบียน ฯ” ... (คุณธรรมข้อที่ 1)

  • ใน มาตาสูตร [50] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

    พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางที่มีข้อวัตรประจำ คือ ยามสุดท้ายแห่งราตรีจะลุกขึ้นมานั่งสมาธิ แล้วก็สวดมนต์ สวดมนต์บท ปรายนสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ด้วยทำนองสรภัญญะ ในตอนที่ใกล้รุ่ง ท้าวเวสสวัณ ห้วหน้าของพวกยักษ์ ได้เดินทางผ่านมา ได้ยินเสียงสวดมนต์ของนันทมารดา เกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก พอฟังจบท้าวเวสสวัณได้กล่าวสาธุการขึ้นมา นางอุตตราได้ยินจึงได้สอบถามว่าเป็นเสียงของผู้ใด ใครมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ท้าวเวสสวัณจึงได้แนะนำตัว ได้อนุโมสาธุการกันแล้ว จึงได้บอกข่าวกับนางอุตตรานี้ว่า ในวันพรุ่งนี้พระมหาสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะจะเดินทางมาที่ในเขตเวฬุกัณฑกี และจะยังไม่ได้ฉันอาหาร ก็ขอให้นางอุตตรานันทมารดานี้ได้ถวายภัตกับเหล่าภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข และทำอุทิศทานแผ่ส่วนกุศลให้ท่านด้วย นางอุตตราจึงได้จัดแจงเตรียมการต่าง ๆ พอถึงเวลานางจึงให้ลูกน้องไปนิมนต์เหล่าภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประธานมาฉันที่เรือนของตน และก็ได้ถวายไทยธรรมเป็นอย่างมาก

    พระพุทธเจ้าในตอนนั้นอยู่ที่เมืองสาวัตถี เห็นการกระทำของอุบาสิกาชื่ออุตตรานันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ ได้ทรงส่งเสียงมาบอกถึง “บุญที่เกิดจากการให้ทานโดยนางอุตตรานี้มีมาก หาประมาณมิได้ เปรียบเหมือนน้ำทะเลในมหาสมุทร โดยที่นางทำจิตไว้อย่างแยบคาย ทั้งก่อนให้ ระหว่างให้ และก็หลังให้ เพราะด้วยความที่เธอมีศรัทธา, มีปัญญา)

    “สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านเจรจากันต่อหน้าได้กับท้าวเวสสวัณมหาราช ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มีศักดิ์มากอย่างนี้ ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 2)

    น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีบุตรน้อยอยู่คนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ พระราชาได้ข่มขี่ปลงเธอเสียจากชีวิตในเพราะเหตุเพียงนิดหน่อย ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อบุตรของดิฉันนั้น ถูกจับแล้วก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังถูกจับก็ดี ถูกฆ่าแล้วก็ดี กำลังจะถูกฆ่าก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังจะถูกประหารก็ดี ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเลย ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 3)

    ...แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สามีของดิฉันกระทำกาละแล้ว เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง มาแสดงตน แก่ดิฉันด้วยรูปร่างอย่างครั้งก่อนนั้นทีเดียว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 4)

    ...แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันยังสาวถูกส่งตัวมาให้แก่สามีหนุ่ม ไม่เคยคิดที่จะนอกใจเลย ไฉนจะประพฤตินอกใจด้วยกายเล่า ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 5) ถึงแม้ว่าสามีของนางจะไม่ได้มีใจรักมาในทางคำสอนของพุทธะ แต่ก้ไม่เคยคิดนอกใจสามีเลย ปฏิบัติทำตามหน้าที่ของภรรยาเป็นอย่างดี

    ...แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันแสดงตนเป็นอุบาสิกาแล้ว ไม่รู้สึกว่าได้แกล้งล่วง สิกขาบทอะไร ๆ เลย ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 6) แม้จะอยู่ในเรือนของผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้นับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าในช่วงแรก ๆ แต่นางนั้นก็ไม่ได้มีการก้าวล่วงสิกขาบทใด ๆ เลย ยังคงรักษาสิกขาบทไว้ได้อย่างดี

    ...แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันหวังอยู่เพียงใด ดิฉันสงัดจากกาม สงัดอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย สุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่เพียงนั้น ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 7) นางเป็นผู้ที่สามารถเข้าฌานสมาธิได้เป็นอย่างดี อยากได้ตอนไหนได้ตอนนั้น อยากทำเมื่อไรทำได้ทันที หวังอยู่ตรงไหนก็ได้ตรงนั้น พระพุทธเจ้าทรงยกย่องคุณของนางในข้อนี้ว่าเป็น “ในบรรดาคนที่ยินดีในฌานสมาธิทั้งหลายที่เป็นอุบาสิกา ไม่มีใครที่จะยอดเยี่ยมไปกว่านันทมารดาคนนี้ เพราะด้วยความที่นางมีคุณธรรมข้ออื่น ๆ และข้ออื่น ๆ อีก”

    ...แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่พิจารณาเห็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 ข้อใดข้อหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วบางข้อ ที่ยังละไม่ได้ในตน ฯ ... (คุณธรรมข้อที่ 8) นางอุตตรานันทมารดานี้สามารถที่จะละเครื่องร้อยรัดสังโยชน์เบื้องต่ำที่ยึดเหนี่ยวให้อยู่ในภพ 5 อย่างได้, สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้เป็นอย่างดี จึงมีคุณสมบัติของบุคคลที่จะไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก เป็นอนาคามี เป็นผู้ที่มีปกติจะปรินิพพานไปในภพที่เกิดนั้น จะไม่เวียนกลับจากภพที่เกิดนั้นเป็นธรรมดา...และนี้คือ คุณธรรมของสุภาพสตรีที่ชื่อ “อุตตรา”

 

“...คนเราจะดูว่าจิตมีกำลังหรือไม่ ดูตอนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจอเหตุการณ์ที่ไม่น่าพอใจ จะมีความสงบเสงี่ยม มีความอ่อนน้อมอยู่ได้หรือไม่”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้า