โพชฌงค์ 7 ที่ครบถ้วน เต็มรอบ

HIGHLIGHTS:

  • เมื่อทำอานาปานสติ มีสติ มีความเพียร ใคร่ครวญธรรม เกิดปีติ จิตตั้งมั่น มีอุเบกขา นั่นคือ การทำโพชฌงค์ 7 ให้ครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่
  • การทำโพชฌงค์ให้ครบรอบ ต้องบริกรรมให้ครบถ้วน ถึงรอบ รู้ในอริยสัจ 4 ปริวัตร 3 อาการ 12
  • โพชฌงค์ที่ครบถ้วน เต็มรอบ เป็นผลให้เกิด 2 อย่าง “วิชชาและวิมุตติ” จนเกิดความปล่อยวาง “โวสสัคคะ” คือ ความสลัดคืน

บทคัดย่อ

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณชนิดา อีเมล์ (haisok.co)

คำถาม : เวลาที่เราทำอานาปานสติ มีสติ มีความเพียร ใคร่ครวญธรรม เกิดปีติ จิตตั้งมั่น มีอุเบกขา นั่นคือการทำโพชฌงค์ให้ครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่

 

คำตอบ : “โพชฌงค์” มาจากศัพท์ว่า “โพชฺฌ หรือ โพชฺฌา” หมายถึง ธรรมเครื่องตรัสรู้ ปัญญาเครื่องตรัสรู้ เมื่อใส่คำว่า “องค์” หมายถึง องค์ประกอบ เข้าไป จึงมีความหมายว่า องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม เพื่อให้เกิดปัญญา หรือองค์ประกอบที่จิตจะต้องมี เพื่อให้เกิดการบรรลุธรรม ตรัสรู้ธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบ 7 อย่าง คือ

  1. สติสัมโพชฌงค์ : สติที่เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม คือ สติปัฏฐานทั้ง 4 ได้แก่ การเห็นกาย เวทนา จิตและธรรม ด้วยการระลึกได้ถึงกุศลธรรมที่ความเร่าร้อน โทมนัส อภิชฌา จะเกิดขึ้นไม่ได้
  2. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ : การใคร่ครวญธรรมที่เห็นตามความเป็นจริง เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่ได้เห็นด้วยความลำเอียงหรืออคติ
  3. วิริยสัมโพชฌงค์ : ความเพียรที่จะทำให้อกุศลธรรมลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้น
  4. ปีติสัมโพชฌงค์ : ความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ ความพอใจ ที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ
  5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ : ความสงบระงับของจิตที่เย็นลง
  6. สมาธิสัมโพชฌงค์ : สมาธิที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว คือ ฌานทั้ง 4 ตามนัยยะของอริยมรรคมีองค์ 8 ในข้อสัมมาสมาธิ
  7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ : ความวางเฉย

เหตุของโพชฌงค์ทั้ง 7 คือ การเจริญสติ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ถึงเรื่อง อานาปานสติ ที่เมื่อกระทำให้มากแล้ว เป็นธรรมอันเอก เป็นธรรมอันหนึ่ง เป็นธรรมอันเดียว ที่จะทำให้โพชฌงค์ทั้ง 7 เกิดขึ้นได้ สติในที่นี้พระพุทธเจ้ายกเอาเรื่องของอานาปานสติ คือ การระลึกรู้ถึงลมหายใจ

 

อานาปานสติ ทำให้สติปัฏฐานทั้ง 4 เจริญขึ้นเกิดขึ้น และสติปัฏฐานทั้ง 4 ที่เจริญขึ้น เกิดขึ้น ที่เป็นหัวของโพชฌงค์ทั้ง 7 ที่มีข้อแรก คือ สติสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นอันเดียวกันกับสติปัฏฐานทั้ง 4 และเป็นอันเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับอานาปานสติ ซึ่งอานาปานสติ ก็เป็นอันเดียวกันกับหนึ่งในอนุสติ 10 อย่าง ดังนั้น อนุสติ 10 อย่าง จึงเป็นเหตุให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้เหมือนกัน

 

 

อนุสติ 10 คือ

 

  1. พุทธานุสติ คือ การตามระลึกถึงพระพุทธเจ้า
  2. ธัมมานุสติ คือ การตามระลึกถึงพระธรรม
  3. สังฆานุสติ คือ การตามระลึกถึงพระสงฆ์
  4. กายคตาสติ คือ การตั้งสติเอาไว้ในกาย
  5. สีลานุสติ คือ การตามระลึกถึงศีล ความดีของเรา
  6. จาคานุสติ คือ การตามระลึกถึงการสละออก การให้ การบริจาคที่เราทำไป
  7. เทวตานุสติ คือ การตามระลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว ในความดีของเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เป็นต้น
  8. อุปสมานุสติ คือ การระลึกถึงความสงบต่างๆ
  9. มรณสติ คือ การตามระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา เพื่อให้เกิดความไม่ประมาท
  10. อานาปานสติ คือ การตามระลึกถึงลมหายใจ

 

สติปัฏฐานทั้ง 4 เป็นเหตุให้เกิด สติในข้อแรกของโพชฌงค์ทั้ง 7 คือ สติสัมมาโพชฌงค์ ทำให้จิตตั้งขึ้นได้ ไม่วิ่งเข้าหา ไม่วิ่งนี้ เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น จึงทำให้เกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ พอมีการใคร่ครวญธรรม กุศลธรรมเพิ่มขึ้น เป็นการทำอกุศลธรรมให้ลดลง เป็น วิริยะสัมโพชฌงค์ พอในช่องทางใจของเรามีกุศลธรรมเพิ่มขึ้น มีอกุศลธรรมลดลง จนถึงจุดใดจุดหนึ่ง จุดนั้นจะทำให้เรามีความสบายใจ มีความอิ่มเอิบใจ มีความสบายใจ ความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ คือ ปีติสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นความอิ่มเอิบใจสบายใจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภายนอก มีความยินดีอยู่ในภายใน นั่นคือ มีความระงับลงทางกายทางใจ เป็น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความสงบระงับในภายในที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งในภายนอก เมื่อจิตมีความสงบระงับลงๆ จิตจะเริ่มเป็นอารมณ์อันเดียว ระงับจากความคิดในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เป็นสมาธิในขั้นที่ 1 และเมื่อสงบระงับลงไปอีก วิตกวิจารณ์ไม่มี เหลือแต่ปีติ สุข นั่นก็เป็นสมาธิเป็นความระงับในขั้นที่ 2 เกิด สมาธิสัมโพชฌงค์ แล้วสมาธิขั้นที่ 3 ก็เหลือแต่อุเบกขา มีสุขเจืออยู่บ้าง และสมาธิขั้นที่ 4 ก็เหลือแต่อุเบกขาล้วนๆ ความสุขไม่มีเลย ใน 4 ขั้นที่มีความระงับลงๆ จึงเป็นสมาธิที่ลึกลงๆ ไป ความที่สงบระงับเวลามีอะไรมากระทบ นั่นจึงเป็น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้รับรู้ ไม่ได้ทำอะไร แค่ว่าในจิตวางเฉยได้

&nbps;

การจะทำโพชฌงค์ให้ครบถ้วน ครบรอบ คือ ต้องทำ “บริกรรม” ให้ครบถ้วนถึงรอบ รู้ในอริยสัจ 4 ปริวัตร 3 อาการ 12 จะให้ผล 2 อย่าง คือ

  1. วิชชา คือ ความรู้ในอริยสัจ 4 ที่ว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์และสิ่งนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งเมื่อรู้และเข้าใจ จะรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องไปปรุงแต่งตามสิ่งต่างๆ อีกต่อไป
  2. วิมุตติ คือ ความพ้นหรือความเหนือจากกันเป็นโลกุตระ พ้นหรือเหนือจากขันธ์ 5 ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ วิญญาณ และผัสสะต่างๆ เปรียบเหมือนใบบัวหรือดอกบัวเมื่อโดนน้ำ ซึ่งโดนกันอยู่ก็จริง แต่มันแยกจากกัน มันกลิ้งไม่โดนกัน เหมือน Nano technology

 

เหตุหรือกระบวนการที่จะทำให้โพชฌงค์ในแต่ละข้อ มีความชำนาญ ครบรอบ เต็มรอบ ต้องอาศัยเหตุ 3 อย่าง คือ

 

  1. อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัด ทั้งความวิเวกทางกาย

    “กายวิเวก” และความวิเวกทางจิต “จิตวิเวก” ไม่มีกาม พยาบาท เบียดเบียน

  2. อาศัย “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัดจากตัณหา อวิชชา ความยึดถือในขันธ์ 5
  3. อาศัย “นิโรธ” คือ ความดับของขันธ์ 5 ของตัณหา

 

ถ้าเราไม่วิเวก คุณจะไม่เห็นวิราคะ คุณจะไม่เห็นนิโรธ พอไม่เห็นแล้ว จะทำให้โพชฌงค์ครบถ้วน เต็มรอบ ไม่ได้ เพราะมันจะยังไม่ได้ให้เกิดผล “วิชชาและวิมุตติ”

 

ถ้าอาศัยวิเวกทางกายด้วย ทางใจด้วย ให้เห็นความคลายของขันธ์ 5 ของตัณหา เห็นมันดับด้วย เห็นทีเดียว แต่บางทีมันยังไม่ครบรอบ มันยังไม่ได้ทำให้เกิดความปล่อยวาง “โวสสัคคะ” คือ ความสลัดคืน วางแล้ววางเลย ไม่ได้ยึดถืออีก ปล่อยเลย ทิ้งเลย..ซึ่งถ้ามันวางชั่วคราวในสมาธิ ยังไม่สลัดคืน ต้องทำบ่อยๆ ถ้ายังไม่ครบถ้วน ถึงรอบของมัน ต้องทำเหมือนเดิม ทำซ้ำลงไป ทำให้มาก

 

 

“สติ” จากอนุสติทั้ง 10 อันใดอันหนึ่ง ทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 อย่างใดอย่างหนี่ง ทำให้เกิดโพชฌงค์ทั้ง 7 อันใดอนะหนึ่งนั้น แล้วทำให้ถึงรอบ ครบถ้วน โดยอาศัยความสงัด ความคลายกำหนัด เห็นความดับ น้อมไปวาง อันใดอันหนึ่งก็ได้ บ่อยๆ บ่อยๆ

 

 

เหตุ คือ สติปัฏฐาน 4 เหตุ คือ อนุสติ 10 เหตุเกิดสติปัฏฐาน 4 เป็นผล สติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุให้เกิดโพชฌงค์ 7 เป็นผล โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุ อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ จะทำให้เกิดผล คือ “วิชชาและวิมุตติ” มีวิมุตติ วิมุตติมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ และนิพพานเป็นที่สุดจบของพรหมจรรย์นี้ จบลงที่นี่เลย นั่นแหละถึงจะเรียกว่า ครบถ้วน

 

 

ครบรอบ เต็มรอบ พอเลย จะมีความพอใจ มีความยินดี ในธรรมวินัยนี้มากๆ ว่า “พระพุทธเจ้าเป็นสัมมาสัมพุทโธ จริงๆ ธรรมะที่สอนไว้ เป็นสวากขาตธรรม จริงๆ เป็นธรรมะที่ประกาศไว้อย่างดีแล้ว เฉือนส่วนที่เป็นขี้ริ้วออกแล้ว แล้วใครก็ตามที่สามารถจะปฏิบัติตามธรรมะนี้ได้ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุดยอดเลย จะมีความมั่นใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้เป็นคำสอนที่ดีแล้ว สุดยอดแล้ว สามารถที่จะเห็นได้ด้วยปัญญาของเรา ทำให้เกิดขึ้นได้ในชาตินี้แน่นอน”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง