สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไม่ได้

HIGHLIGHTS:

  • แยกแยะประเด็นสาเหตุของคนที่คิดว่า ตัวเองไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เกิดจากอะไรได้บ้าง ทำอนันตริยกรรม, สรณะศีลไม่บริสุทธิ์ทำให้เกิดมิจฉาสมาธิ หรือ มีศีลบริบรูณ์ ทำได้แล้วแต่ทำไมคิดว่ายังทำไม่ได้
  • นำอิทธิบาท4มาใช้ในการพัฒนาสมาธิให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ต่อสั้นๆให้ยาว ตัดยาวให้สั้นลง

บทคัดย่อ

 

“ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิตนี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว…”

ฉันทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 19 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 11 สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

 

 

...สมาธิที่เรามี แล้วเราระลึกได้ว่า ฉันได้อยู่นะ น้อยหนึ่งก็ได้น่ะ แล้วจะทำให้มันยืดยาวออก เราเอาใจใส่แบบนี้ นี่เป็น”จิตตะ” การที่เราจดจ่อแบบนี้คือ”การทำจริง” เรามีความพอใจในการที่จะทำ มีศรัทธาตั้งเอาไว้ที่จะทำ นั่นคือ “ฉันทะ” มีวิริยะ ฉันทะ จิตตะ สมาธิเกิดแน่...

 

คนที่คิดว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไม่ได้ นั่งสมาธิปฏิบัติในรูปแบบไม่ได้ มีความคิดแต่ว่า”ฉันทำไม่ได้” หรือบุคคลที่นั่งสมาธิพอทำได้ การได้ฟังเรื่องราวในวันนี้จะทำให้มีการพัฒนาขึ้นไปอีกได้ สำหรับคนที่คิดว่านั่งไม่ได้ ต้องแยกแยะประเด็นที่คิดว่า “ไม่ได้” ออกเป็นดังนี้

 

 

ประเด็นที่ 1 เคยทำอนันตริยกรรม มาหรือไม่

 

อนันตริยกรรมคือการฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด และการทำสงฆ์ให้แตกกัน ถ้าได้ทำใน 5 อย่างนี้ การมาปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิอย่างไรก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะว่าคนที่ไม่มีศีลจะมีความร้อนใจเป็นอานิสงส์ จะมีความสะดุ้งอยู่ตลอด และการทำอนันตริยกรรมมันแก้ไม่ได้แล้ว จะมาสมาทานศีลให้เหมือนเดิมดีขึ้น ไม่ได้ คือทำไปแล้วอย่างไรก็ต้องรับกรรม

แต่ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่ทำความดีนะ เพราะขนาดพระเจ้าอชาตศัตรูที่ฆ่าบิดา แต่ด้วยความร้อนใจนั้นทำให้ระลึกได้ ทำให้มีความตื่นตัวขึ้น ในการที่อย่างน้อยที่จะทำความดี แต่ความดีมันทำจิตให้สงบไม่ได้หรอก สะดุ้งอยู่เรื่อย สะดุ้งคือพยายามทำอยู่ แต่มันไม่สงบ อย่างไรก็ไม่สงบแต่ก็พยายามทำ ทำให้ความชั่วที่มากขนาดต้องไปตกอเวจีมหานรก อย่างน้อยก็ยังลงมายังนรกต่ำๆกว่าหน่อย

 

….พวกที่ทำอนันตริยกรรมมาก่อน ก็ยังต้องพยายามทำ ถึงแม้จะไม่สงบ แต่ก็ต้องพยายามทำ เพราะความไม่สงบนั้นก็จะลดลงอยู่ จากที่ไม่สงบอย่างมาก ก็จะมาไม่สงบที่น้อยลงหน่อย ..

 

 

ประเด็นที่ 2 เลือกใช้เครื่องมือให้ถูก

 

“เครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบของทอง คือ ดินร่วน ทราย ก้อนกรวด และกระเบื้องมีอยู่ คนล้างฝุ่นหรือลูกมือของคนล้างฝุ่น เรี่ยรายทองนั้นเทลงไปในรางน้ำแล้วล้าง ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบหมดแล้ว ทำมันให้สุดสิ้นแล้ว ทองยังคงมีเครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ ก้อนกรวดอย่างละเอียด ทรายอย่างหยาบ คนล้างฝุ่น หรือลูกมือคนล้างฝุ่นย่อมล้างทองนั้น ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด….”

สังฆสูตร

 

ในกรณีที่ไม่เคยทำอนันตริยกรรมมาก่อน แต่เคยทำผิดศีลมาบ้าง ก็แก้โดยการสมาทานศีลใหม่ ตั้งไตรสรณครม์ขึ้นใหม่ ถ้าผิดศีลมาแล้วพยายามมานั่งสมาธิ มันจะไม่ได้ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเครื่องตะแกรงที่ล้างทองคำ อุปกรณ์ที่ใช้ล้างในขั้นตอนต่างๆที่จะได้ทองมาก็ต้องใช้แตกต่างกันไป เศษอย่างหยาบๆก็ต้องใช้ตะแกรงอย่างหยาบ จะเอาตะแกรงอย่างกลางมาล้างมันจะตัน

 

...เหมือนกัน กายวาจาใจอันเป็นทุจริต ก็ต้องเอาอย่างน้อยศีลมาล้าง ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า”ศีล” แต่ถ้าเราไม่มีศีล แล้วจะเอาสมาธิมาใช้เลย จะใช้ไม่ได้ มันจะตัน จะเอาตะแกรงอย่างกลางมาล้างเศษอย่างหยาบไม่ได้ คือสมาธิ สติ จะเอามาล้างเศษอย่างหยาบ คือกายวาจาอันเป็นทุจริตมันไม่ได้ เราต้องเอาตะแกรงอย่างหยาบคือศีลมาล้าง ใช้เครื่องมือให้ถูก ก็สมาทานสีลใหม่ สมาทานไตรสรณครม์ใหม่ ตั้งจิตใหม่…

 

สมาทานศีลและไตรสรณครม์ใหม่แล้ว แต่ก็ยังผิดอยู่เรื่อย แสดงว่า เรายังไม่ได้ตั้งความรักความเคารพหิริโอตัปปะอย่างแรงกล้าในครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งที่เราเคารพ เพราะงั้นเวลาไปขอศีลใหม่ ให้ไปขอกับคนที่คุณจะทำ ที่คุณยำเกรงมีหิริโอตัปปะ หรือถ้าไม่มีก็ให้มีในพุทโธธัมโมสังโฆ มีความเคารพยำเกรงมีความรักในการปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ไม่ทำสิ่งที่เป็นนอกรีต จะทำอะไรก็รู้สึกยำเกรง เรามาสมาทานตรงนี้ ให้มีศีล ให้มีพระรัตนตรัย มีศรัทธาในพุทโธธัมโมสังโฆ

 

ขณะสมาทานศีลใหม่ ให้ตั้งใจให้ดี ให้แน่วแน่ สิ่งที่ไม่ดีนั้นเลิก พอเรามีความตั้งใจตรงนี้ ความเพียรมันเกิด มีการทำจริงแน่วแน่จริง ศรัทธาที่เรามี ความมั่นใจที่เรามี ความลงใจที่เรามี มันมีพลังขึ้นมาทันที มันจะทำให้สติของเราตั้งขึ้นได้ จะทำให้สามารถที่จะอย่างน้อยทำจิตให้สงบลงไปได้ ต้องใช้เครื่องมือให้ถูก

 

อย่าไปคิดว่า เดี๋ยวเลิกจากวัดแล้วค่อยไปบันเทิงไปนั่นนี่ ไอ้ที่คุณสงบๆมันก็จะแค่ฉาบฉวย มันจะไม่ได้ผลเป็นจริงเป็นจังได้ ทำแบบว่าเล่นๆ มันก็ให้ผลเล่นๆ ทำแบบไม่จริงไม่จัง ผลมันจะไปจริงจังได้ไง แต่ถ้าเราทำจริง ในธรรมวินัยนี้สำหรับคนจริง สำหรับคนที่มีใจเด็ดเดี่ยว สำหรับคนที่มีศรัทธา สำหรับคนที่มีความมั่นใจ สำหรับคนที่มีปัญญา คนที่มีปัญญา ศรัทธา ความเพียรแล้ว คุณทำจริงคุณได้ผลแน่นอน ผลจริงๆที่จะเกิดขึ้นคือจิตจะเริ่มมีความสมดุล

 

“การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยธรรมอันเลว ย่อมมีไม่ได้ แต่ว่าการบรรลุธรรมอันเลิศย่อมมีได้ด้วยธรรมอันเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ผ่องใส ควรดื่ม เพราะพระศาสดาอยู่พร้อมหน้าแล้ว ฯ”

ทสพลสูตรที่ 2

 

 

ประเด็นที่ 3 สั้นๆมาต่อให้ยาว ทำสิ่งที่ยาวให้สั้นลง

 

คนที่ผ่านข้อที่ 2 มาแล้ว ไม่ได้ทำอนันตริยกรรม สมาทานศีลไตรสรณครม์ใหม่แล้ว แต่มีความรู้สึกว่าจิตยังไม่สงบ คิดว่ายังทำไม่ได้ บุญน้อย เรามาตรวจสอบดู ถ้าคุณรักษาศีลได้ ตั้งใจแน่วแน่ มีศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ จิตต้องสงบแน่นอน

 

...คนที่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระสงฆ์ แล้วมีศีลสมบรูณ์ จิตต้องสงบแน่นอน ที่ว่าสงบแน่อนคือมีสมาธิจะเกิดขึ้นได้พอประมาณ พอประมาณแค่ไหนคือพอประมาณ นิดเดียวหรือแค่นิดๆหน่อยๆ การที่เราเกิดสมาธิแม้แต่นิดหน่อย นั่นคือที่เราทำได้นะ ทำได้นิดหน่อยเท่าที่มันมี…

 

ถ้าเปรียบเทียบกับในกรณีแรกของคนที่ทำอนันตริยกรรมมา จิตสงบนิดเดียวแทบไม่เห็นอานิสงส์ สะดุ้งอยู่เรื่อย ที่วุ่นวายใจมีมาก ความที่จิตสงบแทบจะพไม่มี มีนิดเดียวระลึกไม่ได้ หรือในกรณีที่สอง ไม่ได้ทำอนันตริยกรรมแต่ว่าศีลผิดๆถูกๆ ศรัทธาก็ไม่ค่อยมั่นใจ เวลาทำสมาธิก็จะมีความร้อนใจ มีความไม่ลงใจ มีนิวรณ์ สมาธิอาจจะได้บ้าง แต่เป็นมิจฉาสมาธิ เพราะว่ามีมิจฉาทิฏฐิมาก่อน ผลที่คุณเคยทำผิดศีลมาก่อน มันก็จะออกมาเป็นความร้อนใจที่คุณจะได้ในปัจจุบันนี้บ้าง น้อยมากแล้วแต่ว่าปัจจุบันนี้คุณทำให้สงบได้มากหรือน้อย

ในประเด็นที่สามคือ พอเราเห็นนิดหน่อยว่าเราได้ แล้วที่ไม่ได้ตั้งเยอะ ทำให้เหมาไปว่าทำไม่ได้ ซึ่งมันไม่ถูกไม่ยุติธรรม เพราะว่าช่วงที่สงบมีมั้ย มี แต่น้อยนะ ก็น้อยแต่มีมั้ย มี ที่ไม่สงบมาก ที่น้อยแต่มีได้ แล้วระลึกได้ การที่เราระลึกได้นั่นคือ”สัมมาสติ”แล้ว ทำไมจึงระลึกได้ ก็ด้วยอำนาจของศีล

 

ตอนที่คุณทำถูกศีลแล้วคุณระลึกถึงความดีในศีลได้ นั่นคือสีลานุสติ สติเกิดทันที สติเกิดนั่นคือ สัมมาสติเลย สติที่เกิดขึ้นเราระลึกได้ ถ้าจิตรวมลงนิดๆหน่อยๆ นั่นก็เป็น”สัมมาสมาธิ” ที่ระลึกได้เป็นสัมมาสติเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิมากก็ตามน้อยก็ตาม ตามกำลังของสตินั้นๆ แต่นิดเดียวเอง ก็นิดเดียวนั่นล่ะ ได้มั้ยล่ะ ได้อยู่แต่นิดหน่อย ที่น้อยๆเราเอามาต่อกัน ทำให้มันยาวขึ้น เราจะต้องมี”ฉันทะ”คือความ”พอใจ”

 

กรณีที่ 1 ที่ถ้าอนันตริยกรรมมา คุณอาจจะตั้งฉันทะไว้ในศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า ฉันทะก็คือความพอใจในการที่จะทำ พอใจที่ดูที่จะพบที่จะเห็นพระพุทธเจ้า คือมีศรัทธาในการที่จะให้เกิดการปฏิบัติแล้วคือฉันทะ มีความเพียรมีความทำจริงแน่วแน่จริงเป็นวิริยะ มีการเอาใจใส่แล้ว แต่ว่าถ้าทำอนันตริยกรรมมันจะไม่ได้หรอก แต่พยายามไว้จากหนักก็จะเบาลง

แต่ในกรณีที่ 3 เราได้น้อย แต่ก็ยังได้ ระลึกได้ด้วยว่าได้น้อย ก็ตั้งศรัทธาเอาไว้ ให้มีฉันทะ คือความพอใจในการทำการปฏิบัติ คือเราจะเอาที่น้อยๆ ที่มันมีอยู่ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง นั่งสมาธิชั่วโมนึงอาจจะสงบแค่ตอนต้นและตอนปลาย จะทำอย่างไงให้ไอ้อันสั้นๆให้มันยืดยาวออก ขยายออกได้ไง อะไรที่มันวุ่นวายไม่สงบหลายอย่าง ยาวๆตัดให้มันสั้นๆได้ไง

ตั้ง”ฉันทะ” คือความพอใจไว้ในการงานที่เราทำตรงนี้ ศีลเรามีแล้ว ศรัทธาเรามีแล้ว เราทำความเพียรให้มันแน่วแน่ให้มันจริงจัง เอาใจใส่ตรงจุดที่คุณได้นั่นล่ะ น้อยๆนั่นล่ะ จี้จ่อแล้วดูว่าทำมาอย่างไง มันตั้งขึ้นได้ไง ตรงที่เราทำ เราตั้งขึ้นได้ไง ตรงจิตที่เป็นสมาธิ ทำมาอย่างไง ตั้งจิตไว้ตรงไหน กินข้าวมากหรือน้อย จิตจดจ่อไว้ที่ส่วนไหนของร่างกาย หรือว่าระลึกถึงเรื่องอะไร คิดถึงใคร ณ จุดนั้น อยู่ในลักษณะท่าทางไหน เราพิจารณารายละเอียดต่างๆเหล่านี้ แล้วพอเราจี้จ่อ มีการตั้งจิตตะเอาใจใส่อย่างนี้ คนเราเวลาที่ตริตรึกไปในเรื่องใดๆมาก จิตก็จะน้อมไปทางนั้น สิ่งนั้นก็จะมีพลังขึ้นมา

 

“บุคคลเมื่อตริตรึกไปในอารมณ์ใดๆมาก จิตจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ”

เท๎วธาวิตักกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. 12/232/252

 

 

.... เราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราต้องเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศลนั้น เห็นโทษตรงนี้แล้ว มันจะวางได้ รู้อยู่ แต่ไม่เข้าไป “ข้อง” ไม่ได้ตามมันไป ..จุดไหนที่เราทำได้ แล้วจิตเกิดเป็นอารมณ์อันเดียว มากก็ตามน้อยก็ตาม พยายามทำเอาไว้….

 

พระพุทธเจ้าใคร่ครวญมาตั้งแต่ตอนเป็นโพธิสัตว์ พยายามแก้ไขปัญหาของตัวพระองค์เอง ขณะนั้นเลิกทำทุกรกิริยาแล้ว พยายามทำจิตให้สงบ แต่ก็ไม่สงบ พระองค์มาแยกแยะใหม่ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนไหนที่ทำได้เอามารวมไว้เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนไหนที่ทำไม่ได้เอามารวมไว้อีกส่วนหนึ่ง เห็นแยกเป็นสองส่วน อะไรที่แยกเป็นสองส่วน คือความคิดที่เป็นไปในทางกามทางพยาบาททางเบียดเบียน และอีกส่วนคือความคิดที่จะหลีกออกจากกามและความคิดที่ไม่เป็นไปในทางพยาบาทในทางไม่เบียดเบียน แล้วมีความรู้เกิดขึ้นว่า

“อารมณ์ไหนที่เป็นผลของความคิดทั้ง 6 อย่างนี้ ที่แบ่งเป็น 2ด้าน ทั้งที่เป็นกุศลอกุศล ถ้าเราใคร่ครวญตริตรึกไปในความคิดนั้นอารมณ์นั้น จิตมันก็จะน้อมไปในทางนั้น ถ้าเราจี้จ่อไปในสิ่งที่เป็นอกุศล ทำไมฟุ้งซ่าน ฉันคงไม่มีบุญ มันจะไปเจริญได้ไง ไอ้ความไม่ดีมันก็เจริญเท่านั้นล่ะ ความดีจะไปเจริญได้ไง เพราะว่าถ้าเราไปตริตรึกในเรื่องที่เป็นอกุศล สิ่งนั้นก็ยิ่งมีพลัง บางคนบอกว่างั้นก็อย่าคิดเรื่องในทางลบ ไม่ใช่ คนละประเด็นกัน ถ้าเราจะมาตริตรึกในเรื่องที่เป็นอกุศล ให้เห็นโทษของมัน

 

เราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราต้องเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศลนั้น เห็นโทษตรงนี้แล้ว มันจะวางได้ รับรู้อยู่ถ้ามันมา วิญญาณการรับรู้มี ทำไมจะไม่รู้ รู้อยู่ แต่ไม่เข้าไป “ข้อง” คำว่า ไม่เข้าไปข้อง แต่รู้อยู่ หมายความว่า ไม่ได้ตามมันไป มันมาก็มา บางทีความคิดในทางลบมันก็โผล่มีมา แต่ไม่ตามมันไป บางทีความคิดในทางดีมีมา อันนีดี ตั้งไว้ ตั้งไว้ในความคิดที่จะเป็นไปในทางหลีกออกจากกามในทางไม่พยาบาทในทางไม่เบียดเบียน

 

...จุดไหนที่เราทำได้ แล้วจิตให้เกิดเป็นอารมณ์อันเดียว มากก็ตามน้อยก็ตาม พยายามทำเอาไว้….

 

 

อย่าไปบังคับ แต่ให้มีการควบคุม

 

สมาธิแบบไม่คิดก็มี สมาธิแบบมีความคิดก้มี ต้องเข้าใจตรงนี้ให้ถูก อย่าไปบังคับว่าไม่ต้องคิดจะปวดหัว ถ้ามีความคิดในทางไม่ดีมา เราเห็นโทษของมัน ไม่ตามมันไป อย่าไปบังคับ แต่ให้มีการควบคุม ควบคุมแบบไหน ก็ให้จิตมันอยู่ในทางดี หลีกออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน ใช้เครื่องมือคืออนุสติสิบ

 

เครื่องมืออะไรก็ได้ ที่จะเป็นความคิดที่ตั้งไว้ในทางหลีกออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน อารมณ์ไหนที่ถ้าเราตริตรึกไปมาก จิตเราจะน้อมไปในทางนั้น สติเรามีกำลังขึ้นมา มากขึ้นทีละน้อยๆ ไอ้ที่ว่าสั้นๆมีน้อยๆเอามาต่อๆกัน แบบนี้ได้ เราจะทำไอ้ที่สั้นๆน้อยๆ สมาธิที่เรามี แล้วเราระลึกได้ว่า ฉันได้อยู่นะ น้อยหนึ่งก็ได้น่ะ แล้วจะทำให้มันยืดยาวออก เราเอาใจใส่แบบนี้ นี่เป็น”จิตตะ” การที่เราจดจ่อแบบนี้คือ”การทำจริง” เรามีความพอใจในการที่จะทำ มีศรัทธาตั้งเอาไว้ที่จะทำ นั่นคือ “ฉันทะ” มีวิริยะ ฉันทะ จิตตะ สมาธิเกิดแน่

เราเอา”อิทธิบาทสี่”มาใช้ ในการที่จะพัฒนาสมาธิของเรา การปฏิบัติที่เป็นรูปแบบให้มันได้มากขึ้น เราได้ยินธรรมะแล้ว เราแก้ไขตัวเราเอง นั่นคือ วิมังสา ฉันทะตั้งไว้ ความเพียรทำจริงไว้ ศรัทธาให้มี ศีลเรารักษาให้ดี เหตุปัจจัยต่างๆเราสร้างเราทำ ถ้าเราไม่เคยทำอนันตริยกรรมา ต่อให้ทำอนันตริยกรรมมา ไอ้ที่หนักก็จะเป็นเบา ถ้าไม่เคยทำ แล้วปรับให้ถูก ที่เป็นมิจฉาก็จะเป็นสัมมาขึ้นมา ที่มันมีน้อย มันก็จะมีมากขึ้นมา ที่มีมากแล้ว มันก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก ที่ละเอียดแล้วก็จะละเอียดอีก ที่ดีแล้วก็จะดีขึ้นไปอีก การพัฒนาการปรับปรุงจะมีได้ด้วยการกระทำแบบนี้…..

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง