พึงเห็นธรรมะ จึงเห็นพุทธะ

HIGHLIGHTS:

  • ความใกล้หรือไกลกันแค่ผ้าสังฆาฏิของพระพุทธองค์ เป็นเรื่องทางกาย เป็นเรื่องของระยะทาง, เวลา และ ความเป็นอยู่รวมกัน
  • ธรรมะของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษนั้นไกลกันมาก
  • บุคคลผู้ยังกำหนัดยินดี จะพึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงในที่ไกลเท่านั้น ส่วนบุคคลผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความเร่าร้อนได้แล้ว เป็นผู้ไม่กำหนัดยินดี พึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่ใกล้โดยแท้
  • เราจะเห็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องเห็นธรรมะ (ทัศนานุตริยะ)
  • ให้เราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าด้วยการทำจิตของเราให้มาอยู่ตามทาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8

บทคัดย่อ

“บุคคลผู้มักมาก มีความคับแค้น ยังเป็นไปตามตัณหา ดับความเร่าร้อนไม่ได้ ถ้าหากว่าพึงเป็นผู้ติดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ผู้ดับความเร่าร้อนได้แล้วไซร้ บุคคลนั้นผู้กำหนัดยินดีชื่อว่า พึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากความกำหนัดยินดีเพียงในที่ไกลเท่านั้น

ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต รู้ธรรมด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ธรรมอันยิ่ง เป็นผู้หาความหวั่นไหวมิได้ สงบระงับ เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ไม่มีลมฉะนั้น บุคคลนั้นผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความเร่าร้อนได้แล้ว ผู้ไม่กำหนัดยินดีชื่อว่า พึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความเร่าร้อนได้แล้ว ปราศจากความกำหนัดยินดี ในที่ใกล้โดยแท้”

เนื้อหาจาก สังฆาฏิสูตร [272](อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระพุทธตรัสไว้ถึงผ้าสังฆาฏิของพระองค์ ใครก็ตามที่จะเข้าไปใกล้พระพุทธเจ้าได้มากที่สุดก็คือใกล้ได้แค่นี้ แค่ผ้าสังฆาฏิ เป็นความใกล้กันทางกายส่วนหนึ่ง ใกล้กันที่สุดได้แค่นี้ ซึ่งเป็นเรื่องของระยะทาง เป็นเรื่องของเวลาในการเดินทาง และเป็นเรื่องความเป็นอยู่รวมกัน

ในเรื่องของระยะทาง ถ้าเราพูดถึงความใกล้ไกล ถ้าเป็นความใกล้ก็อยู่ติดกันเลย แต่ถ้าพูดถึงความไกล มีนักปราชญ์ได้เปรียบเทียบไว้ว่า ไกลกันที่สุดเลย ที่ไม่มีทางที่จะมาเจอกันได้เลย เช่น “ท้องฟ้ากับแผ่นดินอยู่ไกลกัน,ฝั่งมหาสมุทรข้างนี้กับฝั่งมหาสมุทรข้างโน้นก็อยู่ไกลกันเหมือนกัน เปรียบเทียบไว้ว่า ความไกลกันของธรรมะระหว่างคนดีกับคนชั่วไกลกันยิ่งกว่าฝั่งมหาสมุทร ไกลกันยิ่งกว่าท้องฟ้ากับแผ่นดิน

ฉะนั้นไม่ว่าเราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าจนติดชายสังฆาฏิเลย แต่ถ้าเผื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ มีธรรมของคนไม่ดี เช่น การที่มีความคิดในการเพ็งเล็ง มีความคิดในทางพยาบาท มีความดำริแห่งใจไปในทางประทุษร้าย คิดน้อยเนื้อต่ำใจบ้าง คิดตำหนิคนอื่นบ้าง ข่มตนข่มท่านบ้าง ตีตนเสมอท่านบ้าง มีกามราคะกล้า ง่วงซึม ไม่มีสัมปชะญญะ เป็นต้น แม้อยู่ติดชายสังฆาฎิเลยก็ตามก็ยังไกลจากกันอยู่ ยังห่างกันอยู่มาก ต่อให้เราไปอยู่ในที่ ๆ ท่านเคยอยู่ด้วยการอยู่ร่วมกัน แต่ถ้าเรามีธรรมของอสัตบุรุษ มันก็ไม่ได้เหมือนอยู่ร่วมกัน อยู่ไกลกัน พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบไว้กับมหาสมุทรว่า จะมีการซัดเอาซากศพขึ้นฝั่งเสมอ ซึ่งในสมัยพุทธกาลเหล่าภิกษุที่อยู่รายล้อมพระพุทธเจ้าต่างก็มีคุณธรรมที่อยู่ในจิตใจแต่ละท่านแต่ละรูป ที่มีจิตไม่พยาบาล มีเมตตา มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีคุณธรรมสูงๆ แล้วมาอยู่ใกล้กัน มาอยู่ร่วมกันกัน มีความดีความงามเกิดขึ้นที่ตรงนั้น บุคลลเหล่านั้น การที่ได้เห็น เรียกว่า “ทัศนานุตริยะ” เพราะว่ามีการเห็นธรรมะ

แต่ถ้าคนที่เขาไม่เห็นธรรมะในข้อใด ๆ เลย เห็นแต่กายที่เป็นธาตุสี่ สวยอย่างนั้น หล่ออย่างนี้ ถ้าเห็นเพียงเท่านี้ คือไม่เห็นธรรมะ ถือว่าเห็นจากที่ไกล ยังไกลกันอยู่มาก ต่อให้อยู่ใกล้กันขนาดไหนถ้าจิตใจไม่ได้มีธรรมะก็เหมือนว่าอยู่ไกลกัน

“...เพราะฉะนั้นเราอยู่ในสมัยปัจจุบัน ไกลจากพระพุทธเจ้าด้วยเรื่องของระยะเวลา ตัวของพระองค์ปรินิพพานไปนานแล้ว เราเกิดตามมาในสมัยหลัง ตัวของพระองค์เราไม่เคยเห็น เสียงของพระองค์เราไม่เคยได้ฟัง สถานที่ ๆ พระองค์เคยอยู่ เคยเดิน เคยนั่ง เคยนอน เราอาจจะเคยไปสถานที่นั้นมา แต่เราจะเห็นไหม? เราจะทำอย่างไรให้เราได้เห็นพระพุทธเจ้าได้? เราต้องเห็นธรรมะ

ธรรมะ คือ คำสอนอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว เป็นสวากขาตธรรม เราเห็นอะไร ได้ยินอะไร ลิ้มรสของสิ่งใด ๆ ก็ตาม มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจผ่านเข้ามาแล้ว ถ้าเรามีการสำรวมอินทรีย์ มีการระมัดระวังจิตของเราด้วยการตั้งสติเอาไว้ ไม่ให้มันแกว่งไปแกว่งมา มีจิตสำรวมเป็นสมาธิ อยู่ในอิริยาบทใด ๆ ก็ให้มีสัมปชัญญะรู้ตัวรอบคอบ คิดนึกดำริถึงคนไหนก็ให้มีเมตตากันไป มีจิตไม่พยาบาท อยู่ง่ายกินง่าย สันโดษในบริขารแห่งชีวิต ถือว่าเราเห็นธรรมะ ถือว่าเราเห็นธรรมะ ณ จุดนั้น ๆ เลย...เห็นธรรมะจากผัสสะที่มากระทบ เขาเรียกว่า “เห็นพระพุทธเจ้าด้วย”

คนที่ต่อให้เห็นตรงกายของท่าน แต่ถ้าไม่เห็นธรรมะ ก็ชื่อว่าไม่เห็นท่านเหมือนกัน แต่คนที่ถึงแม้จะไม่ได้เคยเห็นกายของท่าน ไม่ได้เห็นหน้าตาของท่าน แต่ว่าถ้ามีธรรมะชื่อว่า “เห็นพุทโธ”

พุทโธ คือ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน เสมอกันด้วยคุณธรรมตรงนี้ เห็นคุณธรรมตรงนี้ว่า ในจิตใจของพุทโธมีคุณข้อนี้อยู่ มีคุณธรรม คือ การไม่มีจิตเพ็งเล็ง มีการสำรวมอินทรีย์ มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตเป็นอารมณ์อันเดียว เสมอกัน ใกล้กัน อยู่ร่วมกัน เห็นกัน ด้วยธรรมะตรงนี้ ธรรมะจึงเป็น “อกาลิโก” เป็นของที่อยู่ที่ไหนก็ได้...พระพุทธเจ้าก็อยู่ตรงนั้น อยู่ในอากาศ อยู่ในท้องฟ้า อยู่ในแผ่นดิน อยู่ในอาหารที่เรากิน อยู่ในภาพที่เราเห็น อยู่ในเสียงที่เราได้ยิน อยู่ในผัสสะต่าง ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ไกลจากเรา แต่เราจะเห็นท่านไหม เราจะรับรู้ท่านได้ไหม? อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง ไกลใกล้เอาได้รึป่าว ไกลใกล้จับได้ไหม โอกาสบางทีสำหรับบางคนมาอยู่ต่อหน้า แต่คว้าโอกาสนั้นไม่ได้ ปล่อยให้หลุดมือพลาดไป

ในทุกผัสสะมีโอกาส ๆ มีจังหวะ ๆ มีเวลา ๆ ที่จะให้เราเห็นธรรมะได้ ที่จะให้เราเห็นพระพุทธเจ้าได้...เห็นในใจของเรา เราสามารถตั้งพุทโธขึ้นไว้ในจิตใจของเราได้หรือไม่

คนที่จะเดินตามรอยพระพุทธเจ้าไปได้ คือ คนที่เดินตามมรรค 8 เป็นเส้นทางที่ท่านพาดำเนินไว้คนแรก เดินไปก่อนแล้วทำเป็นร่องเป็นรอยบอกทางไว้เรียบร้อยกับเหล่าภิกษุทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปมฤคทายวัน แสดงธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร มาเป็นเส้นทางให้เราเดินตามได้ นั่นคือ อริยมรรคมีองค์ 8”

 

 

“...ให้เราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าด้วยการทำจิตของเราให้มาอยู่ตามมรรค 8 อาจจะมีบางครั้งบางเวลาที่มันหลุดไปบาง เผลอไปบ้าง เพลินไปบ้าง ให้แก้ไข ให้ปรับปรุง การแก้ไขการปรับปรุง นั่นคือ การพัฒนา คนเราพอมีการพัฒนา ปรับปรุง มันก็จะค่อยดี ค่อยเจริญขึ้นมาได้ การพัฒนาการปรับปรุง นั่นคือ “การภาวนา” จะต้องมีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เป้นธรรมดา เราจะเดินเป๋ออกนอกทางบ้าง แต่ระลึกได้เมื่อไหร่ ฟังธรรมตอนไหน ให้จิตใจของเราตั้งมั่นไว้ให้ดี...อยู่ใกล้กันด้วยคุณธรรมที่ทรงไว้ในใจ อยู่ใกล้กันด้วยคุณธรรมของสัตบุรุษ...มีการตั้งสติขึ้นเป็นพุทธานุสสติ มีสติที่เกิดจากเครื่องมือแบบต่าง ๆ ทำสมาธิให้เกิดขึ้น มีจิตใจเป็นอารมณ์อันเดียว จะค่อย ๆ ขยับมาใกล้กัน ค่อย ๆ ที่จะไปตามทางเดียวกัน ๆ จนกระทั่งไปถึงจุดหมายเดียวกัน จุดหมายคือฝั่งโน้น นั่นคือ นิพพาน”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง