ศรัทธาด้วยปัญญา

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “สัทธา - ศรัทธา”
  • การถอดรองเท้าขณะทำพิธีทางศาสนา เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูป
  • ฟังธรรม ใคร่ครวญธรรม แล้วระลึกถึงธรรมะเรื่องต่างๆ ที่ได้ฟังจากครูบาอาจารย์และสิ่งดีๆ ที่ทำมา ทำให้เกิดความอิ่มเอิบ ปีติ น้ำตาไหลพร่างพรู วันต่อมา ฟังธรรมเรื่องเดียวกัน แต่น้ำตาไม่ไหล สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นนั้น คือ จิต ใช่หรือไม่
  • โลกนี้เป็นมายา มีเกิดมีตาย แต่ถ้ามาทางนิพพาน ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จะรู้เลยว่า โลกนี้เป็นเพียงมายา?

บทคัดย่อ

 

“ศรัทธาด้วยปัญญา” เห็นตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าบอกไว้สอนไว้ ทำจริงแน่วแน่จริง หมอกหรือ “อวิชชา” จะค่อยๆ จางลงๆ เราจะค่อยๆ เริ่มเห็นความเป็นจริงต่างๆ ว่า “ในโลกนี้ไม่ได้มีสาระอะไร ล้วนเป็นของในความฝัน ล้วนเป็นของที่ไม่มีเจ้าของ เป็นของที่จะต้องคืนโลกเขาไป”

 

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

“ศรัทธา” มาจากภาษาบาลีคำว่า “สัทธา” หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจ มาจาก “ธา” ธาตุ หมายถึง ความเชื่อถือ ความเชื่อใจ ความลงใจ ความไว้วางใจ ความเลื่อมใส รวมถึง การมอบความไว้วางใจ ฝากจิตไว้ให้ เป็นเหตุให้เชื่อถือ มอบไว้ให้สืบต่อไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ใช้คำว่า “ศรัทธา” คู่ไปกับ ความรัก ความเคารพ ความเลื่อมใส

“ศรัทธา” เป็นหนึ่งในองค์ธรรมของโพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมะที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ อยู่ในข้อของ อินทรีย์คือศรัทธา พละคือศรัทธา ฉันทะคือความพอใจ ในจิตตะของอิทธิบาทสี่ ก็มีศรัทธาอยู่ในนี้ด้วย ความพอใจ ความเชื่อใจในลักษณะที่ระลึกถึงเสมอ อยู่ในพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ นั่นเป็นเพราะว่า มีศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ

“ศรัทธา” ถ้ามีน้อยจะทำให้เกิดผลในธรรมวินัยนี้ น้อย และถ้ามีศรัทธากับบางคน บางที บางเวลา บางโอกาส เช่น กับครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ สถานที่นั้นสถานที่นี้ จะทำให้ผลของการปฏิบัติได้ไม่ดี มีไม่ตลอด จึงควรที่จะรักษาศรัทธาให้เต็มตลอดเวลา ซึ่งจะดูได้จากศีลและมรรคของเรา ดังนั้น ควรจะทำให้มีดีได้ตลอดเวลาทั้งทางกาย วาจาและใจ ให้ “ศรัทธา” มันมีเสมอๆ กันกับอินทรีย์ในข้อต่างๆ

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

 

คุณคล่อง จ.นครศรีธรรมราช (จดหมาย)

คำถาม : ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีในทางพุทธศาสนา ขณะที่จุดธูปเทียนกราบพระพุทธรูป แต่ะไม่ถอดรองเท้า รวมทั้งการใช้คำว่า “ท่าน” เมื่อเอ่ยถึงพระพุทธเจ้า เหมือนเป็นการไม่แสดงความเคารพ น่าจะมีการกำหนดให้ถูกต้อง ทำให้ดี

 

คำตอบ : การแสดงออกให้พิจารณาใน 3 ระดับ คือ ทางการกระทำทางกาย ทางวาจาและทางใจ ขึ้นอยู่กับ “ศรัทธา” ของแต่ละคน ความรัก ความเคารพ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเชื่อใจ ทางกาย : บางคนอาจจะมีข้อจำกัดทางกายบ้าง ทางวาจา : บางคนอาจจะมีการรูปแบบการกล่าวของเขา แต่ที่สำคัญ คือ การแสดงออกทางใจที่แสดงความเคารพหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกสอนก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องจิตเรื่องใจนี่แหละ

 

 

คุณวิมลมาศ จ.อุตรดิตถ์ (จดหมาย)

คำถาม : ฟังรายการธรรมะรับอรุณตอน “กลิ่นศีลทวนลมได้” แล้วใคร่ครวญถึงธรรมะที่ได้ฟังจากครูบาอาจารย์และสิ่งดีๆ ที่ตัวเองได้ทำมา ทำให้อิ่มเอิบ เกิดปีติ ปราโมทย์ จนน้ำตาพร่างพรู วันต่อๆ มา ฟังธรรมเรื่องเดียวกัน แต่น้ำตาไม่ไหล สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นนั้น คือ จิต ใช่หรือไม่

 

คำตอบ : สิ่งที่เจอนั้น คือ “ปีติ” ซึ่งปีติจะเกิดขึ้นก็ที่จิตนั่นแหละ ปีติ สุข อุเบกขา เป็นลักษณะการปรุงแต่งทางจิต เป็นจิตสังขาร ถ้าเราทำจิตสังขารเหล่านี้ให้ระงับลงๆ พิจารณาใคร่ครวญธรรมะไปเวลาเจอปีติแล้ว ตั้งสติไว้ มันจะเกิดก็เกิด จะมาก็มา พอมันดับ จางคลายหายไป ก็ดับไป เหลือความสุขระงับ ดูสิมันความสุขจะดับไหม มันจะค่อยระงับลงๆ เราจึงจะค่อยเห็นจิตของเราได้ จิตที่มีความประภัสสร เราจะเห็นได้ ที่ที่ว่าปะทุขึ้นมา เกิดความอิ่มเอิบใจ สบายใจ เป็นลักษณะของปีติ เวลาเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นในช่องทางคือใจ ผู้ที่จะเข้าไปรับรู้ได้ คือ วิญญาณ ไปรับรู้ปีติในช่องทางคือใจนั้น จิตก็อยู่ตรงนั้นนั่นแหละ

เพราะความที่จิตมันประภัสสร มันจึงแทรกซึมเข้าไปได้ทุกอย่าง มันจะเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวเป็นเวทนาบ้าง เป็นวิญญาณบ้าง เข้าไปรับรู้สิ่งนั้น เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งอื่น จิตมันเป็นแบบนั้น ไปหมดทุกที่ เหมือนลิงที่เดี๋ยวเกาะสิ่งนี้ มีอารมณ์นี้ มีอารมณ์อื่นมา ก็ไปเกาะอีก แปลงตัวเป็นสิ่งนั้นไปอีก เดี๋ยวโกรธบ้าง เดี๋ยวอยากบ้าง ได้ทั้งนั้นทั้งกุศล อกุศล ด้วยความที่เป็นอกุศล ก็จะมีความดีดดิ้น พลิกผันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะไม่อยู่นิ่ง

ลักษณะของมรรคแปดที่เราปฏิบัติมาในทางกุศล มันจึงจะให้มีความสงบระงับลงๆ นิ่งลงๆ เย็นลงๆ อันนี้เราจึงจะหาจิตของเราได้ พอเริ่มมีการสงบระงับลงของการปรุงแต่งทางจิต ถ้าเริ่มจากกระบวนการตามขั้นตอน คือ ระงับลงจากของสิ่งที่เป็นอกุศลทั้งหลาย ระงับลงๆ ก็เหลือสิ่งที่เป็นกุศลต่างๆ ความคิดนึก เรื่องราวในอดีต คิดถึงมารดาบิดา คิดถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ เรื่องราวเหล่านี้ระงับลงๆ เหลือเป็นปีติ ปราโมทย์ เมื่อปีติ ปราโมทย์ระงับลงๆ เหลือเป็นสุข เหลือเป็นอุเบกขา ระงับลงๆ ไป เราจะมาเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตได้ ตอนนั้นเราจะเริ่มเห็นจิตจริงๆ ของเรา

จริงๆ จิตมันมีแต่แรกแล้ว เพียงแต่มันมีความประภัสสร มันจึงเข้าไปแทรกซึมในสิ่งต่างๆ ได้ พอเราให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ระงับลงๆ เราก็จะเห็นแต่จิตล้วนๆ อันนี้แหละที่เราจะต้องพิจารณาต่อไปให้ดี ให้มาถึงจุดนี้ได้เสมอๆ ทำให้อย่างมีความชำนาญ ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่ฟังธรรม ในเวลาที่ยืน กินข้าว เข้าห้องน้ำ มีความชำนาญให้เห็นจิตของตัวเองอยู่อย่างนี้ตลอด ถ้าทำได้อยู่เรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นตามความเป็นจริงในจิตนี้ว่า จิตนี้เดี๋ยวมันก็ฟูขึ้นเป็นอย่างอื่น เดี๋ยวมันก็มีความระงับลงเป็นอย่างนี้ มีความไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นอย่างอื่นบ้าง ที่ยังไม่มีมา ก็เกิดมีมา ที่มีมาแล้วก็มีความดับไป เราจะเห็นความไม่เที่ยง จะค่อยๆ ละวางเจ้าจิตตัวนี้ ให้จิตนั้นมันดับ ให้จิตนั้นมันวาง ให้จิตนั้นเข้าถึงความเกษมได้ อันนี้เป็นขั้นเป็นตอนไป เรามาถูกทางแล้ว ทำให้มีความชำนาญ

 

เส้นทางเราต้องเดินให้มันเป็นร่องลงไปเลย เราเดินลัดสนาม สนามมันมีหญ้าปลูกอยู่ เดินหน้าถอยหลังๆ จนกระทั่งหญ้ามันเหี้ยนไปเลย จนกระทั่งดินมันเป็นร่องไปเลย จนกระทั่งร่องมันลึกเป็นเหวไปเลย ให้มันมีความชำนาญในการเข้าสมาธิ ในการดำรงอยู่ในสมาธิ ในการออกจากสมาธิ ในทุกที่ที่เราอยู่

เราต้องมีความชำนาญในทางจิตของเรา ไม่ใช่ว่าฟลุกๆ ได้ แต่ทำให้ได้อยู่เสมอ ทำได้ทันทีที่ต้องการไหม ทำไปๆ ก็จะมีความก้าวหน้า ต้องอาศัยทำความเพียร ทำอยู่บ่อยๆ ทำอยู่เป็นประจำ ก็จะค่อยมีความก้าวหน้า มีการพัฒนา ทำมรรคและผลให้เกิดขึ้นเป็นไปตามลำดับๆ ได้

 

 

คุณปา อีเมล์

คำถาม : โลกนี้เป็นลักษณะมายา ไม่มีอะไรจริงจัง มีเกิดมีตาย ถ้าเชื่อหลงไปทางนั้น จะไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้ามาทางนิพพาน ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จะรู้เลยว่าในโลกนี้ ก็เป็นเพียงแค่มายา?

 

คำตอบ : ศรัทธาต้องมีปัญญาประกอบไว้ด้วย ความเชื่อ ความลงใจ ความมั่นใจ ในสิ่งที่มันถูกต้อง

  • ถ้าศรัทธา แต่ไม่ได้มีปัญญาประกอบไว้ จะกลายเป็นความหลง ความงมงาย แม้ศรัทธาที่มีมากๆ แต่ไม่ได้มีปัญญาประกอบไว้ จะกลายเป็นโทษด้วยซ้ำ เขาเรียกว่า “โง่งมงาย ตาบอด”
  • ถ้าศรัทธาที่แม้มีปัญญา แต่ไม่ได้ทำจริง แน่วแน่จริว เขาเรียกว่า “ศรัทธาหัวเต่า“
  • ถ้าศรัทธาที่ไม่ได้มีปัญญาประกอบไว้ แต่มีความเพียรมาก จะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบ

 

 

ดังนั้น เราจึงต้องมีการปรับการกระทำให้เห็นตามความที่เป็นจริง ความจริงจะคลายมายา คลายสิ่งที่มันหลอกลวง ปกปิด ให้สัตว์โลกมองไม่เห็น หุ้มห่อไว้ ปิดบังไว้ เป็นเหมือนหมอกควันที่ซึมซาบแทรกแซงไปได้ทุกที่ นั่นคือ “อวิชชา” ปกปิดไว้ให้เราไม่เห็น เราจะเปิดอวิชชาออกมาได้ ให้เกิดความรู้ได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรคแปด เริ่มจาก “ศรัทธา” พอเรามี “ศรัทธาด้วยปัญญา” ตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าบอกไว้สอนไว้ ทำจริงแน่วแน่จริง หมอกจะค่อยๆ จางลง เราจะค่อยๆ เริ่มเห็นความเป็นจริงต่างๆ ว่า “ในโลกนี้ไม่ได้มีสาระอะไร ล้วนเป็นของในความฝัน ล้วนเป็นของที่ไม่มีเจ้าของ เป็นของที่จะต้องคืนโลกเขาไป”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง