ทำให้ชำนาญ

HIGHLIGHTS:

  • ทำให้ชำนาญคือภาวิตาคือภาวนา
  • คนที่มีความชำนาญในธรรมะที่แท้จริงคือคนที่นำธรรมะมาปฏิบัติมากระทำมาฝึก จนเกิดความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่เพียงรู้จากตำราเท่านั้น
  • จิตที่มีการประพฤติปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงจะสามารถรักษาธรรมะไว้ได้และเป็นเจ้าของธรรมะ ไม่เป็นบุรุษคนสุดท้าย

 

บทคัดย่อ

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์เป็นนักเล่นรถ รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องส่วนประกอบของรถ ข้าพระองค์เข้าใจแจ่มแจ้งในส่วนประกอบของรถ ทุกชิ้นทุกอัน, คำตอบนั้น ๆ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ในขณะนั้นเอง ไม่ต้องคิดไว้ก่อนเลย”.

ราชกุมาร! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมณบัณฑิต บ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบัณฑิตบ้าง ผูกปัญหาขึ้นแล้วมาถามเรา. คำตอบ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราในขณะที่ถูกถามนั่นเอง. เพราะเหตุไรเล่า? ราชกุมาร! เพราะเหตุว่า ธรรมธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตแทงตลอดเฉพาะด้วยดีแล้ว เพราะความเป็นผู้แทงตลอดเฉพาะด้วยดี ต่อธรรมธาตุนั่นเอง คำตอบจึงปรากฏแจ่มแจ้งแก่ตถาคตในขณะนั้น”

 

 

...ความชำนาญที่เขาฝึกที่เขารู้มาไม่ใช่แค่ปีสองปี บางทีต้องทำแล้วทำอีก ทำเรื่องเดิม ทำจนมันชำนาญ ไม่ใช่ดูตามหนังสือ แต่เอามาทำจริงด้วย ... คำสอนต้องทำให้ละเอียด มีความชำนาญ มีความรัดกุมรอบคอบขนาดนั้นเลย...

 

 

ภาวิตา

 

สิ่งที่ทำให้สามารถรักษาธรรมะไว้ได้ตลอดกาลนาน นั่นคือ การเอามาทำ การเอามาปฏิบัติ เอามาทรงไว้ในใจ ถ้าไม่ได้มีการปฏิบัติมันจะสูญหายไป มันจะเหลืออยู่ไม่ได้ มันจะตั้งอยู่ไม่ได้นาน ที่มันยังเหลืออยู่ในสถานที่ต่างๆเพราะว่ามีการปฏิบัติมีการทำอยู่อย่างจริงจัง ในการทำการปฏิบัตินั้น จะต้องทำให้ถึงที่สุดของการปฏิบัตินั้นๆ ทำให้ถึงจุดที่ควรจะต้องเป็น ที่มันควรจะต้องทำ

ถ้าเผื่อว่าทำยังไม่ถึงจุด ยังไม่ถึงประเด็นที่มันควรจะต้องเป็นจะต้องทำ แล้วเอามาบ่นว่าทำไม่ได้เพราะเดี๋ยวนี้ปฏิรูปไปหมดแล้ว อันนี้เรียกว่าเป็นผู้ทำให้พระพุทธเจ้าลำบากด้วยเหตุแห่งธรรม การทำการปฏิบัติจึงต้องมีการฝึกด้วยความเพียรด้วยปัญญาด้วยสติสัมปชัญญะทุกอย่าง ทำให้จริงจัง ทำให้ชำนาญ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ภาวิตา” แปลว่า ”ภาวนา” หมายถึงการพัฒนา การทำให้เจริญ คือทำให้ชำนาญมากๆ ดังเช่นเรื่องในพระสูตรนี้ อภยราชกุมารสูตร

“อภยราชกุมารได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมบัณฑิตบ้าง คหนบดีบัณฑิตบ้าง สมณบันฑิตบ้าง ย่อมผูกปัญหาขึ้นแล้วนำมาทูลถามพระองค์, คำตอบของปัญหาเหล่านั้น พระองค์ได้คิดไว้ในพระทัยก่อนว่า ถ้าเขาถามเราอย่างนี้ เราจะตอบอย่างนี้ ดังนี้หรือ หรือว่าคำตอบนั้น ๆ ปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ในขณะที่ถูกถามนั้นเล่า พระเจ้าข้า ?”

ราชกุมาร ! ในเรื่องนี้ เราขอถามกลับต่อท่านก่อน ท่านเห็นว่า ควรตอบอย่างใด ก็จงตอบอย่างนั้น. ราชกุมาร! เราถามท่านว่า ท่านมีความเข้าใจรอบรู้ในส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถหรือ ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มีความเข้าใจรอบรู้อยู่”.

ราชกุมาร! แล้วท่านคิดอย่างไร เมื่อมีใครเข้าไปถามท่านว่า ส่วนประกอบของรถส่วนนี้เรียกว่าอะไร ดังนี้ ท่านต้องคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ ก็จะตอบอย่างนี้หรือ หรือว่าคำตอบย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ท่านใน ขณะที่ถูกถามนั้น?”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์เป็นนักเล่นรถ รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องส่วนประกอบของรถ ข้าพระองค์เข้าใจแจ่มแจ้งในส่วนประกอบของรถ ทุกชิ้นทุกอัน, คำตอบนั้น ๆ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ในขณะนั้นเอง ไม่ต้องคิดไว้ก่อนเลย”.

ราชกุมาร! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมณบัณฑิต บ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบัณฑิตบ้าง ผูกปัญหาขึ้นแล้วมาถามเรา. คำตอบ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราในขณะที่ถูกถามนั่นเอง. เพราะเหตุไรเล่า? ราชกุมาร! เพราะเหตุว่า ธรรมธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตแทงตลอดเฉพาะด้วยดีแล้ว เพราะความเป็นผู้แทงตลอดเฉพาะด้วยดี ต่อธรรมธาตุนั่นเอง คำตอบจึงปรากฏแจ่มแจ้งแก่ตถาคตในขณะนั้น”

 

...ความชำนาญในธรรมะ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบในกรณีนี้ว่าท่านแทงตลอดมีความเชี่ยวชาญแจ่มแจ้งในธรรมะมาก เปรียบเทียบเหมือนการที่อภยราชกุมารมีความชำนาญรอบรู้ในเรื่องของรถ…

 

ความเชี่ยวชาญในธรรมะควรเป็นเช่นเดียวกับความชำนาญในแต่ละอาชีพ เช่น ความชำนาญในเรื่องรถของนักเลงรถ ความชำนาญในการพยาบาลของพยาบาล ความชำนาญในการปรุงอาหารของแม่ครัว ฯลฯ จนถึงความชำนาญในการเพาะปลูกของชาวนา

เมื่อมีใครถามก็สามารถรู้ได้ไม่ต้องเตรียมการไว้ก่อน ไม่ต้องไปเปิดหนังสือ ถ้าเราจะมาตอบคำถามในจิตใจของเรา โดยยังต้องมาเปิดพระไตรปิฏกอยู่ ไปสอบถามผู้รู้ หรือว่าต้องมาคอยเทียบเคียงกับอาการต่างๆ ต้องขอคิดก่อน นี่คือยังไม่ชำนาญเต็มที่ ผู้ที่มีความชำนาญเต็มที่ เขาผ่านการเปิดหนังสือ จนหนังสือเยินไปแล้ว

ความชำนาญที่เขาฝึกที่เขารู้มาไม่ใช่แค่ปีสองปี บางทีต้องทำแล้วทำอีก ทำเรื่องเดิม ทำจนมันชำนาญ ไม่ใช่ดูตามหนังสือ แต่เอามาทำจริงด้วย ไม่ใช่แค่ดูทำจริงแล้วไปเปรียบเทียบกับหนังสือ แต่ทำให้มันมีเรื่องใหม่ๆ เจอกรณีต่างๆทำให้แบบที่เคยเรียนมารู้มามันใช้งานไปได้ แก้ปัญหาด้านนี้ด้วยเทคนิคนี้ แก้ปัญหาด้านนั้นด้วยเทคนิคนั้น คำสอนต้องทำให้ละเอียด มีความชำนาญ มีความรัดกุมรอบคอบขนาดนั้นเลย

คือถ้าจะเอาระดับพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ที่รอบรู้มรรค เป็นผู้รู้ตลอดในมรรค เป็นผู้ที่เจริญมรรคมาแล้วอย่างดี มีความเชี่ยวชาญจะให้เป็นขนาดพระพุทธเจ้า ก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ความชำนาญมากเป็นหลายอสงไขยสะสมมา

แต่ถ้าเป็นลักษณะของผู้ปฏิบัติตาม เป็นสาวก ความชำนาญในการปฏิบัติตามก็ต้องมีมาก ในลักษณะที่สามารถเอาไปใช้งานได้ บริหารรักษาจิตของตนได้ ให้อยู่ในร่องในรอยได้ มีความคิดใดๆเกิดขึ้น เราต้องมีสติรู้แล้ว จะหยิบจับสิ่งใดเดินไปที่ไหนมีสัมปชัญญะในการที่จะรู้ตัวรอบคอบตลอด มีผัสสะใดๆมากระทบ มีการสำรวมอินทรีย์ มีการกินอาหารก็รู้ประมาณในการบริโภค คุยกับคนอื่นก็สำรวมกายวาจาใจ ไปที่ไหนก็ควรไปในลักษณะที่มีศีลกำกับไว้อยู่ตลอด เห็นสิ่งใดก็นึกน้อมมาในอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับธรรมะอยู่เสมอๆ จิตที่มีการประพฤติการกระทำการปฏิบัติให้มีความชำนาญในธรรมะ นี่แหละจึงจะเป็นผู้ที่สามารรักษาคำสอนไว้ได้

 

 

ให้เป็นเช่นเจ้าของโค

“หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมี ประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่)เป็นผูประมาทแล้ว ไม่ทำตามพระพุทธพจน์นั้นไซร้, เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโค นับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น, หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูล แม้น้อย (แต่)เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้,เขาละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า,เขาย่อมมีส่วนแห่งสามัญผล.”

 

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ 1

 

คือถ้าเราเรียนทางคำพูดคำบอกตัวอักษรใดๆ นี่ก็เป็นการรักษาอันหนึ่ง เป็นการรักษาชนิดที่ว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของจริงๆ รักษาเอาไว้ให้คนอื่นเฉยๆ ท่านเปรียบเทียบไว้กับคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงไม่ได้เป็นเจ้าของโค คนที่เป็นเจ้าของจริงๆ จึงจะได้รับประโยชน์จากโคนั้นจริงๆ เหมือนกับธรรมะนี่แหละ ถ้าเราเรียนรู้ด้วยความจำ เรียนภาษาบาลีด้วย จำพวกธรรมะต่างๆได้ด้วย เป็นผู้รักษาธรรมอยู่ แต่รักษาในลักษณะที่ว่า ไม่ได้เป็นของตน รักษาไว้ให้คนอื่นเขาเรียนต่อ แต่ถ้าเราทำธรรมะนี้ให้เกิดขึ้นในใจ รักษาด้วยการปฏิบัติชนิดที่มีความชำนาญอย่างที่ว่ามานี้ อันนี้เรียกว่าเป็นเจ้าของธรรมะด้วย รักษาธรรมะนี้ไว้ต่อไปได้ด้วย ไม่ได้เป็นคนสุดท้าย

ความอัศจรรย์ที่ยังได้ฟังธรรมะมาอยู่จนทุกวันนี้ ก็อาศัยบุคคลที่ยังปฏิบัติตามมรรคแปด มีความชำนาญในวาระจิตของตน สามารถที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมะในหมวดต่างๆ สืบทอดคำสอนออกมาเป็นรุ่นๆจนถึงเรา ให้เรานำธรรมะเหล่านั้นมาทำมาปฏิบัติ อันนี้จะเป็นความดีกับตัวเราเองด้วย กับทั้งผู้อื่นคนรุ่นหลังต่อๆไปด้วย

 

ให้ท่านทั้งหลายมีความไม่ประมาท ตั้งตนอยู่ในธรรม จิตของเราเราต้องฉลาดในวาระจิตของเราเอง เราต้องรู้สภาวะจิตว่า เราคิดอะไร ไม่คิดอะไร มีการกระทำทางกายวาจาเป็นไปในแบบไหน เราต้องมีความชำนาญมีความรู้เท่าทัน จะทำให้เรามีความกว้าหน้ามีความเจริญมีการพัฒนาในทางคำสอนนี้ได้อยู่อย่างแน่นอน...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง