รู้สัญญาเกิดสัญญาดับเพราะการศึกษาตามลำดับขั้นของศีล สมาธิ ปัญญา

HIGHLIGHTS:

  • “สมาธิ” คือ สัญญาอย่างหนึ่ง, “สัญญา” เป็น สมาธิอย่างหนึ่งที่มีความละเอียดลง ๆ มีความที่ดับไปเป็นขั้น ๆ เราจึงจะต้องมี “ญาณ” คือ ความรู้ ทำให้เกิดขึ้น รู้ว่าอะไรควรจะทำให้มันดับไป รู้ว่านี้มันยังหยาบอยู่ นี้มันละเอียดอยู่ อันนี้อกุศลไม่เอา อันนี้กุศลเอา ปิติและสุขยังหยาบไป ยังมีโทษ มีอาพาธอยู่ จึงเอาสิ่งที่ไม่มีอาพาธคืออุเบกขาไว้ ปิติสุขก็ทิ้งไป
  • การปฏิบัติตามลำดับเพราะมีการศึกษา ถ้าเราจะมาสนใจเรื่องของญาณ ฌาน สมาธิ ว่าอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลัง อะไรเกิดอะไรดับ ต้องมีการศึกษาในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา
  • ศึกษาในที่นี้จึงหมายถึง “เสขะ” (ผู้ยังต้องมีการศึกษาอยู่) คนที่จะเห็นอะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลังได้ ก็ต้องมีการทำการศึกษาในสิกขาบททั้งหลายไล่มาตั้งแต่เรื่องของ ศีล สมาธิ และปัญญา พอทำไป ๆ ทำให้มาก ก็จะถึงความเป็น “อเสขะ” (ผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้วจบแล้ว)
  • การปฏิบัติตามขั้นตอนของการศึกษาในลักษณะที่ทำให้เห็นสัญญาอย่างหนึ่งเกิด เห็นสัญญาอย่างหนึ่งดับ มีความเข้าใจว่าสัญญาต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นหรือดับไปเพราะมีเหตุมีปัจจัย เมื่อทำความเข้าใจตรงนี้จะรู้ทันทีเลยได้ว่า “สมาธิเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง”
  • “การภาวนา” คือ การเจริญ การทำให้มาก คือ การพัฒนาจิตของเราให้มีความละเอียดไปเป็นขั้น ๆ ได้ ให้สามารถมีสมาธิเกิดขึ้นก่อน มีญาณเกิดขึ้นตาม ญาณที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นฐานให้มีสมาธิเกิดขึ้นต่อไป มีความละเอียดเป็นขั้น ๆ ลงไปได้

บทคัดย่อ

 

 

“มหานามะ อริยสาวกนั้นแลผู้เพียบพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ เพียบพร้อมด้วยสมาธิอย่างนี้ เพียบพร้อมด้วยปัญญาอย่างนี้ ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน

 

พระผู้มีพระภาคตรัสศีลที่เป็นของพระเสขะไว้ก็มี ตรัสศีลที่เป็นของพระอเสขะไว้ก็มี ตรัสสมาธิที่เป็นของพระเสขะไว้ก็มี ตรัสสมาธิที่เป็นของพระอเสขะไว้ก็มี ตรัสปัญญาที่เป็นของพระเสขะไว้ก็มี ตรัสปัญญาที่เป็นของพระอเสขะไว้ก็มีด้วยประการฉะนี้แล”

 

มหานามสักกสูตรที่ ๓

 

สักกสูตร [513] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ได้ยกเอาคำถามของเจ้าศากยะนามว่า “มหานามะ” ที่เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ และได้ทูลอย่างนี้ว่า “ญาณเกิดแก่ผู้มีใจเป็นสมาธิ หาเกิดแก่ผู้ที่มีใจไม่เป็นสมาธิไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมาธิเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง หรือว่าญาณเกิดก่อน สมาธิเกิดทีหลัง”

พระอานนท์เห็นว่า พระผู้มีพระภาคในขณะนั้นเพิ่งหายจากอาการไข้ได้ไม่นาน ปัญหาที่เจ้ามหานามะได้ทูลถามนั้นเป็นปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นเรื่องของทางจิตใจ เป็นเรื่องที่มันจะแทงตลอดได้ยาก ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยได้ตอบในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดยืดยาวมาก เคยตรัสตอบแก่ ปริพาชกชื่อโปฏฐปาทะ ใน โปฏฐปาทสูตร [411] ว่าด้วยอภิสัญญานิโรธ, [412] ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระอานนท์เล็งเห็นว่านี้จะเป็นความลำบากของพระพุทธเจ้าที่จะต้องมาแสดงธรรมตรัสตอบเรื่องนี้ซ้ำอีก ก็จึงได้นำเอาเจ้ามหานามะหลีกไปในส่วนข้างหนึ่ง แล้ว แสดงธรรมในเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระเสขะและพระอเสขะ ให้ฟัง

ประเด็นในที่นี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระเสขะและพระอเสขะ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับคำถามของเจ้ามหานามะที่ว่า “สมาธิเกิดก่อน ญาณเกิดที่หลัง หรือ ญาณเกิดก่อน สมาธิเกิดที่หลัง” อย่างไร

  • ในคำถามที่เจ้ามหานามะถาม เป็นคำถามเดียวกันกับที่โปฏฐปาทะปริพาชกถาม คือ ถามถึงเรื่องสมาธิและญาณ โดย โปฏฐปาทะปริพาชกได้ใช้คำว่า “สัญญา” แทนคำว่า “สมาธิ” ญาณคือความรู้ที่เกิดขึ้นใช้คำเดียวกัน โดยถามว่า “อะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลัง” ปรารภเหตุมาจากการดับไปของสัญญาที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป...เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งดับไป

    “สมาธิ” ก็คือ สัญญาอย่างหนึ่ง, “สัญญา ก็เป็น สมาธิอย่างหนึ่งที่มีความละเอียดลง ๆ จากเรื่องของกาม พยาบาทเบียดเบียน ส่วนตรงนี้เอาออกไป เหลือแต่ที่เป็นวิตกวิจาร ก็ละเอียดลงเป็นสัญญา สมาธิ ไป เป็นขั้น ๆ ไป ความที่ดับไปเป็นขั้น ๆ มีความละเอียดลงเป็นขั้น ๆ เราจะต้องมี “ญาณ” คือ ความรู้ ทำให้เกิดขึ้น รู้ว่าอะไรควรจะทำให้มันดับไป รู้ว่านี้มันยังหยาบอยู่ นี้มันละเอียดอยู่ อันนี้อกุศลไม่ดี อันนี้กุศลดี อกุศลไม่เอา เอากุศลอย่างเดียวดีกว่า ปิติและสุขก็ยังหยาบไป ยังมีโทษ มีอาพาธอยู่ เอาสิ่งที่ไม่มีอาพาธก็แล้วกัน จึงเอาอุเบกขาไว้ ปิติสุขก็ทิ้งไป ความรู้ที่เกิดขึ้นตรงนี้ คือ “ญาณ”

  • การปฏิบัติตามลำดับเพราะมีการศึกษา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้กับโปฏฐปาทะปริพาชก ว่า

    “โปฏฐปาทะ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ความเห็นของพวกที่กล่าวว่า ‘สัญญาของคนไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเกิดดับไปเอง’ นั้นผิดตั้งแต่แรกทีเดียว เพราะเหตุไร เพราะสัญญาของคนมีเหตุมีปัจจัย สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษา”

     

    การศึกษานี้คือ “เสขะ” นั่นเอง, “เสขะ” คือ ยังต้องศึกษาอยู่ ถ้าเราจะมาสนใจเรื่องของญาณ ฌาน สมาธิ ว่าอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลัง อะไรเกิดอะไรดับ ต้องมีการศึกษาในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะเราจึงจะเห็นได้ว่าสัญญาเกิด สัญญาดับ อะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลัง พอเรามีการศึกษาในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เป็นขั้น ๆ ไป คนที่จะมาทำสมาธิได้ ถ้าไม่มีศีลเป็นพื้นฐาน สมาธิก็จะตั้งอยู่ไม่ได้

     

    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบรรดาสัตว์บกทั้งหลาย สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้าก็ตาม จะประกอบอยู่ด้วยอิริยาบถใด ๆ วิ่ง เดิน ยืน นั่ง หรือ นอน ต้องอยู่บนพื้นดิน เปรียบเทียบไว้กับสมาธิขั้นใด ๆ ก็ตาม ปัญญาอันใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีศีล เป็นพื้นฐาน เมื่อมีศีลดีแล้ว สมาธิจะเกิด เป็นกองของสมาธิ เรียกว่า “อธิสมาธิสิกขา” การทำการศึกษาด้วยการปฏิบัติในเรื่องของกองสมาธิที่มีรายละเอียดหลายอย่าง เช่น สุขเป็นอย่างไร ผัสสะเป็นอย่างไร ทุกข์เป็นอย่างไร ความคิดนึก”ต่าง ๆ อุเบกขา ปีติ ปราโมทย์ มีองค์ประกอบหลายอย่าง จะรู้เห็นว่าอันไหนมันเกิดอันไหนมันดับ อันไหนมีโทษไม่มีโทษ ก็ต้องทำการศึกษา ศึกษาในที่นี้จึงหมายถึง “เสขะ (ผู้ยังต้องมีการศึกษาอยู่)” ศึกษาใน ศีล สมาธิ ปัญญา

     

    คนที่จะเห็นอะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลังได้ ก็ต้องมีการทำการศึกษาในสิกขาบททั้งหลายไล่มาตั้งแต่เรื่องของ ศีล สมาธิ และปัญ หมายถึงญา พอทำไป ๆ ทำให้มาก ท่านใช้คำว่า “ภาวนา” คือ การพัฒนา

     

    “...พัฒนา หมายถึง อะไรที่มันไม่มี ก็ทำให้มี อะไรที่มันยังไม่ดี ก็ทำให้มันดี ไม่ใช่พอตัวเองไม่มี ไม่ดี ก็เลยไม่ทำก็แล้วกัน เพราะว่าฉันทำไม่ได้ ยิ่งทำไม่ได้ ยิ่งต้องฝึกทำให้มันได้ การฝึกการทำ นั่นคือ “เสขะ” ”

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกเรื่องของ “ความที่เป็นเสขะก็มี” พอฝึกทำ จากที่มันไม่มีให้มันมี จากที่มันไม่ดีให้มีดี จากที่มีดีอยู่แล้วให้มันดียิ่งขึ้น ก็ถึงความเป็น “อเสขะ” (ผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้ว เต็มแล้ว จบแล้ว)

  • ความแตกต่างของศีล สมาธิ ปัญญาของพระเสขะกับ ศีล สมาธิ ปัญญาของพระอเสขะ

    ต่างกันตรงแค่ว่า “อเสขะ” คือ ผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้วนั่น สามารถที่จะละอาสวะได้หมดสิ้นแล้ว กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไปรอบแล้ว หมดแล้ว ไม่เนื่องกันแล้ว แต่ก็มีศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเดียวกัน ผู้ที่ทำการศึกษาการศีกษาในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวกัน เป็น “เสขะ” คือ ยังไม่ได้ทำให้กิเลส อาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไปได้ แต่กำลังพยายามอยู่ ยังทำอยู่ พูดง่าย ๆ ก็คือ เสขะ นั้นไล่มาตั้งแต่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล จนถึงขั้น อรหัตตมรรค

     

    “...ทำไป ๆ ฝึกทำไป เจออุปสรรคตรงนั้นบ้าง ก็แก้ไขเอา เจอความเหนื่อยอ่อนตรงนี้ก็ตัดทิ้งไป เจอนิวรณ์ผ่านมาก็ไม่สนใจ ไม่เอามัน จนกระทั่งสามารถที่จะทำความสมดุลในเรื่องของสมาธิและปัญญาในลักษณะที่อาสาวะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้อีก นั่นแหละจึงเรียกว่าเป็น “อเสขะ” คือ เข้าถึงความเป็น อรหัตตผล

    การปฏิบัติตามขั้นตอนของการศึกษาในลักษณะที่ทำให้เห็นสัญญาอย่างหนึ่งเกิด เห็นสัญญาอย่างหนึ่งดับ มีความเข้าใจว่าสัญญาต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นหรือดับไปเพราะมีเหตุมีปัจจัย เมื่อทำความเข้าใจตรงนี้จะรู้ทันทีเลยได้ว่า “ญาณเกิดทีหลัง สมาธิเกิดก่อน, สมาธิเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง”

     

    “...สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งก็ดับไปเพราะการศึกษา ตามลำดับขั้นตอนของศีล สมาธิ ปัญญาที่ทำให้เรามีความละเอียดลงไปเป็นขั้น ๆ การกระทำให้ละเอียดลงไปเป็นขั้น ๆ ศึกษาทำตรงนี้เขาเรียกว่า “การภาวนา” คือ การเจริญ การทำให้มาก คือ การพัฒนาจิตของเราให้มีความละเอียดไปเป็นขั้น ๆ ได้ ให้สามารถมีสมาธิเกิดขึ้นก่อน มีญาณเกิดขึ้นตาม ญาณที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นฐานให้มีสมาธิเกิดขึ้นต่อไป มีึความละเอียดเป็นขั้น ๆ ลงไปได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง