สำคัญตนว่าได้บรรลุ

  • สาเหตุประการหนึ่งที่สำคัญตนว่าได้บรรลุอาจมาจากการที่ไปด่าว่าตำหนิเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์
  • เกณท์ในการพิจารณาว่าบรรลุจริงหรือไม่คือมรรคแปดและผัสสะ
  • มรรคแปดนี้สำคัญทั้งตอนเริ่มปฏิบัติยังไม่บรรลุธรรมขั้นใดๆ หรือเมื่อบรรลุสูงสุดก็ยิ่งเห็นความสำคัญ

“ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ภิกษุนั้นจะพึงถึงความฉิบหาย คือ เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม”

พยสนสูตร

 

...การสำคัญผิดว่าตัวเองได้บรรลุต่างกับบรรลุจริงๆ ตรงที่ว่า กิเลสของคนที่ได้บรรลุจริงๆ มันหมดไปจริงๆ แต่กิเลสของคนที่สำคัญว่าได้บรรลุมันยังซ่อนอยู่ ยังมีอยู่ มันยังแฝงอยู่ …

...เวลาเราตรวจสภาวะจิตของเรา เราดูได้ที่ผัสสะ เวลามีผัสสะมากระทบ แล้วเรายังอยู่ในมรรคได้มั้ย ดูที่มรรค ดูที่ผัสสะ….เพราะงั้นถ้าเรามาดูเกณท์ในการวัด มีผัสสะ มีมรรคแปด มันไม่ได้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณจะต้องบรรลุหรือไม่บรรลุเลย พูดกันตรงๆ เอาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่บรรลุอะไรเลย คุณก็ต้องตามมรรคแปดอยู่ ตอนที่มีผัสสะอยู่แล้ว คุณถึงมาตามทางนี้ได้ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ฉันบรรลุแล้ว ก็ต้องมีมรรคแปดอยู่กับผัสสะที่มากระทบ นั่นล่ะ….

 

 

เป็นลำดับขั้นไหล่ทะเล

 

ธรรมะจะทำให้จิตใจของเราละเอียดลง เป็นเหมือนกับอาวุธที่ใช้ปาดสิ่งที่เป็นอกุศลให้มันค่อยๆ หลุดลอกออกไปจากใจเรา เราฟังเรื่องเดิมๆ จิตใจของเราก็จะค่อยมีความดีขึ้นมา มีความลึกล้ำทั้งทางด้านลึกและกว้างออกไป ลักษณะการที่เราละกิเลสความไม่ดีต่างๆ ค่อยๆ ลอกๆ มันจะเป็นเหมือนกับทางที่ไป มันจะทิ้งรอยทางเอาไว้ รอยทางนี้คืออริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางที่ถ้าเราปฏิบัติตามทาง กิเลสมันจะหลุดออกไป เป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าทรงพาดำเนิน เป็นเหมือนกับไหล่ทะเล

ลักษณะที่ลึกล้ำลงไปตามลำดับเหมือนกับไหล่ทะเล ทำให้มันมีเหมือนกับเป็นขั้นๆ ไป คำว่า "ขั้น" นี้ หมายถึงว่า เป็นลำดับๆ ที่ลึกซึ้งลงไป มีความละเอียดลงไป เป็นแบบ analog ที่ค่อยๆ ไป ทีนี้พอมีการลึกล้ำลงไปเป็นลำดับๆ สิ่งแวดล้อมบางทีมันก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น ทะเลจะมีความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมตามลำดับความลึก แบ่งเป็นโซน แต่ความลึกล้ำนั้นเป็นลำดับๆ ไป

ลักษณะการเดินตามมรรคแปดก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ที่ว่าค่อยๆ ทำไปตามลำดับ ทีละก้าวๆ ทำไปๆ แต่สิ่งแวดล้อมคือช่องทางคือใจของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อที่จะให้ง่ายต่อการอธิบายก็จึงแบ่งเป็นขั้นๆ

ขั้นที่เป็นปุถุชนอยู่ ขั้นที่เป็นบุคคลที่มาตามทางแล้ว บุคคลที่มาตามทางก็เรียกว่าเป็นบุคคลอันประเสริฐแล้ว ก็ยังแบ่งเป็นมรรคและผล ก็ยังแบ่งเป็น 4 ขั้น ไล่ไปตั้งแต่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี่คือแบ่งเพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย การที่ธรรมะเป็นเหมือนไหล่ทะเล การที่ไล่ไปเรื่อยๆ ทำให้มีการบรรลุเป็นขั้นเป็นตอนลงไป

เปลี่ยนจากปุถุชนมาเป็นคนใหม่ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง เข้าสู่สัมมัตตนิยาม เข้าสู่ภูมิของสัปบุรุษ สัปปุริสภูมิ จุดนี้ก็เรียกว่าบรรลุแล้วเหมือนกัน บรรลุแล้วก็ยังอยู่ในขั้นมรรค ที่ยังมีการกลับกำเริบ เราทำขั้นโสดาปัตติมรรคให้มันดี ให้มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นให้เต็ม รักษาศีลให้มันได้ จนกระทั่งมันหลุดตั๊บออกไป ก็เข้าสู่ขั้นผลแล้ว เป็นโสดาปัตติผล

ทีนี้ในการที่มันหลุดขาดออกไป มันก็ค่อยๆ ผุค่อยๆขาดไปเบาบางไป ยืดไป หายความหนืดไป มรรคแปดก็จะค่อยๆ กัดค่อยๆ แซะค่อยๆ ลอกค่อยๆ ขุดไอ้เจ้าเครื่องร้อยรัดต่างๆ เป็นขั้นเป็นตอนไป จนกระทั่งมันขาดหมด จุดนันแต่ละขั้นๆ ก็จึงมีคำศัพท์ที่เรียกว่า “เป็นการบรรลุธรรม” ขึ้นมาในแต่ละขั้นละตอน

 

 

สำคัญตนว่าได้ “บรรลุ”

 

บุคคลที่สำคัญตนว่าได้บรรลุเป็นอย่างไง เพราะว่าเกณฑ์การได้บรรลุแต่ละขั้นๆ เขาก็ใช้เรื่องกิเลสที่เบาบางลง กิเลสที่เบาบางลงน้อยลงๆ ถูกตัดขาดลง เป็นเกณท์ที่บ่งบอกถึงการกลับกำเริบของเจ้าสิ่งที่ไม่ดี หรือเกณฑ์ในการที่จะบ่งบอกถึงการที่จิตของเราบริสุทธิ์สะอาดมากขึ้น

ทีนี้กิเลสมันจะมีลักษณะอย่างนี้ ว่ามันเป็นความมืดความขมุกขมัวความไม่ชัดเจนความเศร้าหมอง ซึ่งบางทีความที่มันปิดบังเอาไว้ มันก็บังตัวมันเองให้คนอื่นไม่เห็นกิเลส คิดว่าใสๆ อยู่ข้างนอก แต่ข้างในยังมีกิเลสอยู่ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับก้อนดินหรือก้อนหิน แล้วห่อเอาไว้ด้วยทองคำ ดูข้างนอกเรียบร้อยดี แต่ข้างในยังเน่าอยู่ยังเละอยู่ ยังไม่สวยงาม ลักษณะที่กิเลสมันทำงานแบบนี้ ก็เพื่อที่จะรักษาตัวเองไม่ให้ตาย

กิเลสนั้นจะมีลีลาการดีดดิ้นของมัน เพื่อที่จะไม่ให้มันตาย ก่อนตายมันต้องรักษาตัวเอง ปฏิบัติตามมรรคฉันก็อยู่ไม่ได้ ฉันก็ต้องทำทุกอย่างให้มรรคแปดมันทื่อลง ให้การปฏิบัติมันสืบต่อไม่ได้ จุดหนึ่งที่มันจะใช้ นั่นคือ ความสำคัญตนว่าได้บรรลุ ดังเช่น เรื่องของ อธิมานิกภิกษุ 500 รูป

ภิกษุผู้ได้ฌานแล้วสำคัญตนว่าได้บรรลุอรหันต์ จึงจะเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้ากลับสั่งให้ไปที่ป่าช้า เมื่อถึงป่าช้าภิกษุทั้งหมดนั้นมีความรังเกียจในศพที่เน่าเปื่อย แต่มีความกระสันในศพที่ยังใหม่อยู่ ก็รู้ว่าตัวยังมีกิเลสอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า

"ภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายเห็นร่างกระดูกเช่นนั้น ยังความยินดีด้วยอำนาจราคะให้เกิดขึ้น ควรละหรือ?"

ตรัสคาถาว่า

 

“ยานิมานิ อปตฺถานิ อลาปูเนว สารเท

กาโปตกานิ อฏฺฐีนิ ตานิ ทิสฺวาน กา รติ.

กระดูกเหล่านี้ใด อันเขาทิ้งเกลื่อนกลาด

ดุจน้ำเต้าในสารทกาล มีสีเหมือนนกพิราบ

ความยินดีอะไรเล่า จักมีเพราะเห็นกระดูกเหล่านั้น”

 

เมื่อจบพระคาถา ภิกษุทั้งหมดสำเร็จพระอรหันต์

ในเรื่องการสำคัญตนว่าได้บรรลุ ไม่ได้มีเฉพาะภิกษุกลุ่มนีี้เท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องพอแบ่งออกได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สำคัญตนว่าบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า กลุ่มที่ 2 คิดว่าตัวเองบรรลุ ยกตนขึ้นมา มีมานะขึ้นมา ตั้งสำนักใหม่ กลุ่มที่ 3 สำคัญตนว่าได้บรรลุ แต่ไม่ได้ทำความเพียร ก็อ่อนลงๆ สุดท้ายก็ตายไปหรือลาสิกขาไป หรือก็อยู่เป็นพระด้วยความคิดว่าบรรลุธรรม แต่ก็ไม่ได้บรรลุขั้นใดต่อเพิ่มเติมขึ้นไป

แล้วถ้าเราดูในหมวดแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้ถึงเรื่องสำคัญตนว่าได้บรรลุ เป็นผลของเหตุอย่างหนึ่งคือการด่าบริภาษติเตียนเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย ในพยสนสูตร

 

“ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ภิกษุนั้นจะพึงถึงความฉิบหาย 11 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ

  1. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ
  2. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว
  3. สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว
  4. เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม
  5. เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
  6. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง
  7. บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ
  8. ถูกต้องโรคอย่างหนัก
  9. ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต
  10. เป็นผู้หลงใหลทำกาละ
  11. เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก”

 

พยสนสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง 24/88/146

 

...การสำคัญผิดว่าตัวเองได้บรรลุต่างกับบรรลุจริงๆ ตรงที่ว่า กิเลสของคนที่ได้บรรลุจริงๆ มันหมดไปจริงๆ แต่กิเลสของคนที่สำคัญว่าได้บรรลุมันยังซ่อนอยู่ ยังมีอยู่ มันยังแฝงอยู่ …

 

เหมือนกับมะเร็งหรือเชื้อมาเลเรีย ที่ตรวจหาไม่พบ แต่เชื้อมันยังซ่อนอยู่ กิเลสมันยิ่งลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้นอีก บางทีมันหลบเราไม่เห้น บางทีมันแปลงออมาให้มีความสว่าง ให้มีความเย็น ให้มีเวทนาที่ลึกล้ำลงไป มันแปลงกายได้ ให้เรายึดถือในสิ่งดีๆ นั้น

 

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรลุจริง

 

เราจะรู้ได้ไงว่าเราสำคัญตนว่าได้บรรลุหรือว่าบรรลุจริงๆ เพราะว่าดูข้างนอกมันก็เหมือนกัน ทองคำที่เขาหุ้มก้อนหินไว้ เวลาทำการทดสอบช่างทองเขาต้องขูด ขูดเนื้อทองคำลึกลงไป ดูซิว่าเป็นทองชุบหรือทองจริงกันแน่ หรือใช้หลักของอาคิมินิส

 

...เวลาเราตรวจสภาวะจิตของเรา เราดูได้ที่ผัสสะ เวลามีผัสสะมากระทบ แล้วเรายังอยู่ในมรรคได้มั้ย ดูที่มรรค ดูที่ผัสสะ…..

 

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นเส้นทางดำเนิน ค่อยๆ ไปทีละหนึ่งๆ เหมือนอย่างเดิมตอนที่เราทำมาตั้งแต่แรก เริ่มเข้าสู่เส้นทางก็ตามมรรค จะลึกลงไปอย่างไงก็ตามมรรค ผัสสะอาจจะเปลี่ยนแปลงไป อันนี้ธรรมดา

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ คุณเดินตามทางไปถึงเดี๋ยวเจอที่ลุ่ม ป่าใหญ่ เหวโกรกชัน ก็ยังเดินมาตามทางเดิม สิ่งแวดล้อมมันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไงก็ตาม จิตของเราช่องทางใจของเรา วาจาของเรา การกระทำทางกายของเรา ต้องอยู่ในมรรคเสมอ

 

เพราะงั้นถ้าเรามาดูเกณท์ในการวัด มีผัสสะ มีมรรคแปด มันไม่ได้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณจะต้องบรรลุหรือไม่บรรลุเลย พูดกันตรงๆ เอาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่บรรลุอะไรเลย คุณก็ต้องตามมรรคแปดอยู่ ตอนที่มีผัสสะอยู่แล้ว คุณถึงมาตามทางนี้ได้ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ฉันบรรลุแล้ว ก็ต้องมีมรรคแปดอยู่กับผัสสะที่มากระทบ นั่นล่ะ

 

แล้วมันต่างกันตรงไหน ไม่ต่างกันเลย คุณจะไม่บรรลุธรรมอะไรเลย หรือคุณจะบรรลุขั้นสุดยอดเลยถึงความเป็นพระอรหันต์ หรือเหนือไปกว่านั้นเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องมีมรรคแปดอยู่ตั้งแต่ตอนที่มีผัสสะกระทบเหมือนกัน….

 

“ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้วก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน”

 

สุนักขัตตสูตร

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเอาไว้ว่า เหมือนคนที่เป็นแผลหนองแล้วติดเชื้อ ก็ต้องบีบออก เอาของที่มันเน่าออก เอาเชื้อโรคออก ทำความสะอาดให้ดีแล้วก็ใส่ยาลงไป ก่อนที่จะบีบก็เอามีดกรีดเปิดปากแผล ใส่ยา แล้วก็อย่ากินของแสลง รักษาแผลให้ดี มีแผลเป็นเรื่องสำคัญ กินอาหารที่ถูกต้อง เนื้อก็จะงอกเต็มขึ้น

ตรงนี้ล่ะที่จะทำให้เข้าใจผิด พอเนื้องอกเต็มแล้ว คุณก็ไปกินของแสลงไม่ดูแลรักษาตัวเอง ไม่ถูก ก็ต้องรักษาไว้อย่างดี ตรงนี้แหละกิเลสมันจะได้ช่องตรงจุดที่ว่า ฉันมีความคิดว่า ฉันบรรลุแล้ว ฉันก็ชิลด์ๆ ได้ ไม่ต้องทำความเพียร ผิดแล้ว ดูพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านบรรลุเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านยังคงทำความเพียรในการอยู่หลีกเร้น ในการมีข้อวัตร ต้องทำสมาธิ เดินจงกรม อยู่เป็นประจำ

ทำไมบรรลุแล้วยังต้องทำอยู่ เพราะว่ามรรคมันดี บุคคลที่เป็นพระอรหันต์หรือว่าได้บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง จะเห็นคุณค่าของมรรคแปดมาก จะไม่เลิกร้างละการกระทำในมรรคแปด ทำอยู่เป็นประจำ นี่คือข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คนอื่นเห็นก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้กระทำปฏิบัติต่อไป

ถ้าเราพิจารณากันดู จริงๆ แล้วเราไม่ต้องคิดเลยว่า จะได้บรรลุแล้วหรือยัง ตราบใดที่เรายังทำความเพียรอยู่ในมรรคแปด ต่อให้ได้บรรลุ ก็ยังมีความละเอียดลึกซึ้งลงยิ่งขึ้นไป ถ้าคิดว่าฉันบรรลุแล้วก็ไม่ต้องอ่านหนังสือธรรมะไม่ต้องฟังเทศน์ อันนี้ผิด คลายความเพียร ย่อหย่อน เป็นเสียงของกิเลส

คนที่ยังไม่บรรลุขั้นใดเลย มรรคแปดอาจจะยังไม่ได้ทั่วไปในทุกที่ทุกทางทุกด้านของชีวิต ก็พยายามทำตามมรรคแปด พยายามทำให้ได้มากขึ้นดีขึ้น คนที่บรรลุแล้วจริงๆ มรรคแปดทั่วท่วมไปหมด เขายิ่งรักษามรรคแปดให้ดีเลย รักษาให้ดี เพราะว่า "สติ" มันเต็มที่อยู่เนี่ย สมาธิมันเต็มที่อยู่เนี่ย มันห่อหุ้มจิตใจไม่ให้กิเลสที่จะมีผัสสะเป็นแดนเกิดมันใกล้จิตดวงนี้ได้ เหมือนมีนาโนเทคโนโลยีเคลือบไว้ เหมือนน้ำบนใบบัวหรือดอกบัว ให้มันไหลลื่นออกจากกัน ไม่เปื้อนกัน

จิตของคนที่มรรคแปดอยู่ตลอด มันจะเป็นเหมือนเยื่อบางๆ ที่หุ้มจิตของเราเอาไว้อยู่ หุ้มจิตของเราเอาไว้ เวลาที่มีผัสสะใดๆ มันก็จะไหลลื่นออกไป ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดกิเลสได้ นี่คือสำคัญ กิเลสมีผัสสะเป็นแดนเกิด เมื่อมีผัสสะมากระทบ ถ้าจิตไม่ได้รับการรักษาอย่างดีด้วยมรรคแปด กิเลสก็จะเกิดขึ้นได้

 

…...มรรคแปดรักษาจิต รักษาจิตเพื่อที่ไม่ให้กิเลสมันเกิดขึ้น …

 

เรามีมรรคแปดห่อหุ้มจิตไว้ เห็นจิตตามที่เป็นจริง จิตมันก็ดับไป จิตดับไป เหลือแต่มรรคแปดคงอยู่ คนที่จิตดับไป ความสำคัญว่าเป็นตัวตนจะไม่มี เพราะไม่ได้คิดเลยว่า ฉันบรรลุแล้วหรือยัง ไม่ได้คิดเลย เพราะว่าความเป็นตัวตนความสำคัญว่าเป็นตัวตนน้อมเข้าสู่ตนท่านไม่มี ความเป็นตัวตนไม่มี

จะไม่ได้มาคิดสงสัยด้วยซ้ำว่า ฉันบรรลุแล้ว คือความคิดนี้ก็ไม่มีด้วยซ้ำ เพราะความคิดเป็นสัญญาที่เกิดจากผัสสะ ผัสสะมากระทบไม่ได้แล้วเพราะไม่มีจิต จิตดวงที่จะให้เกิดการปรุงแต่งมันดับไป เหลืออะไร เหลือแต่แก่นล้วนๆ แก่นในที่นี้คือมรรคมีองค์แปด แก่นนั้นคือวิมุต ในธรรมวินัยนี้มีวิมุตเป็นแก่น มีนิพพานเป็นที่สุดจบ มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด

 

…..ให้อยู่ในมรรคแปดเท่านั้นเป็นสำคัญ...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง