ปราโมทย์ ปีติ

HIGHLIGHTS:

  • ความแตกต่างของ “การบวชหน้าศพ” กับ “การบวชธรรมดา”
  • การบวชหน้าศพให้บิดามารดามีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร ได้บุญกุศลมากน้อยอย่างไร
  • สภาวะธรรมที่เกิดวาบ จิตผ่องใสอิ่มเอิบคือ “อทุกขมสุขเวทนา” ใช่หรือไม่
  • คำอธิบายของ “เชื้อตัณหา อวิชชาที่ละเอียด”

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: ต้องการทราบว่า “การบวชหน้าศพ” กับ “การบวชธรรมดา” ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร การบวชหน้าศพให้คุณพ่อคุณแม่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร รวมทั้งบุญกุศลที่ได้ด้วย อีกทั้งในสมัยพุทธกาลมีใครบวชหน้าศพคุณพ่อคุณแม่บ้างหรือไม่

คำตอบ 1: ในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน หากมีคนตายขึ้นจะรีบนำศพไปเผาที่ป่าช้าทันที การจัดงานศพที่พบว่าจัดนานที่สุดคือ งานประดิษฐานพระพุทธสรีระพระพุทธเจ้าเป็นเวลา 7 วันก่อนอัญเชิญไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ หากกล่าวถึงเรื่องของการบวชของชาวอินเดียนั้น ก็จะบวชอย่างจริงจังและบวชเป็นเวลานานเพื่อศึกษาพระธรรมและตั้งใจเข้าถึงพระนิพพานด้วย

หนึ่งในหน้าที่ของบุตรที่พึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาคือ เมื่อท่านล่วงลับก็เป็นหน้าที่ของลูกโดยตรงที่จะต้องทำทักษิณาทานให้ท่าน กล่าวคือเป็นการถวายทานในนามของบิดามารดา หรือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดานั่นเอง หากเราพูดถึงการทำบุญที่เหนือขึ้นไปและละเอียดมากขึ้นกว่าการทำทานก็คือ การรักษาศีลและการภาวนา เมื่อมองย้อนกลับมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย มีความเป็นไปได้ที่บางคนคิดว่าการบวชเป็นหนทางการรักษาศีล ภาวนาอย่างยิ่งยวด และสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดาได้มากขึ้น จึงเกิดประเพณี “การบวชหน้าศพ” ขึ้น

ความสำคัญของการเป็นพระขึ้นอยู่กับการรักษาศีล ธรรมวินัย และสิกขาบทที่ถูกต้อง ดังนั้นจะอาศัยเหตุปัจจัยใดในการบวชไม่ว่าจะเป็น “การบวชหน้าศพ” หรือ “การบวชธรรมดา” หากมีการรักษาศีล ธรรมวินัย และสิกขาบทที่เสมอกันก็ถือว่าไม่แตกต่างกัน และถือว่าการบวชครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน

 

---- ตอบคำถาม : คุณดวงรัตน์

 

คำถาม 2: ผู้ถามได้เล่าถึงผลการปฏิบัติในช่วงนี้ กล่าวคือ สภาพธรรมที่ปรากฏในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันเมื่อมีผัสสะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ผู้ถามยังคงรักษาจิตเป็นอุเบกขา สงบเย็น จิตนิ่งมีอารมณ์อันเดียวเป็นปกติ แต่บางเวลาขณะพิจารณาปล่อยวาง เกิดสภาวะวาบ จิตผ่องใส อิ่มเอิบเหมือนฟูฟู ทั้งที่ยังเจริญสติกำหนดอานาปานสติอยู่ ซึ่งผู้ถามก็ตั้งจิตกำหนดพิจารณาความรู้สึกนั้นโดยตั้งมั่นเจริญสติ พิจารณาจิตให้จางคลายและหายไป จิตก็สงบเย็น มีอารมณ์อันเดียวอยู่ทุกขณะจิต

ต่อมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ถามได้ฟังพระอาจารย์มหาไพบูลย์บรรยายธรรมว่า “ในการปฏิบัติให้ระวังอทุกขมสุขเวทนา ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความจางคลาย เห็นความดับไป จนกว่าเชื้อตัณหา อวิชชาจะหมดไป ต้องพิจารณาใคร่ครวญให้ดี” เมื่อผู้ถามได้นำมาทบทวนสอบทานกับการปฏิบัติของตนจึงต้องการสอบถามว่า

  • สภาวะธรรมที่เกิดวาบ จิตผ่องใสอิ่มเอิบเหมือนฟูฟูนั้นคือ “อทุกขมสุขเวทนา” ใช่หรือไม่
  • คำอธิบายของ “เชื้อตัณหา อวิชชาที่ละเอียด”

คำตอบ 2: ความสงบ สามารถแบ่งเป็นหลายระดับ

  1. กามสุข เป็นสุขที่อาศัยสิ่งภายนอกเป็นเครื่องล่อ เช่น อาหาร ดนตรี อากาศ เป็นต้น
  2. ปราโมทย์ ปิติ เป็นสุขที่เกิดขึ้นหรือแตกออกภายในตัวเรา ความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ
  3. อุเบกขา เป็นสุขที่ระงับลง สงบลง เย็นลง นุ่มนวลลง

ดังนั้นสภาวะธรรมที่เกิดวาบ จิตผ่องใสอิ่มเอิบเหมือนฟูฟูนั้นคือ ปิติ ปราโมทย์ ซึ่งไม่ใช่ “อทุกขมสุขเวทนา” เพราะอทุกขมสุขเวทนาหมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

หากเราเรียงลำดับการรับรู้ตามความหยาบความละเอียดจะเป็นดังนี้คือ

  • ทางกาย คือ สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา
  • ทางใจ คือ โสมนัสหรือโทมนัส
  • ความรู้สึกที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คือ อทุกขมสุขเวทนา
  • อุเบกขา คือ การวางเฉย นิ่ง สงบ ระงับ

ในขณะที่เรากำลังวางจิตสงบ ให้เป็นอุเบกขานั้น อาจจะมีปิติ ปราโมทย์เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า “ปิติสัมโพชฌงค์” อันเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมทางหนึ่งด้วย เมื่อเราปฏิบัติธรรมไปในช่องทางใจของเราจะมีอกุศลธรรมลดลงๆ และกุศลธรรมเพิ่มขึ้นๆ ทั้งนี้เกิดจากการตั้งสติ ทำจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว มีการใคร่ครวญธรรมอยู่ตลอดจนเกิดเป็น “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” และทำให้ปิติสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นได้ในที่สุดเป็นลำดับตามกันมา

ให้เราพิจารณาว่าทั้งปิติ ปราโมทย์ และอุเบกขาแม้ว่าจะเป็นกุศลธรรม แต่ก็เป็นของอาพาธ เกิดขึ้นและดับลง มีการกลับกำเริบได้ ให้เห็นถึงความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงควรปล่อยวางเสีย

การที่เราจะเห็นเชื้อที่เป็นตัณหา อวิชชาที่ละเอียดต้องใช้ปัญญาและความเพียร หมั่นสังเกต พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงอยู่บ่อยๆ ตั้งสติขึ้นได้และดำเนินตามทางของอริมรรคมีองค์แปดจนเกิดเป็นสัมมาสมาธิ และสามารถวางลงซึ่งทั้งกาม ปิติ ปราโมทย์ อุเบกขา และจิตลงได้ในที่สุด

 

---- ตอบคำถาม : คุณวิมลมาศ จ.อุตรดิตถ์

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........

======หัวข้อ Bullet =============

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....

======หัวข้อ Bullet แบบตัวเลข=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

========================================
======Scrollbar=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

=========== อ้างอิง pdma url ===================

< style="overflow: hidden;" title="ตอบคำถาม-ทำไมอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะ ในภายในอยู่" "https://haisok.co/1601a0713we/" "98%" height="1500" "0" margin"0" marginheight="0" scrolling="no" align="middle">

==============end============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน..............................