จอมโจรองคุลิมาล

HIGHLIGHTS:

  • การระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ การระลึกถึงพุทธานุสติ
  • แม้คนทดน้ำยังชักน้ำไปได้ ช่างศรยังดัดศรให้ตรงได้ “จิต” ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ฝึกได้
  • คนพาลปัญญาทรามย่อมเป็นผู้ประมาท ซึ่งตรงข้ามกับบัณฑิตผู้มีปัญญา
  • มรรค 8 คือเครื่องประหารกิเลส

บทคัดย่อ

อังคุลิมาล (อหิงสกะ) เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นบุตรของนางพราหมณ์มันตนีและคัคคพราหมณ์ที่เป็นปุโรหิตของพระราชาซึ่งถือกำเนิดในฤกษ์มหาโจรโดยปุโรหิตก็ทูลขอให้พระราชาสั่งประหารลูกของตนที่เพิ่งเกิดในฤกษ์นี้ แต่พระราชาร้องขอชีวิตและให้ปุโรหิตตั้งชื่อที่เป็นมงคลให้ลูกตัวเอง ปุโรหิตหรือคัคคพราหมณ์จึงตั้งชื่อให้ว่า “อหิงสกะ-ผู้ไม่เบียดเบียน” ด้วยเหตุนี้

อหิงสกะ หรือ อังคุลิมาล เติบโตมาอย่างดีเป็นที่รักของครูบาอาจารย์ จนเพื่อนๆ ในสำนักที่เรียนด้วยกันอิจฉามาก เลยไปคอยยุยงอาจารย์ที่สำนักให้ไม่ชอบอหิงสกะ อาจารย์เลยออกอุบายกับอหิงสกะว่ามีวิชาความลับสุดยอดในกำมือที่ไม่เคยบอกใครก็จะบอกให้อหิงสกะคนเดียวเท่านั้น แต่ค่าบูชาครูแพงต้องแลกด้วยค่าบูชาเป็นชีวิต 1,000 ชีวิต … เมื่อลงมือฆ่าคนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจำไม่ได้ว่าฆ่าไปแล้วกี่ศพ ตอนหลังจึงฆ่าแล้วเอานิ้วมือของศพที่ฆ่านั้นมาร้อยเก็บและคล้องคอตัวเองไว้เพื่อไม่ให้สัตว์อื่นมากิน แล้วกลายเป็นสัญญลักษณ์ของโจรองคุลิมาล คือ โจรผู้มีนิ้วเป็นมาลัย (อังคุลิ หรือ องคุลี + มาละ) ...

องคุลิมาลเริ่มเข้าป่าไปฆ่าคนเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ คนที่เข้าป่าหาฟืนหาของป่าก็จะถูกโจรองคุลิมาลฆ่าและฆ่าโดยเอาแต่นิ้วมือเท่านั้น ... ตอนหลังก็ไม่ค่อยมีคนเข้าไปหาของป่าเข้าในดงแล้ว ทีนี้อหิงสกะที่มีนิ้วเป็นพวงมาลัยเป็นสัญญลักษณ์ก็เข้าไปในหมู่บ้านตอนกลางคืน ถีบประตูออกเจอใครก็เอามีดฟันตัดนิ้วนับเอาไว้ คล้องเป็นพวงมาลัยไว้ พวกคนในหมู่บ้านได้ยินเสียงรู้ข่าวก็แตกหนีเข้าไปอยู่ในนิคม พอคนในหมู่บ้านรอบนอกหนีไปหมดแต่ฆ่ายังไม่ครบ 1,000 ต้องการค่าบูชาครูเลยเข้าไปในตำบล คนที่เข้าไปอยู่ในตำบลพอองคุลิมาลโจรมาก็แตกหนีกันหมดในตำบล ทำหมู่บ้านไม่ให้เป็นหมู่บ้าน ทำนิคมไม่ให้เป็นนิคม ทีนี้จะเข้าไปในเมือง...เพื่อจะให้ได้ครบ 1,000 เพราะตัดนิ้วได้ 999 แล้ว… พอข่าวนี้เข้ามาถึงในเมืองคัคคปุโรหิตก็ทราบทันทีว่านี่คือลูกของเขามีชื่อเสียไปอย่างมา แม่คือนางมันตนีจิตใจอ่อนนุ่มอ่อนไหวจะไปห้ามลูกจะพาสามีไปด้วย แต่คัคคปุโรหิตก็ไม่ไปไม่ไว้ใจถึงจะเป็นลูก … นางมันตนีเดินทางเข้าไปหาองคุลีมาลหรืออหิงสกะที่เป็นลูกของแต่หารู้ไม่ว่าลูกของตนนับนิ้วไปนับมาได้ 999 ขาดอยู่แค่คนเดียว พระพุทธเจ้าในวันนั้นหลังบิณฑบาตรเสร็จก็ทรงทราบว่าวันนี้เป็นวันที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ เพราะถ้าอหิงสกะฆ่ามารดาทำอนันตริยกรรมก็จบเลยบวชไม่ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้ ดังนั้นต้องแก้สถานการณ์ พอฉันอาหารเสร็จพระพุทธเจ้าก็เข้าไปในป่าเพื่อจะเข้าไปหาองคุลิมาลโดยมีชาวนาชาวบ้านคอยเตือนพระพุทธเจ้า … แต่พระพุทธเจ้าก็นิ่งและเดินต่อไป ขณะที่องคุลิมาลที่ซุ่มอยู่ก็เห็นแล้ว อาวุธครบมือทั้งศร ธนู หอก ดาบ หลาวเห็นพระพุทธเจ้าเดินมาก็จัดการอ้อมไปข้างหลังเพื่อจัดการให้จบเสียที โดยที่พระพุทธเจ้าท่านก็เดินตามธรรมดาของท่านแต่บันดาลอิทธาภิสังขารหรือฤทธิ์ของท่าน ลักษณะให้แผ่นดินม้วนเข้าๆ คือท่านก็เดินไปตามปกติแต่พอองคุลิมาลเข้ามาใกล้แผ่นดินก็จะเคลื่อนถอยหลังออกไปทำอย่างไรก็ตามไม่ทัน องคุลิมาลก็สงสัยว่าทำไมถึงวิ่งตามไม่ทันสักทีเลยร้องบอกว่า “สมณะจงหยุดก่อน” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เราหยุดแล้ว ท่านเล่าจงหยุดเถิด” องคุลิมาลไม่เข้าใจ เพราะพระพุทธเจ้าเดินอยู่แต่บอกว่าหยุดแล้ว ส่วนตัวเองวิ่งจนหยุดแล้วทำไมพระพุทธเจ้าบอกว่ายังไม่หยุด พระพุทธเจ้าจึงกล่าวเป็นคาถาสั้นๆ ว่า

 

“เราวางอาชญาในสรรพสัตว์ได้แล้ว จึงชื่อว่าหยุดแล้วในกาลทุกเมื่อ ส่วนท่านไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราจึงหยุดแล้ว ท่านยังไม่หยุด”

 

องคุลิมาลโจรได้ยินคำกล่าวของพระพุทธเจ้าก็ฉุกคิดได้ มีความคิดแล่นขึ้นมาในจิตของท่าน ให้ท่านหยุดสร้างสิ่งที่เป็นอกุศลทั้งหลาย การเห็นพระพุทธเจ้าและระลึกตรงนี้ได้เป็นพุทธานุสติ … เราเป็นคนมีจิตมีใจ ดูอย่างน้ำเขาสามารถวิดน้ำขึ้นไปในแปลงนาที่สูงได้ ช่างศรเขายังดัดลูกศรที่งอๆ ให้ตรงได้… ของไม่มีจิตมีใจยังสั่งบังคับให้ใช้งานได้ … เราก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะต้องใช้กำลังแรงๆ ถึงจะฝึกได้บอกได้ พูดกันดีๆ บอกด้วยธรรมะไม่ต้องเกี่ยวเนื่องด้วยศาสตราอาชญาก็ได้ … เมื่อมีคนเขี่ยผงในตาออกให้ เปิดประตูให้เห็นแสงสว่างก็เห็นทันที… เมื่อมีพระพุทธเจ้ามาถึงในป่าใหญ่มาสงเคราะห์กันถึงขนาดนี้ ก็จะขอทิ้งทุกอย่างทั้งโล่ห์ ธนู ศร ดาบ อาวุธที่มีติดตัวมาทั้ง 5 อย่างของตนและขอบวชทันที ด้วยบุญที่ท่านสะสมมาบริขารทั้ง 8 อย่างของท่านก็ปรากฏขึ้น ณ ที่นั้น … อย่างไรท่านองคุลิมาลก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ท่านทำมาอยู่ แต่ถ้าเทีียบกับผลกรรมที่จะต้องไปตกนรกก็กลายเป็นเศษเสี้ยวมาก คือเวลาท่านเดินไปไหนแล้วมีใครโยนของอะไรก็จะมีของต่างๆ หล่นใส่ตัวท่านเสมอ ทั้งอิฐบ้างท่อนไม้บ้างจนบางทีท่านก็ศีรษะแตกบาตรแตกบ้างแต่ก็อดทนเอาเพราะดีกว่าไปตกนรก … กรรมที่ฆ่าคนมามันจบแล้วหมดหนี้แล้วตั้งแต่ท่านฆ่ากิเลสไปหมดสิ้น…

การประหารกิเลสไม่ต้องใช้ศาตราไม่ต้องอาชญา แต่ใช้ปัญญาเป็นอาวุธประหารกิเลส...คนที่มีราคะโทสะมากจนล้นออกมา ยังสามารถละกิเลสได้โดยใช้อาวุธในใจประหารกิเลสให้ขาดสะบั้นออกไปจากใจ...จากโจรกลายเป็นพระอรหันต์… มรรค 8 คือเครื่องมือที่จะประหารกิเลสออกไปจากใจเราได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง