จุดจบของชีวิต

HIGHLIGHTS:

  • สุขทุกข์มีคละเคล้ากันไป มากน้อยตามเหตุปัจจัย ตามภพ เห็นเป็นธรรมดา
  • ถ้าจะตาย ให้ตายให้จบ การคิดสั้นจะทำให้ความตายนั้นไม่จบ ก่อเกิดภพใหม่ที่จะเจอความทุกข์ยิ่งกว่าเดิม คิดให้ยาว
  • คิดให้ยาวจะจบความตายได้ มีสัมมาสังกัปปะ
  • ให้มีศรัทธาในสงฆ์ ในหมู่ที่เขาทำได้ ปฏิบัติไปตามทางคือ “มรรคแปด”
  • ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ อยู่สั้นๆ แต่คิดยาว ไปตามทางมรรคแปด ตายจบ จุดจบคือนิพพาน

บทคัดย่อ

“บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งในธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผลัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เขาทั้งหลาย พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ”

ภััทเทกรัตตสูตร

 

 

...ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ อยู่ไม่ได้ยาว สั้นๆ แต่มีความคิดยาวๆ ไปตามทางที่มันจะจบได้จริงๆ ทางนี้คือมรรคแปด จุดจบที่จะจบความตายได้ทั้งหมด…

 

 

ตายแล้วไม่จบ

 

บางคนที่เกิดมาในโลกใบนี้ บ้างก็มีความสุขมากกว่าความทุกข์ ซึ่งสุขหรือทุกข์นี้ก็แล้วแต่บุคคลนั้นจะพิจารณา บางคนไม่ได้มีเงินหรือชื่อเสียงมาก แต่คิดว่าชีวิตฉันมีความสุขมากกว่าความทุกข์ ส่วนบางคนก็คิดว่าตัวเองมีความทุกข์มากกว่าความสุขมาก

คนที่มีความทุกข์มากกว่าความสุข ฉันจะได้จบชีวิตนี้ไปสักที ความทุกข์นี้จะได้สิ้นสุดลง หรือว่าความมีอยู่เป้นอยู่ของฉัน คือความทุกข์ที่จะก่อให้เกิดกับคนอื่น ฉันจบชีวิตไปตายไป ความทุกข์ที่เกิดกับคนอื่นจะได้สิ้นสุดไปสักที ความคิดแบบนีี้เรียกว่า “คิดสั้น”

 

…...คิดสั้น ก็คือความคิดว่าจะฆ่าตัวตายนั่นเอง……

 

 

คิดสั้น โปรดฟังทางนี้

 

บุคคลที่มีความคิดจะฆ่าตัวตาย ในลักษณะที่คิดว่าตัวเองมีความทุกข์ จบชีวิตไปแล้ว มันจะได้จบๆไปซะที ความทุกข์นี้ โปรดฟังทางนีี้ เพราะว่าลักษณะความคิดแบบนี้ที่เขาบอกว่า เป้นความคิดสั้นๆคิดแค่นี้เอง คิดแต่ตอนที่เราเห็นๆอยู่ในสถานกราณ์ปัจจุบันนี้เท่านั้นเอง ฟังทางนี้แล้วจะได้รู้ว่า ที่ต่อๆไปที่เรายังไม่เห็นมีอะไรบ้าง

เรากลับมาทีตัวแม่บทคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาเรื่องสุขเรื่องทุกข์นี่แหละ เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ที่จะให้เราสุขหรือทุกข์ บางทีมันมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง คือบางคนก็จะบอกว่าเงินซื้อความสุขได้ ก็จริงอยู่บ้าง แต่เป้นความสุขที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกาย ที่เขาเรียกว่ากามสุข

 

กามสุขจะเป็นความสุขที่มีทุกข์แทรกซึมมาด้วยมาก ตรงนี้จึงเป็นกับดัก ให้เห็นว่า เรามีความสุขประเภทนี้อยู่มากแล้ว บางทีมันกลายเป็นทุกข์ขึ้นมา

 

คนที่มีเงินทองร่ำรวยแต่ชีวิตไม่มีวามสุข ก็เห็นกันอยู่เยอะแยะไป แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่อาจจะไม่ได้มีอะไรมใาก ชีวิตกลับมีความสุขดีสบายใจ

 

ความสุขอะไรที่เขามี ความสุขอะไรที่คนอื่นเขาไม่มี ความทุกข์อะไรที่เขาไม่มี ความทุกข์อะไรที่คนอื่นเขามี ถ้าเราทำความเข้าใจตรงนี้ ก็เรียกว่า “เริ่มคิดยาวแล้ว”

 

พระพุทธเจ้าบอกว่าในโลกมนุษย์ของเรานี้เป็นภพ มนุษย์มีความทุกข์กับความสุขพอๆกัน ถ้าเราเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์นรกที่เป็นภพที่มีการเบียดเบียนกันมาก มีความทุกข์มากกว่าความสุข ในสัตว์นรกมีผัสสะที่ไม่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลามีมากกว่าในสัตว์เดรัจฉาน

 

ลองเปรียบเทียบกันดู คนที่คิดว่า ชีวิตของฉันมีความทุกข์มากๆเลย ทุกข์จนทนไม่ไหวแล้ว ต้องจบๆกันไป ถ้าตายแล้วคุณไปอยู่ในนรก มันทุกข์กว่ากันอีกนะ คือตายแล้วบางทีมันไม่จบ มันไปต่อ ต่อในไหน ในสัตว์เดรัจฉานบ้าง ทุกข์มากกว่าอีก ต่อในสัตว์นรกทุกข์มากกว่าอีก ถ้าตายแล้วมันจบก็ดี แต่ตายแล้วมันไม่จบ

 

หรือเปรียบเทียบความสุขของมนุษย์ในชั้นพระเจ้าจักรพรรดิ์ที่นับว่ามีความสุขมากแล้ว ก็ยังเทียบไม่ได้กับความสุขในสวรรค์ มนุษยืกินแล้วต้องถ่ายต้องทุกข์ สุขบ้างทุกข์บ้างปะปนกันไป อาจจะมากน้อยก็นิดหน่อย นี่คือในโลกมนุษย์ ถ้าเปรียบเทียบกับในสวรรค์ สวรรค์อิ่มทิพย์ อิมด้วยจากอานิสงส์ของบุญ ความทุกข์ของเขาแค่ต้นไม้ออกดอกผิดสี ชั่วชีวิตไม่เจอสงคราม ในชั้นพรหมที่ไม่มีกาม ความสุขยิ่งมากกว่าไปอีก

เราลองมาเปรียบเทียบกับความทุกข์ของเราในชีวิตนี้ ในมนุษย์ที่เราคิดว่าทุกข์มากเหลือเกิน จบชีวิตไป มันจะได้จบ คิดให้ดี จะได้ไปมีความสุขเหรอ ความสุขที่คุณจะได้จากการจบชีวิตไป มันจะไม่ได้เศษเสี่ยวของเทวดา มันจะเหลือความสุขน้อยลง เหลือเท่าที่สัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์นรกนั่นแหละจะได้ แล้วก็จะมีความทุกข์แถมมาด้วยมากมายมหาศาล ชนิดที่ว่า ความทุกข์ในโลกมนุษย์นั้นมันน้อยมาก

 

ประเด็นไม่ใช่แค่ความทุกข์หรือความสุขหรอก เพราะว่าความทุกข์ความสุขมันมีคละเคล้าปะปนกันอยู่แล้วในสังสารวัฏนี้ สุขทุกข์ปะปนกันไปมากน้อยเท่านั้นแหละที่มันไม่เท่ากันในแต่ละภพ

 

 

ความตายไม่ได้แก้ปัญหา

คิดให้ยาวหน่อย อย่าคิดสั้น ความตายยังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ ความตายไม่ได้แก้ปัญหา ถ้าคุณตายจากภพนี้ไปสู่ภพนั้น ก็จะยังเจอสุขเจอทุกข์เหมือนกัน คละเคล้ากัน อาจจะมาในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน

 

ความตายไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องความสุขหรือความทุกข์ หนำซ้ำกลับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ เพราะว่าถ้าเราตาย คนที่เกลียดเรา เขาก็จะมีความสุขขึ้นมาทันที คนที่รักเราก็จะทุกข์ คนเรามีทั้งคนรักและคนเกลียด รูปแบบแสดงความรักของคนไม่เหมือนกัน คนที่รักเราก็มี คนที่เกลียดเราก็มี มากน้อยไม่เท่ากัน เหมือนกันความสุขความทุกข์มันพอๆกัน อาจจะมีสัดส่วนมากน้อยแตกต่างกันไป มีทั้งนั้น

 

ตายไปไม่ได้จะแก้ปัญหา ความตายก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของความสุขอยู่ดี คือมันไม่จบ ถ้าตายแล้วเจ็บแล้วมันจะจบมันจะดี แต่ถ้าตายแล้วเจ็บแล้วมันไม่จบ เรียกว่า ตายฟรี เจ็บฟรี เราจะไปโง่ตายฟรีเจ็บฟรีเหรอ ความคิดแบบนี้มันสั้น คิดสั้น

 

 

คิดยาว ความตายจบ

 

แต่ถ้าเรามีความเข้าใจแล้วว่า ทุกข์สุขมันคละเคล้ากันปะปนกัน มันมี ความตายไม่ได้จะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ด้วยซ้ำ คิดว่าจะไปเจอสุข ความสุขที่จะไปเจอมันก็ไม่ได้ดี มีความเสี่ยง เหมือนกับการเล่นการพนันที่เสียหมดตัว

เล่นพนันนครั้งแรกเสียหมดตัว เหมือนคนตาย ครอบครัวก็เสีย เงินทองเสียหมด ตัวเราเองยังเสียชีวิตอีกด้วย กายของเรานี้เสียด้วย แล้วก็ยังได้สิ่งที่ไม่ดีด้วย มันเหมือนกับการเล่นพนันแล้วหมดตัวจริงๆ ตายแล้วเจ็บแล้วไม่จบ ถ้าจะให้จบ ตายแล้วเจ็บแล้วต้องคิดยาวๆ

 

คิดยาวว่าจะตายอย่างไงจะเจ็บอย่างไงมันจะได้จบ ให้มันพ้นทุกข์นี้ เหนือทุกข์เหนือสุขด้วย สิ่งที่จะทำให้เราจบได้ต้องมาตามทาง

 

อันดับแรก ในห้วงความคิดของคนที่คิดสั้น คิดจะฆ่าตัวตาย มันจะมีห้วงความคิดว่า ฉันอยู่ในทุกข์ๆ ฉันมีความทุกข์มาก ตายจะได้จบๆกัน ความคิดนี้เป็นมิจฉาสังกัปปะ มีความคิดที่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย เป็นความคิดที่มีทุกข์เป็นกำไรมีทุกข์เป็นอานิสงส์ ถ้าคิดแบบนี้ยิ่งทุกข์มาก เป็นความคิดของมาร เป็นเสียงของมาร ที่จะมาตัดล้างความดี

เช่นเรื่องของเหล่าภิกษุที่พิจารณาอสุภะจนขยะแขยงเกลียดชัง จึงไปจ้างตาเถรมาฆ่าตน อันนีไม่มีความแยบคายในการที่จะหลีกออกจากความทุกข์นั้น ก็ต้องออกจากห้วงความคิดนี้ก่อน เรามาตามทาง มันจะได้จบ ทางนี้ต้องมีสัมมาสังกัปปะ คือความคิดความดำริมาในทางที่ดี มาในทางทีถูก ความสุขความทุกข์มันมีเท่ากัน คิดแบบนี้ อย่าไปอยู่ในห้วงความคิดที่ว่าฉันมีแต่ทุกข์ๆ

 

สุขทุกข์มันมี ให้รู้จักแยกแยะวินิจฉัยความทุกข์ แยกแยะวินิจฉัยความสุข ในความสุขก็ต้องแยกแยะว่าเป็นกามสุข สุขที่ไม่ควรเสพ หรือเนกขัมมสุข ความสุขที่เกิดจากการหลีกออก

 

เราอย่าไปตามความสุขทางกาม เพราะว่านั่นมันคือทุกข์ เป้นความทุกข์ที่ห่อหุ้มมาแล้ว เขาเลือบมาให้มัะนหวานๆ แต่ข้างในมันทุกข์มากเน่ามากเหม็นมากสกปรกมาก คิดว่าจะเอาสิ่งนี้มาเป้นความสุข แต่ดันเอาความทุกข์เข้าตัวเองมากเข้าไปอีก รู้จักวินิจฉัยแล้วก็ตั้งตนเอาไว้ในความสุขชนิดที่เกิดจากการหลีกออก ให้ออกจากห้วงความคิดที่เป็นมิจฉาสังกัปปะนั้น

จะออกจากห้วงความคิดนี้ก็ต้องมีกัลยาณมิตรบ้าง หรืออ่านหนังสือหรือดูเรื่องราวที่จะไม่ให้จิตใจไปวนอยู่ในห้วงความคิดนั้น พยายามออกจากห้วงความคิดแบบนี้มา จะทำได้มันต้องมี “สติ” จะเพิ่มกำลังสติขึ้นมาได้ ก็จะต้องมีการทำจริงแน่วแน่จริง ความเพียรจะเกิดได้ด้วยการที่เรามีความมั่นใจ มีศรัทธา ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชายไปชอบผู้หญิง แล้วผู้หญิงไประริกกับชายอื่น เขาจึงทุกข์มาก แต่เมื่อเขาละความยินดีพอใจในสิ่งนั้น จึงไม่ได้ทุกข์เหมือนเดิม แต่ที่เขาตัดได้เขาทำอย่างไง

ความทุกข์มี ลองพิจารณาจี้จ่อลงไป ทุกข์แล้วให้เกิดศรัทธา ให้เกิดความมั่นใจ ศรัทธาคือความมั่นใจว่า ใครสักคนใดคนหนึ่งที่เขาปฏิบัติตามกระบวนการ เขาก็ต้องสำเร็จผลเหมือนกัน เหมือนการฝึกขี่จักรยาน ลงมือทำเลยไม่มีตำรา แต่เชื่อว่าทำได้ เพราะเห็นจากคนก่อนๆ

 

ความมั่นใจนี้ในหมู่สงฆ์ที่เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เขาผ่านมา เราเห็นตัวอย่าง ศรัทธาในสงฆ์ ในหมู่ที่เขาทำได้มาแล้ว เราก็ต้องทำได้บ้าง คนที่เคยคิดฆ่าตัวตายคิดสั้น เขาไม่คิดแล้ว เขาแก้ปัญหานี้แล้ว ทำไมเขาทำได้ ให้เรามีศรัทธาในการกระทำตรงนี้ มีความมั่นใจ เราก็ทำตามกระบวนการของมรรคแปด นั่นคือ ธัมโม เอาแค่นี้พอ “พึ่งตน พึ่งธรรม”

 

 

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ

 

ถ้าเราจะปฏิบัติตามมรรคแปด ให้มันแน่วแน่อยู่ตรงนี้ ต่อให้ชีวิตจะหาไม่ แต่ขอให้มีมรรคแปดอยู่ในใจ การทิ้งชีวิตแบบนี้ยังจะมีคุณค่ากว่า การที่เราจะมาคิดว่ามีแต่ทุกข์ไม่มีสุขแล้วจะจบชีวิต สู้ว่าจบชีวิตแล้ว ให้มันเหนือทุกข์ ให้มันเหนือสุข แล้วพ้นจากความตาย มันยังจะประเสริฐกว่า

พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคลที่ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่แค่วันหนึ่งคืนหนึ่ง แล้วไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว ไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว สิ่งใดที่ยังมาไม่ถึง ก็เป็นอันยังมาไม่ถึง เห็นแจ้งในธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน ทำธรรมะแบบนี้ให้เกิดขึ้น เขาจะเหนือจากมัจจุมาร

การตายของเขาเพื่อจะแลกสิ่งนี้มา คืนเดียววันเดียว ต่อให้มีชีวิตอยู่แบบนี้ ยังประเสริฐกว่าดีกว่า ดีกว่าที่จะจมอยู่นสุขหรือทุกข์แล้วตายไป แต่ถ้าเราเหนือสุขเหนือทุกข์ แล้วใช้ชีวิตของเราแลกให้ได้อยู่ในมรรคแปด พอเราเหนือจากมัจจุมารแล้ว ความตายทำอะไรเราไม่ได้ พระพุทธเจ้าเรียกว่า “บุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ”

 

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ อยู่ไม่ได้ยาวๆ สั้นๆ แต่มีความคิดยาวๆ เราต้องคิดยาวคิดไกล มองกราณ์ไกล คิดยาวๆ ไปตามทางที่มันจะจบได้จริงๆนี้ ทางนี้คือมรรคแปด จุดจบที่จะจบความตายได้ทั้งหมด จบสุขทั้งหมด จบทุกข์ทั้งหมด นั่นคือ “นิพพาน”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง