ธรรมาภิสมัย

HIGHLIGHTS:

  • การดำเนินตามมรรคแปดจะทำให้ถึงธรรมาภิสมัย สมัยแห่งการบรรลุธรรม
  • เมื่อสมาธิมีความมั่นคงให้น้อมมาพิจารณาความไม่เที่ยงในธาตุขันธ์ุ หัดปล่อยวางไปเรื่อยๆ ละความยึดถือไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดแห่งธรรมได้

บทคัดย่อ

 

“นรชนผู้ใด มีจิตร่าเริงแล้ว มีใจเบิกบานแล้ว บำเพ็ญธรรมเป็นกุศล เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุความสิ้นสังโยชน์ทุกอย่างได้โดยลำดับ”

 

กัญจนขันธชาดก ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษม

อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค

 

“ถ้าใครดำเนินชีวิตไปตามมรรคแปดทั้งหมดแล้ว ก็เรียกว่าธรรมาภิสมัย ภิสมัยแห่งการตรัสรู้ธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่เรา เกิดขึ้นแก่เรานั่นแหละ มีความสุขความบริสุทธิ์มีความสงบเยือกเย็นมีความสบายใจ สามารถปฏิบัติให้หลุดพ้นได้ หนีจากกองทุกข์ได้”

 

เราปฏิบัติมา ถ้าทำจิตให้สงบได้ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว ทำจิตให้สงบแล้วยังมีต่อขึ้นไปอีก ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไปอีก จนมีมรรคมีผล จึงมีการตรัสรู้ธรรมาภิสมัย คือสมัยแห่งการบรรลุธรรม เราจะบรรลุธรรมได้ เราต้องทำใจให้สงบได้ ถ้าใจยังไม่สงบไม่มีทางที่จะบรรลุได้ ก็ไปตามกระแสของโลก ไปตามเรื่องตามราว ดีบ้างไม่ดีบ้าง จิตใจของเราก็ไม่นิ่ง ไม่สงบพอเพียงที่จะทำมรรคทำผลให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องพยายามให้จิตของเราอยู่กับพุทโธ ให้จิตของเราอยู่กับพุทโธ มันสงบ มันมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว มันมีใจบริสุทธิ์ ถ้าใจเราบริสุทธิ์แล้ว จะมีพิจารณาอะไรก็เห็นแจ้งเห็นจริงไปหมด มันเห็นจริงในอาการ 32 นี่ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันเห็นชัดลงไป ว่าเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็สลายไป อายุ 40 50 เริ่มร่วงโรยไปแล้ว ถ้า 70 80 ก็เรียกว่า ใกล้แล้ว ใกล้อะไร ใกล้ความตาย มันใกล้ความตายเข้ามาแล้ว เราต้องพยายามปฏิบัติให้มันได้ ให้จิตเราสามารถบรรลุมรรคผลได้

ถ้าเราพิจารณาร่างกายของเราให้เห็นชัดตามความเป็นจริง เราก็จะวางความยึดมั่นถือมั่นได้ วางอารมณ์ วางความรู้สึก ให้เป็นหนึ่งเดียว เห็นกายนี้เป็นที่เกิดของทุกข์ ทุกข์กายทุกข์ใจ มันทุกข์ มันเป็นกังวล มันเป็นสิ่งที่กั้นความบรรลุมรรคผลของเรา ให้พยายามทำให้จิตของเรามีอารมณ์เป็นหนึ่งให้ได้ ถ้ามีอารมณ์เป็นหนึ่งแล้วก็พิจารณา พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง

เห็นอะไร เห็นกายเรานี้แหละ กายของเรานี่เป็นผู้เห็นชัดจริงๆ ในการที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์ จิตของเรามันยังไม่บริสุทธิ์เพราะมันไม่มีอรรถไม่มีธรรมอยู่ภายใน ถ้ามีธรรมะอยู่ภายในใจ จิตจะต้องบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จิตของเราต้องบริสุทธิ์ จิตของเราต้องเป็นสมาธิ ถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง ถึงจะปล่อยวางได้ ปล่อยวางตัวตนของเราได้ เราจะเห็นชัดว่าตัวของเรานี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะเห็นได้ชัดขึ้นไปเรื่อยๆ ว่าตัวเรานี้ไม่เที่ยงอย่างไง มันมีเกิดมีแก่ มีเจ็บมีตาย มันไม่เที่ยงทั้งนั้น ถ้ามันเที่ยงมันคงไม่แก่ เป็นเด็กก็เป็นเด็กอยู่นั่น

เป็นการละอยู่ในตัวเรา ก็เป็นปัญจสาขา ปัญจสาขาก็คือ ศรีษะหนึ่ง แขนสอง ขาสอง เห็นชัดลงไป เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคลอดจากครรภ์มารดา เมื่อคลอดจากครรภูมารดาแล้ว พ่อแม่มีบุญคุณ เลี้ยงเรามา เราก็จะเห็นว่า กายนี้เจริญวัยขึ้นเรื่อยๆ พอมาถึงความแก่มาถึงความเจ็บ มาถึงความตาย และเมื่อเห็นความตายแล้วก็จะเห็นความสิ้นสุดของวัฏฏะสงสาร ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็คือมีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายนี่ล่ะ มีแก่มีเจ็บมีตาย ทุกคนจะต้องเป็นอย่างนั้นหมด ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม เป็นพระ เป็นเณร เป็นญาติโยมชายหญิง ทุกคนนั่นแหล่ะจะต้องไปจากโลกนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จากโลกไปจากวัฏฏะสงสารอันนี้ ก็เวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีกหลายกัปหลายกัลป์ กว่าจะได้พ้นจากทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราเกิดชาตินี้แล้วพ้นทุกข์

 

แต่ถ้าปฏิบัติธรรมเราก็สามารถพ้นทุกข์ได้เหมือนกัน พ้นทุกข์ได้ ถ้าจิตเราบรรลุมรรคผลเราก็พ้นทุกข์ได้ ทุกข์ที่มีอยู่ในใจก็หมดไป มีความสุขความสงบ ความเยือกเย็นอยู่ภายในใจ ใจเราสงบเราก็รู้ว่ามีความสงบ

 

อย่างเรากำหนดพุทโธไว้นี่ จิตเราก็มีความสงบ เมื่อจิตสงบแล้วเอาไปใช้ ใช้พิจารณา พอพิจารณาก็เห็นแจ้งชัดตามคำของพระพุทธเจ้า ว่าคนเรามีความเกิดมีความแก่มีความเจ็บมีความตายทุกคน กรรมดีกรรมชั่วเราก็ทำเอาไว้ เราทำความดีความชั่วไว้ ตายไปก็ไปตามพรรคนี้นั้นแหละ

มีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายเหมือนกันทุกคน แต่เราปฏิบัติธรรมอย่างนี้เราหนีกองทุกข์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าได้เป็นพระอริยบุคคล อย่างได้เป็นพระโสดาบัน เราก็ไม่เกิดในภพภูมิอันต่ำ เกิดไปสวรรค์มาในมนุษย์ เราทำกรรมอันใดไว้ เราก็ได้รับผลของกรรมนั้น ถ้าไปปฏิบัติธรรมแล้วเราก็บรรลุมรรคผลได้ ถ้าบรรลุมรรคผลแล้ว ใจเราก็มีสุข

ถ้าได้ละเอียดถึงพระอรหันต์ก็ยังปล่อยวางได้มาก ปล่อยวางได้หมด มันถึงที่สุดของธรรมแล้ว โยมผู้หญิงก็ปฏิบัติก็ได้เหมือนกัน โยมผู้ชายก็ปฏิบัติก็ได้เหมือนกัน พระเณรปฏิบัติก็ถึงได้เหมือนกันบรรลุได้เหมือนกัน ถ้ามีครูบาอาจารย์เทศนาสั่งสอนอบรมอยู่เรื่อยๆ จิตนั้นก็จะวางไปเรื่อยๆ ปล่อยวางไปเรื่อยๆ ละความยึดความถือในขันธ์ธาตุอันนี้ในอายตนะอันนี้ เห็นชัดตามความเป็นจริง จิตนี้ไม่เข้าไปยึดว่ากายนี้เป็นของเราๆ ไม่ยึดถือ วางความยึดความถือของเราได้ ใจเราก็สงบ ใจเราก็สบาย ลองหัดวางดู ฟังเทศน์ไปนี่แหละ หัดวางดู หัดพิจารณาความไม่เที่ยงแล้วหนอเกิดขึ้นแล้วกับเรา ความทุกข์เกิดขึ้นแล้วหนอแก่เรา ความตายเกิดขึ้นแล้วหนอเรา เราเห็นความตายตั้งแต่เรายังไม่ตาย คือการปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ถือ ไม่สำคัญมั่นหมาย แล้วก็วางได้ ถ้าเห็นชัดก็วางได้ชัดได้ละเอียดขึ้น

พอเราวางขันธ์นี้ได้ ธรรมะก็เกิด ธรรมะเกิดเราก็วางขันธ์ที่ละเอียด เห็นโทษของการที่จะเกิดแก่เจ็บตายในวัฏฏะสงสารนี้ที่นานแสนนาน กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา กว่าพระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้อีกก็นาน ให้ตั้งใจปฏิบัติให้มันดี เมื่อตั้งใจปฏิบัติแล้ว ย่อมสามารถปล่อยวางได้ สามารถปล่อยวาง วางความยึดความถือได้

 

อันนี้สอน สอนเข้ามาตรงที่จิตเลย ไม่สอนแต่กายอย่างเดียว สอนเข้าไปถึงจิต จิตเป็นผู้ปล่อยวาง วางความยึดความถือนั่นแหละ จิตเป็นผู้ปล่อยวาง เห็นชัด เบื่อหน่าย คลายความยินดี ของการเวียนว่ายคือตายเกิดมันไม่รู้จักจบจักสิ้น เกิดดีก็มี เกิดชั่วก็มี เกิดต่ำก็มี เกิดสูงก็มี เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม หรือเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นเปรตอสูรกาย มันมีทั้งสูงทั้งต่ำ

 

ถ้าเราปฏิบัติธรรมให้ได้บรรลุมรรคผล มันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารนี้แค่ 7 ชาติเท่านั้นเอง แต่ชาติที่เราเกิดนี้ไม่ตกต่ำแล้วนะไปสวรรค์กับมนุษย์เท่านั้น แต่ถ้าได้สูงมากกว่านั้นก็ยิ่งละเอียดมากขึ้นไปอีก อย่างสกทาคามีเกิดอีกชาติเดียว เกิดเป็นมนุษย์เพียงชาติเดียว ถ้าได้เป็นอนาคามี ไม่ต้องเกิดในภูมิอันต่ำ คือไปในสุทธาวาสพรหมโลก เป็นที่อยู่ของพระอริยะบุคคล คือไม่ต้องมาเกิด อยู่ในสุทธาวาสพรหมโลกแล้วก็หมดอายุ หมดอายุของพรหมสุทธาวาสก็เข้าปรินิพพานไปเลย

พระพุทธศาสนาสอนไว้เพื่อมุ่งว่าเอามรรคผลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปเป็นพระอรหันต์ ใครเป็นผู้รู้ใครเป็นผู้เห็น ก็ใจเรานี่แหละเป็นผู้รู้ผู้เห็น เห็นอยู่เข้าใจอยู่ว่าเราได้ทำมรรคได้ถึงระดับไหน ใจเราจะรู้ นั่นแหละ ถ้าใจเรารู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมา นั่นแหละ คือธรรมาภิสมัย ละความยึดความถือได้ทั้งหมด เข้าพระนิพพานไปเลย แต่มันต้องอยู่ที่เราต้องตั้งใจปฏิบัตินะ ไม่ใช่มาปฏิบัติที่นี่แล้ว พอแล้ว อันนี้เพียงเริ่มต้น มันยังไม่ถึงขั้นสูงขั้นอะไรจะให้มันดี ต้องหาโอกาสทำ ถ้าได้ปฏิบัติธรรมอยู่เรื่อยๆ มีสติเห็นใจของเราอยู่เรื่อยๆ ใจสงบไม่สงบเราก็รู้ก็เห็นใจของเรา ใจสงบเราก็รู้ว่าใจสงบ ใจวุ่นวายเราก็รู้ว่าใจวุ่นวาย เราก็หัดปล่อยวาง หัดปล่อยวางราคะ หัดปล่อยวางโทสะ หัดปล่อยวางโมหะ หัดปล่อยวาง

ถ้าเราปล่อยวางได้ ใจเราก็เข้าถึงธรรมได้ วางได้มากก็ถึงมาก วางได้น้อยก็ถึงน้อย มันขึ้นอยู่ที่เรา เราทำต่อไป มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เอามรรคเอาผลเอาพระนิพพานให้มันเกิดขึ้นในใจเรา ถ้าเราทำเป็นแล้วเราก็ไม่ตกต่ำ ถ้าทำไม่เป็นก็ตกต่ำ ให้พยายามปฏิบัติ อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจในการปฏิบัติ ให้ตั้งใจว่าเราสร้างความดีเพื่อตัวเราเอง ไม่ได้สร้างความดีเพื่อคนอื่น เราทำประโยชน์ของเรา เราทำความดีของเราเอง ถ้าเราชักชวนคนรอบข้างได้ก็ยิ่งดี เข้ามาปฏิบัติแล้วก็จะเห็นความสุขความสงบเกิดขึ้น เรียกว่าบรรลุมรรคผล ไม่มีใครที่จะมาทำลายทำร้ายนั่นของเราได้อีก

ใจเราบริสุทธิ์ ใจเราสบายแล้ว แต่ถ้ายังไม่บรรลุมรรคผลมันไม่สบายหรอก เดี๋ยวก็เรื่องโน้นเดี๋ยวก็เรื่องนี้ ปัญหาร้อยแปดพันเก้า ไม่รู้จะทำอย่างไงแก้ไขก็ไม่ได้ แต่ถ้าบรรลุมรรคผลแล้วมันแก้ไขได้ ครอบครัวตกอยู่ในความสงบ ทุกคนภาวนาเป็นหมด อย่างนี้เรียกว่าได้ประโยชน์แล้ว ยืนอยู่ก็ได้ประโยชน์ นั่งอยู่ก็ได้ประโยชน์ นอนอยู่ก็ได้ประโยชน์ ตายไปแล้วก็ยังถือเอาประโยชน์ไปด้วย ถือเอาทาน ถือเอาศีล ถือเอาภาวนาไปด้วย เรียกว่าเราถึงความสุขความสบายความเจริญรุ่งเรือง เราได้ธรรมะไปแล้ว มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจของเรานั่นแหละ ใจของเรามันเกิดความเบื่อหน่ายต่อความทุกข์ เกิดความเบื่อหน่ายเพราะเห็นชัดด้วยจิตของเราเอง มันก็วางได้

 

ให้เราเดินตามมรรคแปด เอามรรคแปดเป็นเครื่องพิจารณา ให้อยู่กับมรรคแปด ใครอยู่กับมรรคแปดดี จะเห็นว่าจิตของเราสบายขึ้น เพราะเราดำเนินตามมรรคแปด ก็จะเห็นความสุขความเจริญในใจ เห็นการบรรลุธรรม เห็นการตรัสรู้ธรรม ว่าเราได้ขั้นนี้ๆ ถึงแม้ครูบาอาจารย์ไม่บอกเราก็รู้ มรรคแปดในสัมมาสมาธิเนี่ยเราทำได้มั้ย ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราทำได้มั้ย ถ้าทำได้ก็มีสมาธิเกิดขึ้น สมาธิมีกำลัง สมาธิมั่นคง สมาธิดีแล้ว

 

เมื่อสมาธิเรามีกำลังมั่นคง เราก็เอาไปพิจารณาเลย พิจารณาส่วนต่างๆ ของร่างกาย มันแก่ มันเจ็บ มันตาย มันเป็นอย่างไง เพราะเรารู้เห็นความเกิดเป็นอย่างนี้ ความแก่เป็นอย่างนี้ ความเจ็บเป็นอย่างนี้ ความตายเป็นอย่างนี้ ความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างนี้ ความผิดหวังอย่างนี้ เราจะเห็นชัด รู้แจ้งเห็นจริง เกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดี ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในที่สุดก็ละ ละได้ ฟังธรรมอยู่ยังละไม่ได้ ประสบปัญหาแล้วละได้ นั่นดีที่สุดแล้ว ทำเป็นแล้วนั่น

ถ้าเราละได้ เขาด่าเราเราก็ฟังได้ จิตใจเราก็สงบไม่ด่าเขา อย่างนี้ อันนี้ก็ใจเข้าถึงธรรมแล้ว มีธรรมในใจแล้ว ไม่มีราคะความยินดี ไม่มีโทสะความคิดประทุษร้าย ไม่มีโมหะคือความหลงผิด ถ้าเรามีการละราคะโทสะโมหะได้ นั่นแหละเราเข้าถึงธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว เราพ้นทุกข์แล้ว เขาด่าก็ไม่โกรธ เขาว่าก็ไม่โกรธ เขาเบียดเบียนอย่างไงเราก็ไม่โกรธ ใจเราสบายแล้ว มีมรรคมีผลในใจแล้ว

ความรักก็ดี ความชังก็ดี ความโลภความหลงก็ดี มันไม่มีอยู่ในใจเรา ใจเราสบายอยู่ นั่งอยู่ก็สบาย นอนอยู่ก็สบาย หลับไปตื่นขึ้นมาก็สบาย เพราะอะไร เพราะจิตเราเข้าถึงธรรมแล้ว ใจเราสบาย ใจเราเป็นสุข ใจเรามีอารมณ์เป็นหนึ่ง มันไม่โกรธ มันไม่โลภ มันไม่หลง ไม่โกรธไม่โลภไม่หลง เกิดขึ้นที่ไหนเกิดขึ้นที่ใจของเรา แก้ไขที่ใจของเรานั่นแหละ

ให้สังเกตุดูใจของเรา ว่ามันวางได้ขนาดไหน มันวางได้มั้ย ถ้าวางได้ก็ประเสริฐเลย วางได้ประเสริฐ เพียงแค่วางขันธ์ 5 ได้เนี่ยประเสริฐอยู่แล้ว จะวางกิเลสทั้งหลายได้หมด ไม่มีกิเลสในใจ อันนี้ก็ว่าเราเข้าถึงความจริงในพระพุทธศาสนา หรือว่าตรัสรู้ความจริงในอริยมรรคมีองค์แปด เราบรรลุตามนั้น ให้ทำทุกวันทุกวัน ไม่ได้วันละชั่วโมงก็ให้ได้วันละสามสิบนาที ทำทุกวัน ถ้าร้อยวันเราจะได้กี่ชั่วโมง ให้ทำเอา

ถ้ามีความสงสัย ยังไม่แจ่มแจ้งก็ถามครูบาอาจารย์ว่าทำอย่างนี้ถูกมั้ย ทำอย่างนี้ถูกมั้ย ครูบาอาจารย์ก็เปิดโอกาสให้ ตอบคำถามให้ ว่าเราทำมามันถูกหรือไม่ ถ้ามันถูกมันก็สบาย ถ้าไม่ถูกมันก็ไม่สบาย มันก็ขัดเคืองอยู่อย่างนั้นล่ะ ขัดข้องอยู่อย่างนั้นล่ะ หนีจากความทุกข์ยังไม่ได้ แต่ถ้าใจเราสบาย ไม่ต้องถามก็ได้ เรารู้แล้วว่าใจเราสบาย นั่นแหละเรียกว่าเข้าถึงอรรถเข้าถึงธรรม ซึ่งมรรคผลนิพพาน ถึงความดีอันสูงสุด ไม่จำกัดเอาไว้เฉพาะพระสฆ์ ทุกคนผู้มีศรัทธาปฏิบัติในธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องถามใครก็ได้ ถามใจตัวเอง ว่าใจเราตั้งเที่ยงตั้งมั่นหรือไม่ ใจเราเห็นชัดพิจารณาเห็นตามความจริงหรือไม่

ให้คอยดู สังเกตุดูใจของเรานี่แหละ ใจเราสบายมั้ย ใจเราเห็นจริงตามพระพุทธเจ้ามั้ย นี่เราพิจารณาดูอย่างนี้ ถ้าเราเห็นจริง เราก็สบาย ถ้าเราไม่เห็นจริง ใจเราก็ไม่สบาย มันก็วุ่นวี่วุ่นวายสับสนปนเปไปหมด ขอให้ตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ อย่าท้อถอย วันนี้เราก็ได้ปฏิบัติ พรุ่งนี้เราก็ได้ปฏิบัติ ก็บรรลุธรรมะแล้วเราก็สบายใจแล้วป่ะนี่ เห็นชัดแล้ว ไม่ยึดไม่ถือแล้ว ใจสบายมีสุขหลายมีสุขมาก อันนี้สำคัญ การที่ได้มาปฏิบัตินี่มันโชคดี ขอให้ตั้งใจปฏิบัติ อย่าได้ท้อถอย พยายามแล้วพยายามอีก รู้แล้วรู้อีก บรรลุแล้วบรรลุอีก จนถึงที่สุดโน่น เราหมดความทุกข์ความกังวลใจในโลกนี้เลย เราไม่ยึดไม่ถือในอะไรทั้งสิ้น เราปล่อยวางได้ เราละได้ เราถ่ายถอนความทุกข์ความกังวลออกจากใจเราได้ นั่นแหละเราเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ถ้าเรามีรัตนไตรสามนี้แล้ว เราต้องพ้นทุกข์ได้แน่นอน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็สบาย ไม่มีทุกข์อะไรในใจของเราเลย

 

โลกนี้มีสุขอยู่วุ่นวายอยู่ แต่ว่าใจเราไม่วุ่นวาย ใจเราไม่ทุกข์ ใจเราไม่กังวล ว่าเราไม่ห่วงไม่อะไร สามารถละได้ถ่ายถอนได้ หนีจากอารมณ์ที่เป็นความชั่วร้ายออกไปได้ กำจัดออกไปได้ ใจเราก็จะเห็นสุขอันบริสุทธิ์ นี่เป็นการปฏิบัติไปเพื่อความพ้นทุกข์ คือเดินตามมรรคแปด ถ้าใครดำเนินชีวิตไปตามมรรคแปดทั้งหมดแล้ว ก็เรียกว่าธรรมาภิสมัย ภิสมัยแห่งการตรัสรู้ธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่เรา เกิดขึ้นแก่เรานั่นแหละ มีความสุขความบริสุทธิ์มีความสงบเยือกเย็นมีความสบายใจ สามารถปฏิบัติให้หลุดพ้นได้ หนีจากกองทุกข์ได้

 

ขอให้ตั้งใจปฏิบัติเข้าไปเรื่อยๆ อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจ เอ้าเอาเท่านี้แหละนะ

พระสูตร / ถอดเทป / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........

======หัวข้อ Bullet =============

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....

======หัวข้อ Bullet แบบตัวเลข=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

========================================
======Scrollbar=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

=========== อ้างอิง pdma url ===================

< style="overflow: hidden;" title="ตอบคำถาม-ทำไมอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะ ในภายในอยู่" "https://haisok.co/1601a0713we/" "98%" height="1500" "0" margin"0" marginheight="0" scrolling="no" align="middle">

==============end============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน..............................