วินิจฉัยความสุข

HIGHLIGHTS:

  • โทษของกาม
  • วิธีการ “วินิจฉัยความสุข”
  • ความหมายและรายละเอียดของ “อบายมุข”

บทคัดย่อ

ความรักไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบใด เช่นความรักในครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งคู่รัก ควรจะมีเรื่องของความเมตตาให้แก่กันและไม่เจือด้วยเรื่องของกามเป็นพื้นฐาน ก็ถือว่าความรักนั้นเป็นสิ่งดีแน่นอน ในทางตรงกันข้ามกันหากความรักนั้นเจือด้วยเรื่องกาม ก็จะทำให้เกิดการเบียดเบียนกันและถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีอีกด้วย

ในส่วนของกามนั้นหากผ่านเข้ามายังอายตนะช่องทางต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วทำให้เกิดความลุ่มหลง กำหนัด ยินดี พอใจ เพลิดเพลิน ก็ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีเช่นเดียวกันเพราะ

  • นำมาซึ่งโทษต่างๆ เช่นการผิดศีล นำไปสู่อบายมุขรูปแบบต่างๆ
  • กามจากความบันเทิงทำให้เกิดความสุขทางตา ทางหู แต่จะมีน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทุกข์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การอิจฉาริษยา การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า ให้รู้จักวินิจฉัยหรือรู้จักแยะแยะให้เห็นว่าความสุขแบบใดดี ความสุขแบบใดที่ไม่ดี (ความสุขที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น และกายทุกรูปแบบ) สามารถพิจารณาโดยแยบคาย กล่าวคือ

  • ต้องรู้จักหลีกออกจากกาม ให้กลัวหรือละอายต่อบาป (โอตตัปปะ) ขยะแขยง หรือรับไม่ได้กับความสุขที่เกิดจากกาม
  • ให้รู้จักพอใจ ยินดีในความสุขที่เกิดจากความสงัดเงียบ ความสงบระงับ ความรู้ยิ่งรู้พร้อม

โดยเฉพาะวัยรุ่นยุคปัจจุบันที่อาจจะหลงตามไปกับกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆและเต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะมากมาย เราจึงควรจะต้องค่อยๆอบรม ปลูกฝังให้วัยรุ่นทั้งหลายมีความศรัทธา ความเพียร และความขยันขันแข็ง เพราะหากเราพิจารณาให้ดีจะสามารถเห็นว่ากระแสสังคมในวงการบันเทิงนั้นมีความไม่เที่ยงมากๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งหากเรานำความทุกข์นี้มาพิจารณาให้เห็นธรรมจะเป็นการดีอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆเราจะเห็นว่าแนวโน้ม (Trend) ของผู้ที่สนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า กิจกรรมทางศาสนา หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติธรรมในโอกาสต่างๆ จะมีอายุน้อยลงกว่าสมัยก่อนมากซึ่งมีทั้งเพศชายและเพศหญิงด้วย

อ้างอิงจาก “ตาลปุตตสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่เกี่ยวกับนักเต้นรำที่มีความสามารถมากชื่อ นายตาลบุตร ได้ทูลถามกับพระพุทธเจ้าถึงสี่ครั้งว่า ผู้ที่สร้างความบันเทิงให้เกิดกับผู้อื่นเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปสวรรค์ใช่หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ผู้ที่ทำให้คนที่ยังไม่ปราศจากราคะให้มีราคะเพิ่มขึ้น ผู้ที่ทำให้คนที่ยังไม่ปราศจากโทสะให้มีโทสะเพิ่มขึ้น ผู้ที่ทำให้คนที่ยังไม่ปราศจากโมหะให้มีโมหะเพิ่มขึ้น จากการเล่น กิน ดื่ม เที่ยว ไม่สามารถจะหาบุญได้ เพราะตนเองยังมัวเมาประมาทอยู่และยังชักชวนให้ผู้อื่นมัวเมาประมาทในกิเลสเช่นกัน เมื่อตายแล้วจะไปเกิดในนรกชื่อ “ปหาสะ” ดังนั้นนายตาลบุตรจึงตัดสินใจเลิกทำอาชีพนี้และออกบวช ตั้งใจปฏิบัติด้วยความเพียร ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท มีจิตใจที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยว และสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

เราควรจะใช้พุทโธ ธัมโม และสังโฆเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกถึง มากกว่าการยึดติดหรือยึดถือ (อุปาทาน) เพื่อป้องกันไม่ให้เราถูกกระแสของราคะ โทสะ โมหะพัดเราไปในทางต่ำหรือทางเสื่อมได้ นั่นก็คืออบายมุข หรือ ที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  1. การดื่มน้ำเมา คือ สุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
    • ก่อการทะเลาะวิวาท
    • เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
    • เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
    • เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
    • เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา
  2. การเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว
    • ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา บุตรภรรยา
    • ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
    • เป็นที่ระแวงของคนอื่น
    • คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น
    • อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม
  3. การเที่ยวดูมหรสพ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • รำที่ไหน ไปที่นั่น
    • ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
    • ประโคมที่ไหนไปที่นั่น
    • เสภาที่ไหนไปที่นั่น
    • เพลงที่ไหนไปที่นั่น
    • เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น
  4. การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • ผู้ชนะย่อมก่อเวร
    • ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
    • ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
    • ถ้อยคำของคนเล่นการพนันซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
    • ถูกมิตร อมาตย์หมิ่นประมาท
    • ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายนักเลงเล่นการพนัน ไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยาได้
  5. การคบคนชั่วเป็นมิตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • นำให้เป็นนักเลงการพนัน
    • นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
    • นำให้เป็นนักเลงเหล้า
    • นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
    • นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
    • นำให้เป็นคนหัวไม้
  6. ความเกียจคร้าน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ ดังนี้
    • มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน

พระพุทธเจ้าทรงเคยเปรียบเทียบไว้ว่า บุคคลใดกระทำชั่วแล้วยังชักชวนให้ผู้อื่นกระทำชั่วด้วย ถือว่าเป็นคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว “เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ” แต่ถึงแม้ว่าเราไม่กระทำชั่วแต่ยังชักชวนให้ผู้อื่นกระทำชั่ว ถือว่าเป็นคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่วเช่นกัน หลายๆคนดำเนินชีวิตในปัจจุบันขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยยกเหตุแห่งความจำเป็นของความเป็นอยู่ ภาระหน้าที่ และค่าใช้จ่ายต่างๆ นั่นเป็นเพราะถูกกามบีบคั้น ขายวิญญาณตนเองให้มาร ไม่สามารถตั้งตนอยู่ในพุทโธ ธัมโม และสังโฆ กลายเป็นคนบอกยาก ว่ายากไปได้ (เก้อ-ยาก) ดังนั้นเราควรจะฝึกปฏิบัติตนให้เป็นคนมีความอดทน จิตใจหนักแน่น และมีความศรัทธาในพุทโธ ธัมโม และสังโฆ เพื่อให้กำลังใจต่อสู้กับกระแสของกิเลสได้ ทวนกระแสอบายมุขและปิดประตูอบายได้หมด สามารถกลับมาสู่ทางที่ดี เปิดประตูสู่นิพพานอันเป็นอมตะได้ในที่สุด

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "ตาลปุตตสูตร" เล่มที่ 18 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 10 สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค