ใส่บาตรให้ได้บุญ

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “อาสวะ”
  • ตั้งอธิษฐานจิตจะใส่บาตรทุกวัน แต่ทำได้แค่ 6 วัน ถือเป็นการมุสาวาท (มุสาวาทา) หรือไม่
  • ความหมายของคำว่า “ใส่บาตรอย่าเลือกพระ”
  • เป็นรองช้ำที่เท้าและที่ตลาดเปียกแฉะ เละ สกปรก จึงใส่รองเท้าตอนใส่บาตร ทำอย่างนี้ผิดหรือไม่

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

"อาสวะ" หมายถึง ส่ิงที่ไหลออกมาเวลาที่มีการหมัก การดอง เช่น สุราหรือเมรัยที่เกิดจากการนำข้าวไปหมัก เป็นต้น ซึ่งในศัพท์ทางศาสนาใช้คำว่า อาสวะกิเลส อาสวะเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดอวิชชา

พระสารีบุตรใช้ในบริบทที่หมายถึง เวลาที่มีการทับถมกัน เกิดปฏิกิริยาขึ้นของผัสสะ “ผัสสะคือการกระทบ” มีตามีรูป กระทบกัน เกิดการรับรู้ทางตาเกิดขึ้น เรียกว่า จักษุวิญญาณ สามอย่างรวมกันเรียกว่า ผัสสะ ซึ่งการกระทบกันตรงนี้แหละ มันจะมีอะไรที่ไหลออกมา ส่ิงที่ไหลออกมาในหลายๆ อย่างเวลาที่มันกระทบกัน ทับถมแล้ว คือ กิเลส เพราะฉะนั้น อาสวะ คือ กิเลส นั่นแหละ

โดยมากอาสวะจะใช้ในความหมายเกี่ยวกับเรื่องของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ดังนั้น กิเลสอาสวะที่เป็นผลกระทบของผัสสะ จึงเป็นเหตุ ที่ทำให้ 'สัตว์' ต้องไปต่อ ไปเป็นสัตว์นรกบ้าง อาสวะที่ทำให้ 'สัตว์' ไปเกิดเป็นเปรต อาสวะที่ทำให้ 'สัตว์' ไปเกิดเป็นมนุษย์ อาสวะที่ทำให้ผู้ข้องไปเกิดเป็นเทวดา คนธรรพ์ พรหม มีทั้งนั้น

อาสวะเป็นเหตุของอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ "จริงๆ มันเป็นแค่กระแสที่ต่อเนื่องกันเฉยๆ มีเหตุปัจจัยมา มันปกปิดเอาไว้ เหมือนลักษณะของพยับแดด" อวิชชาที่เป็นผลมาจากอาสวะ จึงทำให้เรามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป

 

อาสวะมี 3 ลักษณะที่จะทำให้สัตว์หรือผู้ข้องไปเกิดในที่ต่างๆ กัน ถูกรัดรึงด้วยส่ิงเหล่านี้ คือ

  1. อาสวะคือกาม (กามาสวะ) คือ ความสุข ความพอใจ ความกำหนัดที่เกิดจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
  2. อาสวะคือภพ (ภวาสวะ) คือ ของหมักดองที่ไหลออกมาจากผัสสะที่มากระทบกัน แล้วทำให้เกิดความเป็นสภาวะ เป็นภพ
  3. อาสวะคืออวิชชา (อวิชชาสวะ) คือ ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ความไม่แจ่มแจ้ง

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณแม่เอ็ง (haisok.co)

คำถาม : คำว่า ‘อา-สะ-ว’ ที่ท่านอาจารย์พูดบ่อยๆ แปลว่าอะไร

คำตอบ : ตอบในช่วงเข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี

 

คำถาม : เนื่องจากต้องดูแลแม่ป่วยที่ตอนนี้ช่วยตัวเองแทบไม่ได้ และเคยตั้งอธิษฐานจิตจะใส่บาตรทุกวัน แต่ด้วยภาระกิจที่ต้องดูแลแม่ จึงทำให้ใส่บาตรได้แค่ 6 วัน ถือเป็นการมุสาวาท (มุสาวาทา) หรือไม่

คำตอบ : ‘มุสาวาท (มุสาวาทา)’ หมายถึง รู้แล้วบอกว่า ไม่รู้ เห็นบอกไม่ได้ ได้ยินบอกไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินบอกได้ยิน แต่การที่ไม่ได้พูด ยังไม่ได้ถือเป็นมุสาวาท หรือการตั้งจิตอธิษฐานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำไม่ได้ เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป อันนี้ไม่ถือเป็นมุสาวาท

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง บุคคลที่หาได้ยากในโลกมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. บุคคลที่มีอุปการะผู้อื่นก่อน จึงเรียกว่า บุพการี
  2. ผู้ที่กระทำตอบ รู้คุณจึงทำตอบ นั่นคือ กัตตเวที

 

ในตระกูลใดที่มีบุคคลที่ควรได้รับการบูชา เรียกว่า แบบนี้เรียกว่า มีทักขิไณยบุคคล (ทักขิเณยยบุคคล) มีปูชนียบุคคล มีอัญชลีกรณีโยบุคคล อยู่ในบ้านเรา เป็นสิ่งที่เป็นมงคลเกิดขึ้นในเรือน

คุณสมบัติของผู้ที่ดูแลพยาบาลผู้ที่เจ็บไข้ควรประกอบด้วยองค์ 5 อย่าง คือ

  1. สามารถจัดยาได้
  2. ต้องรู้จักของแสลงและไม่แสลง เอาของที่แสลงออกไป นำของที่ไม่แสลงเข้ามา ทั้งในเรื่องของอาหาร กลิ่นและสภาพแวดล้อม
  3. การดูแลด้วยจิตที่เมตตา ไม่ใช่จิตที่หวังต่ออามิส มรดก เงินค่าจ้าง หรือทำด้วยอารมณ์โกรธ ทำไปตีไป แต่ทำด้วยจิตเมตตา
  4. ต้องไม่รังเกียจในการนำอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย ของโสโครก ของคัดหลั่งของคนไข้ไปทิ้ง
  5. ต้องสามารถพูดให้กำลังใจได้ มีคำกล่าวที่ฟังแล้ว ทำให้เกิดความอาจหาญร่าเริง ปลอบประโลมใจ มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปได้

 

คำถาม : คำว่า “ใส่บาตรอย่าเลือกพระ” แต่เคยใส่บาตรกับพระที่ท่านกำลังยืนคุยอยู่กับแม่ค้าที่ขายอาหารใส่บาตรที่ตลาด เมื่อใส่บาตรท่านเสร็จ ท่านสวดให้พรแบบงุบงิบ งึมงำอย่างรวดเร็วมาก แล้วท่านหันไปคุยกับแม่ค้าต่อ ตัวเองไม่ได้โกรธท่าน แต่เกรงว่าจะไปรบกวนการสนทนาของท่าน ภายหลังจึงเลี่ยง แล้วใส่บาตรกับพระรูปอื่นแทน การทำอย่างนี้ผิดหรือไม่

คำตอบ : การทำบุญด้วยการให้ทาน ต้องมีผู้รับ ซึ่งผู้รับจะเป็นพระ หรือแม่ก็ได้ โดยพระพุทธเจ้าได้กล่าวเปรียบเทียบ การทำทานกับชาวนาทำนาหว่านเมล็ดพันธุ์พืชในแปลงนาคือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเป็นเนื้อนาบุญ อุปมานี้ ตัวเราเปรียบเป็นชาวนา เมล็ดพันธุ์ข้าวของเราเปรียบเป็นทานที่จะให้เป็นศรัทธา ส่วนแปลงนาที่จะทำ เปรียบเป็นผู้รับ

ถ้าเรามีเมล็ดข้าวพันธุ์ดีอยู่ ชาวนาจะมีลำดับในการทำนา เพื่อให้ได้ผลผลิตมาก โดยเลือกที่จะหว่านข้าวในแปลงนาที่มีดินดี น้ำดี อยู่ในที่ลุ่ม ไม่มีเศษหญ้า เศษหินมาก เป็นแปลงนาที่ดีก่อน เปรียบกับผู้รับที่มีราคะ โทสะ โมหะ น้อยหรือหมดไป และแปลงนาที่ไม่ดี เป็นนาดอน มีหิน มีกรวดมาก เปรียบกับผู้รับที่มีราคะ โทสะ โมหะมาก ส่วนถ้ามีเมล็ดพันธุ์เหลือก็อาจจะไปหว่านแปลงนาที่ไม่ค่อยดีก็ได้

การให้ทาน อย่าให้มีความโกรธ ทานของเราจะเศร้าหมอง สิ่งที่จะต้องมี คือ ศรัทธาก่อนให้ ศรัทธาระหว่างให้ และศรัทธาหลังให้ เราต้องรักษาศรัทธา รักษาจิตของเราให้ดี

การใส่บาตรอย่าเลือกพระ หมายถึง การให้ทานแก่สงฆ์โดยไม่เฉพาะเจาะจงพระรูปไหน เรียกว่า สังฆทาน ซึ่งคำว่า “สงฆ์” หมายถึง หมู่ ดังนั้น หมู่ของภิกษุ จึงเรียกว่า ภิกษุสงฆ์ ซึ่งถ้าไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่า ต้องเป็นพระรูปไหน แบบนี้ที่เรียกว่า สังฆทาน คือ ทานที่ให้แก่หมู่ของภิกษุทั้งหมด

 

คำถาม : ใส่รองเท้าตอนใส่บาตร เนื่องจากเป็นรองช้ำ และที่ตลาดเปียกแฉะ เละ สกปรก ทำอย่างนี้ผิดหรือไม่

คำตอบ : ในเรื่องเกี่ยวกับการใส่บาตรและรองเท้า พระพุทธเจ้าให้ภิกษุทำการสังเกต ในการที่จะอนุเคราะห์แสดงธรรมว่า ถ้าใครใส่รองเท้าตอนที่แสดงธรรม ไม่ควรอนุเคราะห์แสดงธรรมกับผู้นั้น และในขณะที่เขาใส่หมวก ถืออาวุธ ถือร่ม และอยู่ในอริยาบทนอน เพราะถือว่า เป็นกิริยาที่ไม่มีความเคารพ ความพร้อมในการฟังธรรม ยกเว้นถ้าเขาป่วย ไม่สบาย ดังนั้น การที่ไม่ได้ถอดรองเท้า แล้วจะไม่อนุเคราะห์ พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้เฉพาะสำหรับตอนแสดงธรรม ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการบิณฑบาตร

สาระที่สำคัญในการให้ทาน มีองค์ประกอบของผู้ให้ 3 ประการ และของผู้รับอีก 3 ประการ ที่จะให้ได้รับผลบุญมาก คือ ผู้ให้ มีศรัทธาก่อนให้ มีจิตน้อมไป ศรัทธาระหว่างให้ มีจิตเลื่อมใส และมีศรัทธาหลังให้ พอนึกถึงมีจิตปลื้มใจ ในส่วนของผู้รับ ต้องเป็นผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะที่เบาบางหรือหมดเลย จะทำให้การให้ทานในครั้งนั้น มีผลมากมีอานิสงส์มาก

สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าเรื่องของอาหาร สถานที่ เวลาที่เป็นเรื่องที่รองๆ กันมา และที่สำคัญ จิตเราต้องรักษาให้มีศรัทธาให้ดี ต้องรู้จักเลือกเนื้อนาที่ดีก่อน จะทำให้การกระทำของเราสำเร็จผล เป็นความสุขไม่ใช่แค่เฉพาะในปัจจุบันนี้ แต่ยังเป็นความสุขในเวลาต่อๆ มาด้วย

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง