เอาเป็นที่พึ่ง ดีกว่ายึดติดยึดถือ

  • ความแตกต่างของ “การทำบุญ” และ “การบูชายัญ”
  • โทษของความเลื่อมใส มีรายละเอียดอะไรบ้าง
  • ความหมายและรายละเอียดของ “นาถกรณธรรม 10”

 

คำถาม 1: เพื่อนผู้ถามกล่าวว่า “อย่ายึดติดครูบาอาจารย์” และได้ฟัง “นาถกรณธรรม 10” จึงต้องการให้ขยายความเส้นแบ่ง การปฏิบัติและการวางจิต ระหว่างคำสามคำนี้ คือ

  1. มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่ง
  2. มีตนเป็นสรณะ มีธรรมเป็นสรณะ และ
  3. การไม่ยึดติดครูบาอาจารย์

คำตอบ 1: ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ตามขนบธรรมเนียมจีนแล้วจะมีการเซ่นไหว้ บวงสรวง และบูชาเทพเจ้าต่างๆ และสอดคล้องกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งกล่าวถึง “การบูชายัญ” หมายถึง ยัญหรือการบูชาที่บูชาแล้วมีผล เช่น การนำอาหารมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ การส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ การไหว้เจ้า ประเพณีการไหว้พระจันทร์ เป็นต้น ทั้งนี้เราสามารถปฏิบัติตน เพื่อสร้างกุศลธรรมให้ละเอียดยิ่งๆขึ้นไปตามลำดับขั้นได้ ดังนี้

  1. การบูชายัญ เป็นการบูชาคุณของสิ่งนั้นๆด้วยอามิสหรือสิ่งของต่างๆที่เตรียมไว้ และเราสามารถทำให้เหนือขึ้นไปอีกได้โดยการนำเอาคุณธรรมของสิ่งที่เรามาบูชามาตั้งไว้ในใจ
  2. การทำบุญ การให้ทาน หมายถึง การให้ที่มีผู้รับโดยเฉพาะเจาะจง เช่น การใส่บาตรพระและอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดา
  3. การรักษาศีลของเราให้ดี มีสัมมาวาจา
  4. การตั้งจิตให้มีความเมตตา มีปรารถนาดีต่อกัน รวมถึงการตั้งปณิธานในการดำเนินชีวิตของเราให้ดี เพื่อความเป็นมงคลต่อชีวิตต่อไปได้

สืบเนื่องจากคำถาม เราต้องกำหนดบทพยัญชนะให้รัดกุมก่อน โดยสามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้

  • ยึดติดยึดถือ หรือ “อุปาทาน” เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น แม้กระทั่งการยึดถือในสิ่งที่ดีก็ตาม ถือเป็นส่วนของสมุทัย
  • เอาเป็นที่พึ่ง หรือ “สรณะ” ถือเป็นส่วนของมรรค

ทั้งนี้เราควรพิจารณาจิตตนเองให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า

  1. เรายึดเอารูปหรือขันธ์เป็นที่พึ่งหรือไม่ เช่น รูปร่างหน้าตาของพระพุทธเจ้า พระอริยสาวกทุกๆพระองค์ หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ของเราเอง
  2. เราต้องใช้พุทโธ (สัมมาสัมพุทโธ) เป็นที่พึ่ง ซึ่งหมายถึง การตรัสรู้หรือจิตใจที่เป็นพุทโธของพระพุทธเจ้า
  3. เราต้องใช้ธัมโม (สวากขาโต) เป็นที่พึ่ง ซึ่งหมายถึง คำสอนหรือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศสอนไว้ดีแล้ว
  4. เราต้องใช้สังโฆ (สุปฏิปันโน) เป็นที่พึ่ง ซึ่งหมายถึง หมู่ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
  5. เมื่อมีการใช้พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งแล้ว จะทำให้เราสามารถพึ่งตนพึ่งธรรมได้ และเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากเรามีความเลื่อมใสหรือ “ศรัทธา” ในบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากๆ ก็ย่อมจะเกิดโทษของความเลื่อมใสตามมาได้ พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสสอนไว้ว่า การที่เรามีความเลื่อมใสกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจบุคคลนั้น เมื่อภายหลังเลิกเลื่อมใสไม่ฟังพระสัทธรรมจากผู้อื่นเป็นเหตุให้เสื่อมจากพระสัทธรรม กระทำเหตุ 5 ประการคือ

  1. บุคคลนั้นต้องอาบัติ หมู่สงฆ์ยกวัตร (ถูกลงโทษ)ไม่สนใจ
  2. บุคคลนั้นต้องอาบัติ หมู่สงฆ์ให้นั่งที่ท้ายสุดแห่งหมู่
  3. บุคคลนั้นหลีกหนีไป
  4. บุคคลนั้นลาสิกขา
  5. บุคคลนั้นตายไป

ดังนั้นเมื่อมีความเลื่อมใสศรัทธาต้องมีปัญญาประกอบด้วย เลื่อมใสที่จะไม่ให้มีความรักความชอบใจเจืออยู่ ย่อมเกิดปัญญาที่จะตัดความรักความชอบใจในสิ่งต่าง ๆ สามารถที่จะเห็นพระสัทธรรม ตั้งอยู่ในพระสัทธรรมได้ กล่าวคือ เราควรจะเอาการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของบุคคลที่เราเลื่อมใสเป็นที่พึ่ง แต่ไม่ยึดติดในตัวบุคคลนั้น อย่างไรก็ตามการไม่ยึดติดครูบาอาจารย์ก็ต้องปฏิบัติในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการบำรุงหรือการเข้าหาสมณะเป็นมงคลอย่างยิ่ง ตั้งจิตให้เข้าถึงการปฏิบัติของท่านโดยใช้เป็นตัวอย่างและนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง

 

“นาถกรณธรรม 10” คือ ธรรมะอันต้องกระทำให้เป็นที่พึ่ง 10 ประการ ประกอบด้วย

  1. เป็นผู้มีศีล
  2. เป็นผู้มีความเป็นพหูสูตร
  3. เป็นผู้มีกัลยาณมิตร ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 3 ระดับคือ
    • เพื่อนที่พร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา
    • ครูบาอาจารย์ที่คอยห้ามเราเสียจากบาป ให้เราตั้งอยู่ในความดีและมีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเกิดขึ้นได้
    • อริยมรรคมีองค์แปด
  4. เป็นผู้มีโสวจสฺสตา คือ ความเป็นผู้ว่าง่ายและรับคำสอนนั้นมาปฏิบัติอย่างเต็มที่ อดทนฟัง เคารพ ไม่โต้แย้งทันที ตั้งใจฟัง ปวารณา
  5. เป็นผู้มีกิงกรณีเยสุ ทักขตา คือ เต็มใจรับภาระ ขยันในกิจการงาน (ไม่เหมือนกับความเพียร)
  6. เป็นผู้มีธัมกามตา คือ ใคร่ในธรรม ต้องการศึกษาธรรมะ และนำมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้
  7. เป็นผู้มีวิริยะ คือ มีความเพียรในการละอกุศล ถึงพร้อมด้วยกุศลธรรม มีความทำจริง แน่วแน่จริง
  8. เป็นผู้มีสันโดษ ยินดีในของที่มี (พอใจอย่างนั้น)
  9. เป็นผู้มีสติ มุ่งเน้นในสติปัฏฐานสี่
  10. เป็นผู้มีปัญญา

โดยสรุปแล้ว เส้นแบ่งหรือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการเอาเป็นที่พึ่งกับความยึดติดยึดถือคือ การตรวจสอบว่าเรายังตั้งอยู่หรือปฏิบัติตนอยู่ในมรรคหรือไม่ หากพบว่าเบี่ยงเบนไปจากมรรคแล้วก็ให้ตั้งสติและเริ่มทำใหม่ให้ดีขึ้น

 

---- ตอบคำถาม : คุณ narumol.he@gmail.com

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "นาถกรณธรรม ๑๐" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560