เนกขัมมะความสุขที่เหนือกาม

  • ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าจะมีกำลังจิตมาก สามารถละเรื่องกาม-การกินการอยู่ได้ และสามารถละนิวรณ์ต่างๆ ได้ด้วยอำนาจจิตที่มีกำลังเหมือนช้างศึกที่เจนสงคราม
  • การอยู่หลีกเร้นหรือเนกขัมมะจะทำให้พบความสุขที่สงบเย็น ละเอียด ประณีตกว่าความสุขที่ได้จากกาม(เรื่องปากเรื่องท้อง)
  • อินทรีย์ 5 อันประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาคือสิ่งที่สามารถบ่งบอกถึงกำลังจิตของคนแต่ละคนได้

เปรียบด้วยนกมูลไถ...ที่มักหากินหนอนกินแมลงตามดินที่ชาวนาไถเอาไว้ซึ่งชาวนามักจะดักจับนกชนิดนี้ด้วยเถาหัวด้วน(เครือเถาวัลย์) จับมันมัดขาเผื่อเอาไปกินหรือเอาไปเลี้ยง...เถาหัวด้วนที่ใช้จับมัดนกมูลไถได้เพราะตัวของมันมีขนาดเล็ก แต่เมื่อเปรียบเอาเชือกป่านมาผูกช้างเจนสงครามตัวหนึ่งมีงางอนงาม...แน่นอนว่า เชือกนี้สามารถขาดสะบั้นเพียงมันเอี้ยวตัวเท่านั้น การจะล่ามช้างลักษณะนี้ได้จะต้องใช้โซ่ล่ามเท่านั้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ในลฑุกิโกปมสูตร โดยปรารภท่านพระอุทายี

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเรื่องการขบฉันเพื่อให้ระงับเวทนา ให้ภิกษุฉันเพียงมื้อเดียวเท่านั้นไม่ให้ฉันในเวลาล่วงกาล เพราะภิกษุบางรูปบางเหล่านั้นได้ออกไปบิณฑบาตรเลยช่วงเวลา(หลังเที่ยง) ซึ่งพระอุทายีก็น้อยใจพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้แต่ด้วยความเคารพรักในพระพุทธเจ้าก็อดทนทำตามจนเห็นอานิสงส์เห็นกุศลธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อเห็นคุณที่พระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบทเรื่องนี้ขึ้นมาก็เข้าไปกราบพระพุทธเจ้าเพื่อกราบเรียนความข้อนี้ โดยพระพุทธเจ้าได้ยกอุปมาอุปไมยเปรียบดังคนเข็ญใจมีโภคะน้อยแม้เรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องของกินปัจจัย 4 ก็ยังตัดไม่ได้ เหมือนเถาหัวด้วนที่ผูกมัดเท้านกมูไถเพราะเพียงอาบัติเล็กน้อยก็ยังละไม่ได้ แต่คนที่เห็นสาระเห็นในกุศลธรรมไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย...เห็นแก่สามัญผลเห็นคุณอันใหญ่เขาจะไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ เขาจะเห็นคุณที่ทำให้กายเบาสามารถเข้าสมาธิได้เร็ว เหมือนเชือกป่านที่นำมาผูกมัดช้างศึกเจนสงครามก็ต้องผูกไม่อยู่เพราะช้างมีกำลังมาก...เครื่องผูกเล็กน้อยเหล่านี้ หรือ เครื่องผูกที่ใหญ่กว่านี้ หรือ นิวรณ์ต่างๆ ความไม่เฉียบคมของปัญญา ถ้าจิต มีกำลังจริงๆ เครื่องผูกเหล่านั้นก็เอาไม่อยู่ ...เปรียบเหมือนลูกเศรษฐีที่มีเงินทองมากมายมีภรรยาสวยแต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีความหมายใดๆ ทั้งที่ดูเหมือนเครื่องผูกที่มีกำลังแต่ไม่สามารถผูกรัดจิตที่มีกำลังไปได้

จิตที่มีกำลังนั้น...พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 4 จำพวกโดยแบ่งตามอินทรีย์ ...คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือผู้มีอินทรีย์อ่อนถ้าจะต้องละหรือตัดสิ่งใดก็จะทำได้ยากได้ช้าจัดเป็น 3 ประเภทแรกที่อินทรีย์อ่อน แต่ผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้า(ศรัธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา) จะสามารถตัดได้อย่างรวดเร็วเวลาที่มีอะไรมากระทบก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ผิดกับคนที่มีอินทรีย์อ่อนจะหวั่นไหวไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบ...พระพุทธเจ้าสรุปในตอนท้ายพระสูตรว่า ให้พัฒนาจากเรื่องปากท้อง(กาม)ย่อมดีมีอานิสงส์มาก ถ้าหากยังหวั่นไหวในกามก็ให้ละมันทิ้งเสียด้วยเนกขัมมะซึ่งมีความสุขละเอียดประณีตกว่าสิ่งใด...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง