อานิสงส์ฟังธรรม “ความเห็นตรง จิตผ่องใส”

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ”
  • เมื่อทำสมาธิได้เป็นอารมณ์อันเดียวแล้ว จะต้องทำอย่างไรต่อไป จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา
  • การปฏิบัติธรรมจำเป็นหรือควรมีการตรวจสอบกับอาจารย์หรือไม่
  • การปฏิบัติธรรมข้อใด ที่จะทำให้คนที่อยู่กับเรามีความสุข โดยเฉพาะคนป่วย
  • เวลาฟังธรรมะไม่รู้สึกเบื่อ มีจิตอิ่มเอิบทั้งวัน ไม่เหมือนฟังเพลงที่ฟังไม่นานก็เบื่อ เราบ้าไปหรือกิเลสเยอะไปหรือไม่ ถึงฟังธรรมแล้วอยากฟังอีก

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

อุปาทานจะไม่เกิดในที่ไหนนอกจากในขันธ์ 5 เราจึงเรียกว่า “อุปทานขันธ์ 5” ประกอบด้วย 5 กอง คือ

รูป“กิริยาที่แตกสลายได้ มีในสิ่งใด สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า รูป” มี 2 นัยยะหรือความหมาย

  • นัยยะที่ 1 หมายถึง สิ่งที่เห็นด้วยตา ซึ่งตาก็เห็นแสง เห็นรูป เห็นสี จึงใช้คำว่า “รูป” เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับในทางตา
  • นัยยะที่ 2 หมายถึง สภาพที่มีความเปลี่ยนแปลงทรุดโทรมไปได้ คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟและลม ที่เปลี่ยนแปลง แตกสลายไปได้จากความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย เคลือบยุง ลมแดด ซึ่งใช้ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับทางกาย และใช้เปรียบเทียบกับคำว่า “นาม” จึงมีคำว่า “นามรูป” ดังนั้น ในบริบทที่ 2 ที่หมายถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟและลม จึงมีความหมายกว้างกว่านัยยะที่หมายสิ่งที่เห็นด้วยตา

เวทนา“กิริยาที่รู้สึกได้ (ผัสสะ) ที่มีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา” หมายถึง ความรู้สึก การเสวยอารมณ์ “รู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกที่เป็นสุขบ้าง (สุขเวทนา) รู้สึกได้ ในความรู้สึกที่เป็นทุกข์บ้าง (ทุกขเวทนา) รู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกที่ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง (อทุกขมสุขเวทนา)

สัญญา“กิริยาที่ความหมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า สัญญา” หมายถึง ความหมายรู้ได้พร้อม ในสีเขียวบ้าง ในสีแดงบ้าง ในภาษาไทยบ้าง ในเสียงพระเทศน์บ้าง ซึ่งการรับรู้ หมายรู้ได้นี้นั้น คือ สัญญา

สังขาร“กิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขารทั้งหลาย” หมายถึง สภาวะที่มีการปรุงแต่ง คือ ปรุงแต่งรูปให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูป ปรุงแต่งเวทนาให้สำเร็จรูปโดยความเป็นเวทนา... สัญญา สังขารและวิญญาณ

วิญญาณ“กิริยาที่รู้แจ้งมีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ” หมายถึง ความรู้ การรับรู้ การรู้แจ้งว่า รสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

 

คุณนุชนารถ เพชรบูรณ์ (จดหมาย)

 

ฟังรายการ “ธรรมะรับอรุณ” มาหลายปีแล้ว มีความเข้าใจในเรื่องธรรมะ ทำความหนักยุ่งต่างๆ ในชีวิตให้เบาบางลงได้ ตื่นเช้าและก่อนนอนได้สวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิบ้าง

 

คำถาม : เมื่อทำสมาธิได้เป็นอารมณ์อันเดียวแล้ว จะต้องทำอย่างไรต่อไป จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา

 

คำตอบ : “วิปัสนา” (วิปสฺสนา) หมายถึง ความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งจะเห็นตามที่เป็นจริงได้ต้องมีสมาธิและปัญญาที่เห็นในไตรลักษณ์ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ เริ่มจากความสงบที่เรารับรู้ได้ เริ่มจากไปในกาย ความคิดนึกที่เป็นไปในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา

 

คำถาม : การปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องมีการสอบอารมณ์กับอาจารย์หรือไม่

 

คำตอบ : คำสอนต่างๆ มาจากที่พระพุทธเจ้าบอกสอนเอาไว้ ซึ่งอาจจะเริ่มจากในตำรา คัมภีร์ ซึ่งครูบาอาจารย์ก็ต้องศึกษามาจากตำรา คัมภีร์ สืบทอดๆ ต่อกันมา ลำดับต่อไป คือ การมีครูบาอาจารย์คอยบอกสอน เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้เรามีความเคารพยำเกรง มีหิริโอตัปปะ คอยอบรมสั่งสอนได้ และไม่ใช่แค่เรื่องของสมาธิ ยังเรื่องความเป็นอยู่ เรื่องศีล การปฏิบัติตัวในสิ่งต่างๆ

 

คำถาม : ควรปฏิบัติธรรมข้อใด ที่จะให้คนที่อยู่กับเรามีความสุข โดยเฉพาะผู้ป่วย

 

คำตอบ : คุณสมบัติ 5 ข้อของผู้ป่วยและ 5 ข้อของผู้ที่ดูแลคนป่วย เพื่อที่จะพยาบาลดูแลกันให้เกิดความสุข

 

ผู้ที่ป่วยจะต้องคุณสมบัติ 5 อย่าง คือ

  1. ทำความสบาย : รู้ว่าตัวเองจะทำความสบาย เพื่อให้เวทนาเบาบางลง จะต้องทำอย่างไร
  2. รู้ประมาณในความสบาย : รู้ประมาณว่าจะต้องทำอย่างไร
  3. กินยา
  4. บอกอาการเจ็บไข้ตามความเป็นจริงแก่ผู้พยาบาล
  5. มีความอดทนต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น

 

ผู้ที่จะพยาบาลผู้ป่วยไข้ต้องมีคุณสมบัติ 5 อย่าง คือ

  1. สามารถจัดยา
  2. รู้จักของแสลงและไม่แสลง นำของแสลงออกไปและนำของไม่แสลงเข้ามา
  3. พยาบาลคนเจ็บไข้ด้วยจิตเมตตา ไม่ใช่เห็นแก่อามิส สินจ้าง
  4. ต้องไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย ของคัดหลั่งไปทิ้ง
  5. สามารถพูดให้คนเจ็บไข้มีใจอาจหาญร่าเริง แกล้วกล้า ปลอบประโลมด้วยธรรมกถาในบางครั้งบางคราว

 

คำถาม : อยากทราบว่าตัวเองกิเลสหนาหรือไม่ ถึงฟังธรรมะได้ไม่เบื่อ สามารถฟังได้ทั้งวัน มีจิตอิ่มเอิบ ไม่เบื่อเหมือนฟังเพลง

 

คำตอบ : ลักษณะนี้เป็นลักษณะของผู้ที่มีความร่าเริงในธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้ายังกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้ที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย” ถ้าสิ่งไหนที่ไม่มีประโยชน์ เป็นโทษ นี่คือจิตใจน้อมไปในทางชั่ว ทางต่ำ อย่างการฟังเพลง ชอบมาก จนตามไปดูคอนเสิร์ตนั้น เป็นไปในทางกำหนัดอยู่แล้ว ก็ทำให้เกิดมีความกำหนัดมากขึ้น มีความหลงอยู่แล้ว ก็ทำให้มีความหลงมากขึ้น แต่พอต่อมารู้ว่าสิ่งดีสิ่งไหนไม่ดี สิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด

ฟังธรรมะแล้ว เป็นสิ่งมีควรทรงจำไว้ ทำให้กิเลสมันลดลง สมาธิดีขึ้น จิตใจจะมีความแจ่มใสมากขึ้น มีความร่าเริงด้วยธรรม ก็จะมีความจำดี มีอารมณ์ดี สามารถตั้งตนอยู่ในความดีได้ ไม่มีความเบื่อ ไม่มีความหงุดหงิดนี่แหละมันดี ไม่ได้เรียกว่าบ้า แต่คนที่มีจิตใจแจ่มใส เรียกว่า พ้นจากราคะ โทสะ โมหะ “ความพ้นที่เรียกว่า เหนือโลก ใช้คำว่า โลกุตระ” แต่ “โลกียะ คือ ยังไปตามกระแสของโลก” อยู่

บุคคลที่ฟังธรรมะอยู่เรื่อยๆ ควรที่จะหาโอกาสมาปฏิบัติธรรม การปฏิบัติจะทำให้สิ่งที่เราได้ฟังได้ยินมา วิ่งเข้าหากัน ทำความเข้าใจในเรื่องของสิ่งที่ได้ยินให้มีความแจ่มแจ้งขึ้นมาได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง