เวทนาไม่ใช่ตัวตน

  • เวทนาเกิดได้หมด
  • เวทนาละเอียดที่เกิดจากการปฏิบัติ อาจทำให้เข้าใจผิด เลี้ยวผิดทางได้
  • ดูว่ามาถูกทางหรือไม่ ดูจากการอยู่ในเส้นทางมรรคแปด เห็นไตรลักษณ์ มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ทำอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

“ปุถุชนนั้นย่อมตามเห็นพร้อมซึ่งเวทนาโดยความเป็นตัวตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตนว่ามีเวทนา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนาว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตนว่ามีอยู่ในเวทนา เวทนานั้นย่อมแตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ”

ขนฺธ.สํ 17/168/237

 

...เราจะไปเอาเวทนาจากผลของการปฏิบัติเอามาเป็นสาระ มันไม่ถูก…

 

 

เวทนาเกิดได้หมด

 

ไม่ว่าในรูปแบบไหนเราต้องทำสมาธิให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะไอ้ความยึดถือในความยึดถือมันไม่ดี ยึดถือที่ไหนมันมีความทุกข์เกิดขึ้นที่นั่นทันที ยึดติดที่ไหน สิ่งนั้นมันจะกลายเป็นของหนักของเราทันที เราจึงต้องระวัง ความทุกข์ทั้งหมดที่มันจะให้เราหนัก ให้เราต้องทน ให้เราต้องถือ ให้เราต้องทุกข์ ความทุกข์ทั้งหมดจะมารวมลงในเวทนา เวทนาทั้งหมดประชุมลงในความทุกข์ เวทนาเกิดขึ้นได้ทีละอย่าง สุขกับทุกข์เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ อทุกขมสุขก็เช่นกัน

มีครั้งนึงพระพุทธเจ้าหลีกเร้นอยู่ 3 เดือน ออกจากหลีกเร้นแล้วให้โอวาทบอกถึงเรื่องเวทนา ใคร่ครวญถึงตอนที่พระองค์เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ๆ อยู่ใต้ต้นโพธิ์ มีความรู้สึกอย่างนี้ว่า

 

“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาทิฏฐิบ้าง; – ความเข้าไปสงบรำงับ แห่งมิจฉาทิฏฐิบ้าง ; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาทิฏฐิ บ้าง ; – ความเข้าไปสงบรำงับ แห่งสัมมาทิฏฐิบ้าง ; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสังกัปปะบ้าง ; – ความเข้าไปสงบรำงับ แห่งมิจฉาสังกัปปะบ้าง ; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาสังกัปปะบ้าง ; – ความเข้าไปสงบรำงับ แห่งสัมมาสังกัปปะบ้าง ; …”

 

มหาวาร. สํ. 19/17/50.

เวทนาโดยปัจจัยสี่สิบเอ็ดชนิด

 

..เวทนาย่อมมีเพราะปัจจัยคือมิจฉาทิฏฐิบ้าง สัมมาทิฏฐิบ้าง หรือแม้แต่ความสงบระงับไปแห่งมิจฉาทิฏฐิ ความสงบระงับไปแห่งสัมมาทิฏฐิ ก็เกิดเวทนา...

 

เวทนาเกิดขึ้นหมดเลย สิ่งที่มีมิจฉาทิฏฐิสิ่งที่มีสัมมาทิฏฐิ เวทนาเกิดขึ้นหมดเลยทั้งที่ดับไปแห่งมิจฉาทิฏฐิทั้งที่ดับไปแห่งสัมมาทิฏฐิ และถ้าเราพูดถึงทิฏฐิ ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรคทั้ง 8 อย่าง ตามมาเป็นพรวนเลย เวทนาเกิดขึ้นแม้แต่ในมิจฉามรรค แม้แต่ความดับไปแห่งมิจฉามรรค เวทนาที่เกิดขึ้นด้วยแม้แต่ความเกิดขึ้นแห่งสัมมามรรค และความดับไปแห่งสัมมามรรค ทั้งหมดเลย

และไม่ใช่เรื่องของมรรคที่เป็นไปในทางมิจฉา และมรรคที่เป็นไปในทางสัมมา ยังรวมถึงฉันทะคือความพอใจด้วย ท่านบอกไว้ว่า

 

“เวทนาย่อมมีเพราะปัจจัยคือฉันทะบ้าง เพราะปัจจัยคือความเข้าไปสงบระงับแห่งฉันทะบ้าง”

 

ไม่ใช่แค่มรรคทั้ง 8 ไม่ใช่แค่ฉันทะ ยังรวมถึงความคิดต่างๆ ด้วย ความคิดคือวิตก ความคิดนึกบางอย่างดับไป เวทนาที่เกืดขึ้น อาจจะเป็นอทุกขมสุขเวทนา สุขหรือทุกข์ได้ทั้งนั้น

 

...ทั้งมรรคแปด ทั้งฉันทะ ทั้งวิตก ทั้งสัญญา จะมีเวทนาอาจจะเป็นสุขบ้าง อาจจะเป็นทุกข์บ้าง อาจจะไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเกิดขึ้นบ้าง เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งเหล่านี้ เพราะความดับไปแห่งสิ่งเหล่านี้ และเวทนาย่อมเกิดขึ้นจากปัจจัยจากการบรรลุถึงฐานะที่พยายามเพื่อการบรรลุถึงบ้าง มีหมดเลย....

 

 

ความเข้าใจที่ไม่ถูก

 

เวทนาที่เกิดขึ้นแต่ละอย่างๆ ตรงนี้แหละ ที่บางทีทำให้คนที่เดินมาตามทางที่ไม่ถูก เป็นมิจฉามรรค แล้วเกิดเวทนาที่เป็นสุขก็มี แล้วก็คิดว่า อันนี้ถูกต้องแล้ว คิดว่าผลของการปฏิบัติของฉัน ฉันพิสูจน์ได้ถูกต้องแล้ว ซึ่งจากในพระสูตรนี้มันไม่แน่เลย เพราะว่าทุกอย่างเกิดเวทนาขึ้นได้ทั้งนั้น เวทนาที่ละเอียดลงไปจนถึงอุเบกขา ความนิ่งเฉยความวางเฉย

 

...ละเอียดจนถึงอุเบกขา เวทนาก็ยังเกิดขึ้นได้ จากสิ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อุเบกขาก็ยังเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เป็นมิจฉาสมาธิ และอุเบกขาก็ยังเกิดขึ้นได้จากการบรรลุถึงฐานะที่พยายามบรรลุถึง เวทนาเกิดขึ้นได้หมดเลย…ถ้าเราเอาอุเบกขาเวทนามาเป็นหลักเกณท์ เพื่อที่จะบอกว่า ฉันทำได้ ทำดีแล้ว การปฏิบัติตรงนี้บางทีพลาดได้ การปฏิบัติที่เราเห็นผล ผลนั้นมันไม่ถูก….

 

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล คือการที่ภิกษุหลายรูปพิจารณาอสุภะ แล้วเกิดเบื่อหน่ายในกาย ไปให้นายมิคลัณฑิกะ ซึ่งเป็นตาเถรของวัดฆ่า อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือตอนแรกๆก็ปฏิบัติมาถูกอยู่หรอก แต่พอทำไปๆ ไม่รู้จักที่จะมีความระงับยับยั้งได้ เกิดความเบื่อหน่ายเต็มที่ ก็เลยเกิดการกระทำอย่างนั้นขึ้น ตรงนี้มันพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปได้ คิดว่าตังเองปฏิบัติถูกเพราะดูจากเวทนา มันเบื่อเอือมแล้ว แต่ก็ผิดพลาดได้ เพราะผลจากการปฏิบัติของตน

แม้แต่นายมิคลัณฑกะเอง ตอนฆ่าแรกๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร พอฆ่ามากขึ้นรู้สึกไม่ดี จะเลิก ไปล้างมีดในแม่น้ำ ไปพบเทวดาเดินบนผิวน้ำได้ มาบอกว่าที่ทำนั้นถูกแล้วช่วยสงเคราะห็ให้คนพ้นทุกข์ ทำให้เขาศรัทธายิ่งฆ่าหนักกว่าเดิม

 

...ความรู้สึกที่ถูกต้อง มันเกิดขึ้นแม้แต่ในการปฏิบัติที่มันไม่ถูก มันผิดพลาด…เวทนา เราจะไปเอาเวทนาจากผลของการปฏิบัติของเรามาเป็นสาระมันไม่ถูกต้อง …

 

ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า

 

“บุรุษผู้หนึ่ง ถูกกระแสแห่งแม่น้ำนั้นพัดมา ถ้าจะจับหญ้ากาสะก็ตาม หญ้ากุสะ ก็ตาม หญ้าปัพพชะก็ตาม หญ้าวีรณะก็ตาม หรือต้นไม้ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็ จะพึงขาดหลุดไป (เพราะกระแสเชี่ยวจัดของแม่น้ำ). บุรุษผู้นั้นย่อมถึงการพินาศ เพราะการทำเช่นนั้น, อุปมานี้ฉันใด ; …

ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้ เห็นเหล่าพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรม ของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูก แนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อม ตามเห็นพร้อม (คือเห็นดิ่งอยู่เป็นประจำ) ซึ่งรูป โดยความเป็นตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีรูป หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งรูป ว่ามีอยู่ในตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในรูป, รูปนั้นย่อม แตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ บ้าง ; บุถุชนนั้น ย่อม ตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนา โดยความเป็นตน หรือ ตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีเวทนา หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งเวทนา ว่ามีอยู่ใน ตน หรือตามเห็นพร้อม ซึ่งตน ว่ามีอยู่ในเวทนา, เวทนานั้นย่อมแตกสลาย แก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุบ้าง ; …”

 

ขนฺธ. สํ. 17/168/237.

ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้

 

..คิดว่าจะขึ้นฝั่งตรงนี้ได้ จะได้พ้นจากความเปียกแฉะ ถึงที่ปลอดภัยสักที ในขณะที่วาดฝันไป ดึงตัวขึ้นไป ใบไม้ขาด ก็ถูกพัดต่อไป ทุกข์กายก็ยังไม่ลด ทุกข์ใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะความปราถนาว่าจะได้ แต่มันไม่ได้ พระพุทธเจ้ายกอุปมาอุปไมยนี้เปรียบเทียบกับเวทนา....

 

รูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ คนที่เขาไม่ชัดเจน หลงไป ไม่ได้รับฟังคำแนะนำของพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมะของสัตบุรุษ หรือว่าไม่ได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้อง บางทีย่อมตามเห็นดิ่งเห็นพร้อมว่าเวทนาเป็นตัวตน ว่าเวทนานี้เกิดขึ้นในฉัน ว่าเวทนานี้มีในฉัน ฉันมีในเวทนานี้ เวทนานี้เป็นของฉัน ฉันเป็นเวทนานี้ แต่เวทนาคือความรู้สึกนั้น ย่อมแตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงความพินาศ ถึงความเดือดร้อนใจ ทุกข์ใจ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ

 

 

เราต้องฉลาดกว่ากิเลส

 

เราจะไปเห็นความรู้สึกสิ่งนี้เป็นตัวตนไม่ได้ ถ้าเราเห็นว่า สิ่งนี้เกิดในตัวฉัน มันผิดทันที มันจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทันที เพราะว่าตัวเราที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา มันไม่มี มันไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวเราได้ พอมีความเป็นตัวเราแล้ว ก็จะมีในเรา เกิดขึ้นในตัวเรา เพราะว่าความที่เป็นตัวเราน่ะมันมีอยู่แล้ว

บางทีเราคิดว่าไม่ใช่ตัวฉันน่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ไอ้ความเข้าใจนั้นมันแค่ที่สมอง อยู่ที่สมองก็ดี เพราะว่าถ้าคิดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ มันก็จะเริ่มเป็นทิฏฐิ เป็นความเห็น ซ้ำย้ำแทงตลอดเข้าไปในจิตใจของเราได้ คิดบ่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน เราคิดบ่อยๆ แล้วให้มันได้ ไอ้ที่คิดบ่อยๆอาจจะเป็นวิตกก็ได้ อาจจะเป็นสัญญาก็ได้ เป็นฉันทะเป็นความอยาก อยากมากมันก็เลยปรุงแต่งเป็นจิตขึ้นมา อยากมากจริงๆ มันก็เลยปรุงแต่งเป็นสัญญาขึ้นมา ทั้งที่ละเอียดระงับปราณีต แต่ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ยังมีส่วนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็เกิดเป็นเวทนาแบบนี้ขึ้นได้ อุเบกขาเวทนานี่ล่ะมันเกิดขึ้นได้

 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของเวทนาที่มันเกิดขึ้น ที่เป็นผลของการปฏิบัติของตัวเราเองเลย อันนี้ต้องระวัง จะเอาผลของการปฏิบัติของตัวเอง ที่ว่ามันมีความรู้สึกว่ามันสงบลงไป มันสุขใจจริงๆ จะเอาแค่นี้มาเป็นตัวบอกว่า ฉันปฏิบัติถูก คุณจะพลาดได้ อาจจะไม่ถูกก็ได้

 

 

ถูกหรือไม่ดูที่ ”มรรคแปด”

 

ในขณะที่เราเดินตามมรรคแปด ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีเวทนาเกิดขึ้นตลอดนะ ถ้าเจ้าเวทนาที่เกิดขึ้นตลอด บางทีมันทำให้เราเลี้ยวไปผิดทางในขณะที่ผัสสะนั้นเกิดขึ้น เวทนาคือผัสสะ มีผัสสะย่อมมีเวทนา เรามีการรับรู้ที่ไหน มีผัสสะที่นั่นแน่นอน มีการรับรู้ตรงไหน มีเวทนาเกิดขึ้นแน่นอน

 

...มีผัสสะตรงไหน เวทนาตรงไหน การรับรู้ตรงไหน ตรงนั้นเป็นรอยต่อ เป็นทางแยกเสมอๆ ที่จะให้เราเลี้ยวไปผิดทาง…

 

กับดักของมารมีอยู่ตลอด เหมือนเนื้อล่อตัวผู้เนื้อล่อตัวเมีย มันวางเอาไว้ให้เราไปผิดทาง เราต้องมีการทดสอบตลอดเวลาเหมือนกับการบังคับเครื่องบิน ที่ต้องบังคับตลอดเวลาให้ไปถูกเส้นทาง

เหมือนกัน เราปฏิบัติธรรมอย่างเราอยู่ในสัมมามรรคนี้ ผลการปฏิบัติอะไรต่างๆ มีความสุขตรงนี้ระงับลงไปตรงนี้ ตรงนี้เห็นได้ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ฉันพิสูจน์ได้ แต่เดี๋ยวมันจะเป๋ออกนอกเส้นทาง เป๋ออกนอกเส้นทางตรงไหน ตรงแค่ที่เราเห็นว่า “เวทานี้อยู่ในฉัน ฉันมีเวทนานี้” แค่นี้คุณพลาดแล้ว เป็นสักกายทิฏฐิแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุกอย่างตามมาก็เป็นมิจฉาไปหมด เวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนกันได้หมด เย็นใจได้หมด แม้แต่การบรรลุถึงฐานะที่พยายามเพื่อที่จะบรรลุถึง ก็ยังมีเวทนา

 

จะตรวจสอบได้มั้ย...มาถูกตามทาง ..มรรคทั้งหมดจะมารวมกันทั้งหมดตรงความเป็น ”อนัตตา”นี้แหละ มรรคแปดอัดอยู่ในนี้ อัดอยู่ในไตรลักษณ์ คำว่าไตรลักษณ์นี้เป็นหัวข้อ หัวข้อของการเห็นความไม่เที่ยง การเห็นโดยความเป็นทุกข์ การที่จะไม่เอาสิ่งนั้นมายึดถือโดยความเป็นตัวของเรา ไม่ได้เห็นว่าเวทนานี้เป็นของฉัน ไม่ได้เห็นว่าเวทนานี้เกิดขึ้นในฉัน ไม่ได้เห็นว่าตัวฉันมีเวทนา แค่นี้แหละ

 

แต่แค่นี้ก็ยังเกิดเวทนาอยู่นะ พอเราเห็นว่า เออนี่ ไม่ได้มีอยู่ในฉันหรอก ผัสสะนี้มีมาก็ลอยๆ ไป คือเราวางได้ ใช่มั้ย เวทนาก็เกิดอีก เวทนาใหม่เกิดขึ้นอีก ระงับลงไปกว่าเดิมอีก เราต้องทันมัน สติสัมปชัญญะเราต้องมีตลอด สติเป็นอธิบดี มาตามสายงานของการบริหารตามเส้นทางนี้ เราต้องมีสติอยู่ตลอด แต่มีสติ ต่อให้มีสัมมาสติก็ยังมีเวทนา ต่อให้มีมิจฉาสติก็ยังมีเวทนา ตอให้คุณวางได้ก็ยังมีเวทนา อาจจะเป็นเวทนาที่ระงับละเอียดลงไป อาจจะเป็นอทุกขมสุขเวทนา

 

เพราะฉะนั้นเราจะประมาทไม่ได้ เราจะต้องคอยระวังอยู่เสมอ ต้องมีสติอยู่อย่างต่อเนื่อง เห็นความไม่เที่ยง เห้นความจางคลาย เห็นความดับไป ดับไปแล้วไม่ใช่ดับไปเลย ดับไปแล้ว อะไรที่เกิดขึ้นใหม่ มันก็ยังมีอีก มีอีกก็เห็นอีก ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย จนกว่าเชื้อมันจะหมด

 

ตัณหาอวิชชานี่ล่ะเป็นเชื้อ ที่จะทำให้เราเข้าใจผิดพลาดได้ เราต้องค่อยๆ พยายามปรับไป คือพอเราอยู่ในมิจฉามรรค เราก็กระโดดกลับมาในสัมมามรรคได้ พยายามตั้งสติไว้ ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย จะสามารถที่จะไปตามเส้นทาง แล้วก็พ้นจากทุกข์ทั้งมวล มีความเย็น คือนิพพาน เป็นที่สุดจบได้

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม้สองอันเสียดสีกัน เพราะการเสียดสีกันจึงเกิดไออุ่น จึงเกิดไฟ เพราะแยกไม้สองอันนั้นแหละออกจากกัน ไออุ่นที่เกิดเพราะการเสียดสีนั้นย่อมดับไป สงบไป ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา 3 นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เกิดแต่ผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาอันเกิดแต่ผัสสะ เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะที่เกิดแต่ปัจจัยนั้น ย่อมดับเพราะผัสสะที่เกิดแต่ปัจจัยนั้นดับไป”

 

เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรค

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "ทุติยวิหารสูตร ว่าด้วยวิหารธรรม สูตรที่ 2" เล่มที่ 19 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 11 [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

อ่าน "วิหารสูตรที่ 2 ว่าด้วยปัจจัยแห่งเวทนา" เล่มที่ 19 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 11 สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

อ่าน "ตติยปาราชิกสิกขาบท นิทานปฐมบัญญัติ เรื่องภิกษุหลายรูป" เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1