ฝึกปฏิบัติด้วยลักษณะม้าอาชาไนย 10 ประการ

  • ลักษณะม้าอาชาไนย 10 ประการ เปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติของเหล่าอริยสาวกในธรรมะวินัยนี้
  • ก่อนการฝึกม้าจะต้องรู้จักการรับสวมบังเหียน (ศีล) และเทียมแอก (ศรัทธา) ก่อน จึงจะสามารถพัฒนาในเรื่องของการอยู่หลีกเร้น การสำรวมอินทรีย์ การทำฌานสมาธิปัญญาในขั้นต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้
  • เหมือนม้าที่ฝึกอยู่แต่ก็อาจจะทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง คนฝึกม้าก็จะต้องฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ฝึกอยู่เนื่อง ๆ เข้าจนความพยศนั้นก็หมดไป ก็เป็นยอดม้าได้ จิตใจของเราที่ฝึกด้วยธรรมะอย่างนี้แล้ว ก็เป็นยอดของสาวก ยอดของผู้ที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ควรแก่การบูชา ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก

“ภัททาลิ ! เมื่อใด ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีตัวนั้น ถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า จนหมดพยศในข้อที่ไม่รับแอกนั้นแล้ว, เมื่อนั้น คนฝึกม้า จึงทำการฝึกม้าตัวนั้นให้ยิ่งขึ้นไป...”

 

จากในบางส่วนของ ภัททาลิสูตร [174] ธรรม 10 ประการ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนพระภัททาลิในเรื่องของการปฏิบัติ โดยยกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบกับม้าอาชาไนยพันธ์ุดีที่ผู้ฝึกม้าเขาจะทำการฝึกม้าในด้านต่าง ๆ ทั้งหมด 10 ด้านด้วยกัน เปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติของเหล่าอริยสาวกในธรรมะวินัยนี้จะต้องมีการฝึกในด้านทั้ง 10 อย่าง คือ เรื่องของอริยมรรคมีองค์ 8 บวกกับ สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุตติ ซึ่ง 10 อย่างนี้รวมเรียกว่า “สัมมัตตะ 10 ประการ” ที่บอกว่า มรรค 8 เป็นที่รวมลงทั้งหมดของธรรมะ ถ้าเราจะเพิ่มไปอีก 2 อย่าง สำหรับคนที่บรรลุถึงที่สุดทางของมรรค 8 แล้ว ก็จะมีสัมมาญาณะด้วย มีสัมมาวิมุตติด้วย

บุคคลที่มีสัมมัตตะ 10 ประการ เรียกว่าเป็นเป็นสุดยอดแล้วของเหล่าสาวกในธรรมะวินัยนี้ เปรียบเทียบกันกับม้าอาชาไนยพันธุ์ดีที่ถ้าผ่านการฝึก 10 อย่างนี้ถือว่าเป็นยอดม้า เป็นเหมือนกับองค์อวัยวะของพระราชา เป็น เป็นของคู่บารมีของพระราชา

ก่อนที่จะทำการฝึกม้าจะต้องรู้จักเลือกพันธุ์ม้า ไปจับมาแล้วมารู้จักฝึกให้สวมบังเหียนและการเทียมแอก แน่นอนว่าม้ามันก็จะมีความพยศ เสพติดดิ้นรน มีวิสัยที่ไม่คุ้นเคยเกิดความรำคาญ แต่ถ้าม้าถูกฝึกไปเรื่อย ๆ ก็จะคุ้นชินขึ้นมาก็จะสามารถรับสวมบังเหียนและเทียมแอกได้ เปรียบเทียบมาในทางการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบพระองค์หรือคำสอนของพระองค์เป็นคนฝึกช้างคนฝึกม้า เหล่าสาวกทั้งหลายเปรียบเป็นเหมือนกับช้างพันธุ์ดี คือ ช้างตระกูลฉัททันต์ หรือเป็นม้าพันธุ์ดี คือ ม้าอาชาไนยม้าตะกูลวลาหก ที่มีพันธุ์ดีแล้วก็ต้องมาผ่านการฝึกถึงจะออกมาเป็นสุดยอดในการที่จะมาเป็นของที่เหมาะสมคู่ควร ควรได้รับการยกย่องบูชา

เพราะฉะนั้นในการรับสวมบังเหียน จะเปรียบได้กับในเรื่องของ “ศีล” ว่า เราจะต้องรู้จักอยู่ในศีลก่อน และการเทียมแอกนั้นก็คือ “ศรัทธา” ปลูกศรัทธา ฝึกทำในเรื่องของศีล มีศรัทธาและมีศีลแล้วสามารถพัฒนาในเรื่องของการอยู่หลีกเร้น การสำรวมอินทรีย์ การทำฌานสมาธิปัญญาในขั้นต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้

 

รายละเอียดข้อการฝึกม้าในแต่ละข้อเปรียบเทียบกับการฝึกปฏิบัติ

 

  1. ในการแยกขากระโดดแผล็วขึ้นพร้อมกันทั้งสี่ขา, ...ในการรบจะมีกับดักของม้าเอาไว้ค่อยกำจัดม้าเวลาที่รบกัน คือ จะมีการขุดหลุมเป็นกับดักไว้ แล้วให้คนลงไปหลบอยู่แล้วจะคอยที่โผล่ขึ้นมาใช้มีดตัดขาม้า มีกับดักติดๆ กัน 4 หลุม เพื่อที่จะโผล่ขึ้นมาตัดขาม้าทั้ง 4 ขา พร้อม ๆ กัน ซึ่งม้านั้นจะต้องรู้จักหลบกับดักนี้โดยการกระโดดแผล็วขึ้นพร้อมกัน 4 ขา แยกขาออกด้วย แล้วก็ใช้ขานั้นถีบคนทั้ง 4 คนนี้หงายกลิ้งไป ทำให้มันหลุดจากกับดักนี้ได้

    เปรียบเทียบกับ การที่เรารู้จักกับดักของมาร ต้องรู้จักนำออกสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมได้

  2. ในการเอี้ยวตะแคงตัวเป็นวงกลมจนผู้ขี่หยิบอาวุธที่ตกลงดินได้, มีทักษะ พลิกแพลงจนชำนาญ

    เปรียบเทียบกับ การที่เรารู้จักทำธรรมะในหมวดต่าง ๆ (ถ้าเป็นการทำงานก็ทำอันนี้ก็ได้ ทำอันนั้นก็ได้) เช่น กายคตาสติก็ทำได้ พุทธานุสสติก็ได้ โพชฌงค์ก็ได้ สมาธิก็ได้

  3. ในการสามารถวิ่งจดแต่ปลายกีบจนไม่เกิดเสียง, บางภารกิจก็ต้องการความนิ่มนวล ไม่ให้มีเสียง

    เปรียบเทียบกับ การทำงานของเรา ไม่ได้ต้องการที่จะเอาชื่อเสียง ไม่ได้ว่าจะต้องมาเป็นตัวตน ต้องรู้จักฉัน ฉันทำหน้าที่นี้ งานการนี้ฉันทำ ทำเบาๆ ไม่ได้จะประกาศชื่อเสียงของตน

  4. ในความเร็วทั้งทีหนีทีไล่

    เปรียบเทียบกับ การฉับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เห็นสิ่งที่ไม่ดีก็จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมได้ สิ่งที่ดีๆ คนอื่นเขาทำดีเราก็จับฉวยได้เร็วให้เกิดกุศลขึ้น

  5. ในการไม่กลัวเสียงอึกทึกทุกชนิด

    เปรียบเทียบกับ เรื่องของความอดทน อดทนต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย อดทนต่อผัสสะ เหลือบยุ่งลมแดดที่ไม่น่าพอใจ ถ้อยคำอันหยาบคายร้ายกาจ เราก็อดทนได้

  6. ในการรู้คุณค่าของพระราชา

    เปรียบเทียบกับ การที่รู้อัธยาศรัยของพระศาสดา รู้อัธยาศรัยของผู้นำ ในหมู่สาวกด้วยกัน รู้ว่าสิ่งนี้ควรทำกับคนนี้ คนนี้ชอบสิ่งนี้ไม่ชอบสิ่งนี้อย่างไร เป็นการรู้อัศยาศรัยของคนอื่น อันนี้ดี

  7. ในการทำตัวให้สมกับเป็นวงศ์พระยาม้า, แม้ถูกรุมด้วยอาวุธ ถูกประหารด้วยหอกด้วยหลาวก็ไม่ทำผู้ขี่ให้ตก สามารถนำออกจากภัยนั้นได้

    เปรียบเทียบกับ การที่ไม่ย่อมทำชั่ว แม้เหตุแห่งชีวิต จะถูกกดดัน ถูกบังคับอย่างไรก็ไม่ทำชั่ว จะทำแต่ความดี

  8. ในความเร็วเลิศ

    เปรียบเทียบกับ การที่จะต้องรู้อริยสัจ 4

  9. ในความเป็นยอดม้า, ไม่อุจจาระปัสสาวะในที่นั่งที่นอนของตน กินอาหารดี ๆ ไม่ย่อมม้าอื่น

    เปรียบเทียบกับ สาวกที่ฝึกดีแล้วในความเป็นยอด ด็คือ ไม่ทำอกุศล จะเป็นผุูที่ทำแต่กุศลธรรมที่มันดียิ่งขึ้น ๆ รับภาระ คนอื่นจะทำหรือไม่ทำไม่สนใจฉันจะทำ ฉันจะศึกษาทำความเข้าใจปฏิบัติให้มันได้

  10. ในความควรแก่การฟังแต่คำที่นิ่มนวล, เช่น ในเรื่องของโคนันทิวิสาล ที่เจ้าของโคสั่งโดยพูดจาไม่ดีด้วยคำหยาบคาย โคนั้นก็ไม่ทำงานให้ตามที่สั่ง ทำให้เกิดความเสียหาย แต่พอแก้ไขปรับปรุงตัวให้พูดดี ๆ กันแล้ว โคนั้นก็ทำตามที่สั่ง

    เปรียบเทียบกับ สาวกในธรรมวินัยนี้ ก็คือ การที่เราพูดดี ๆ กัน ไม่ต้องพูดใช้คำหยาบหรือว่าใช้อาชญาในการพูดคาดโทษเอาไว้ แต่พูดกันดี ๆ ทำความเข้าใจ ก็สามารถที่จะทำการงานที่ปฏิบัตินั้นให้ดำเนินก้าวหน้าไปได้

 

“ทั้ง 10 ข้อนี้ เปรียบเทียบกลับมาในทางปฏิบัติของเราแล้ว แน่นอนว่าในขณะที่เรากำลังฝึกอยู่มันจะต้องมีความพยศ ความเสพติดดิ้นรนต่าง ๆ เกิดขึ้นมาแน่ เหมือนม้านี่แหละ ที่ฝึกอยู่ก็อาจจะทำไม่ได้บ้าง คนฝึกม้าก็จะต้องฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า ฝึกเนื่อง ๆ เข้า มันก็แก้ได้ ความพยศนั้นก็หมดไป ก็เป็นยอดม้าได้จิตใจของเราที่ฝึกด้วยธรรมะอย่างนี้แล้ว ก็เป็นยอดของสาวก ยอดของผู้ที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ควรแก่การบูชา ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้า