ภูมิชสูตร

HIGHLIGHTS:

  • บุคคลทำความหวัง แต่ประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคายก็ไม่สามารถบรรลุผล เพราะทำเหตุแห่งผลไว้ไม่แยบคาย
  • ถ้าบุคคลทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคายก็จะสามารถบรรลุผล แม้ไม่หวังผลเขาก็จะสามารถบรรลุผลด้วยเหตุที่ทำไว้แล้วอย่างดี
  • เปรียบเทียบการเจริญมรรค 8 อย่างแยบคายด้วยอุปมา 4 อย่างด้วยการทำน้ำมัน , นมสด , เนยข้น และไฟ
  • เมื่อมีการเจริญมรรค 8 อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในทุกผัสสะที่มากระทบ มรรค 8 จะมีความเข้มแข็งเกิดวิชาวิมุติเข้าสู่นิพพานได้
  • การปฏิบัติมรรค 8 อย่างสมบูรณ์ครบทุกด้านจะทำให้มารไม่ได้ช่อง

บทคัดย่อ

 

...สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเคยเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระภูมิชะ นุ่งสบง ทรงบาตรจีวรเข้าไปยังวังของพระราชกุมารชยเสนะในเวลาเช้าแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ ต่อนั้น พระราชกุมารชยเสนะเข้าไปหาท่านพระภูมิชะ แล้วได้ตรัสทักทายปราศรัยกับท่านพระภูมิชะ ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

พระราชกุมารชยเสนะ ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้รับสั่งกะท่านพระภูมิชะดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านภูมิชะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ถ้าแม้บุคคลทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ในเรื่องนี้ ศาสดาของท่านภูมิชะมีวาทะอย่างไร มีความเห็นอย่างไร บอกไว้อย่างไร ฯ

ท่านภูมิชะกล่าวว่า ดูกรพระราชกุมาร เรื่องนี้อาตมภาพมิได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเลย แต่ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือพระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ถ้าแม้บุคคลทำความหวัง แล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุ แต่ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาจะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ดูกรพระราชกุมาร เรื่องนี้อาตมภาพมิได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเลย แต่ข้อที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ฯ

ช. ถ้าศาสดาของท่านภูมิชะมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ บอกไว้อย่างนี้ ศาสดาของท่านภูมิชะ ชะรอยจะดำรงอยู่เหนือหัวของสมณพราหมณ์จำนวนมากทั้งมวลโดยแท้ ฯ

ต่อนั้น พระราชกุมารชยเสนะทรงอังคาสท่านพระภูมิชะ ด้วยอาหารในภาชนะส่วนของพระองค์ ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระภูมิชะกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเวลาอาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อเช้านี้ ข้าพระองค์นุ่งสบง ทรงบาตรจีวรเข้าไปยังวังของพระราชกุมารชยเสนะ แล้วได้นั่งบนอาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ ต่อนั้น พระราชกุมารชยเสนะได้เข้ามาหาข้าพระองค์แล้วได้ตรัสทักทายปราศรัยกับข้าพระองค์ ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้รับสั่งกะข้าพระองค์ดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านภูมิชะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ถ้าแม้บุคคลทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ในเรื่องนี้ ศาสดาของท่านภูมิชะมีวาทะอย่างไร มีความเห็นอย่างไร บอกไว้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระราชกุมารรับสั่งแล้วอย่างนี้ ข้าพระองค์ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรพระราชกุมารเรื่องนี้อาตมภาพมิได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเลย แต่ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ถ้าแม้บุคคลทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผลถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล แต่ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาจะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย เขาก็จะสามารถบรรลุผล ดูกรพระราชกุมาร เรื่องนี้อาตมภาพมิได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเลย แต่ข้อที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ นั่น เป็นฐานะที่มีได้แล พระราชกุมารชยเสนะรับสั่งว่า ถ้าศาสดาของท่านภูมิชะมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ บอกไว้อย่างนี้ศาสดาของท่านภูมิชะ ชะรอยจะดำรงอยู่เหนือหัวของสมณพราหมณ์จำนวนมากทั้งมวลโดยแท้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว เมื่อพยากรณ์อย่างนี้ จะเป็นผู้กล่าวตามพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และวาทะอนุวาทะไรๆ อันชอบด้วยเหตุ จะไม่ถึงฐานะน่าตำหนิบ้างหรือ ฯ

พ. ดูกรภูมิชะ เหมาะแล้ว เธอถูกถามอย่างนี้ เมื่อพยากรณ์อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้กล่าวตามถ้อยคำของเรา ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และวาทะอนุวาทะไรๆ อันชอบด้วยเหตุ ย่อมไม่ถึงฐานะน่า ตำหนิ ดูกรภูมิชะ ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ที่มีทิฐิผิดมีสังกัปปะผิด มีวาจาผิด มีกัมมันตะผิด มีอาชีวะผิด มีวายามะผิด มีสติผิดมีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผลถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการน้ำมัน แสวงหาน้ำมันจึงเที่ยวเสาะหาน้ำมัน เกลี่ยทรายลงในรางแล้วคั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วเกลี่ยทรายลงในราง คั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ เขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วเกลี่ยทรายลงในราง คั้นไป เอาน้ำพรมไปๆเขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วเกลี่ยทรายลงในราง คั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ เขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน ถ้าทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วเกลี่ยทรายลงในราง คั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ เขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะได้น้ำมันโดยวิธีไม่แยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิผิด มีสังกัปปะผิด มีวาจาผิด มีกัมมันตะผิดมีอาชีวะผิด มีวายามะผิด มีสติผิด มีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการนมสด แสวงหานมสดจึงเที่ยวเสาะหานมสด แต่รีดเอาจากเขาแม่โคลูกอ่อน ถ้าแม้ทำความหวังแล้วรีดเอาจากเขาแม่โคลูกอ่อน เขาก็ไม่สามารถจะได้นมสด ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วรีดเอาจากเขาแม่โคลูกอ่อน เขาก็ไม่สามารถจะได้นมสด ถ้าแม้ทำทั้งความหวัง และความไม่หวังแล้วรีดเอาจากเขาแม่โคลูกอ่อน เขาก็ไม่สามารถจะได้นมสด ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วรีดเอาจากเขาแม่โคลูกอ่อน เขาก็ไม่สามารถจะได้นมสด นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะได้นมสด โดยวิธีไม่แยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิผิด ฯลฯ มีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวัง
ก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผลนั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการเนยข้น แสวงหาเนยข้นจึงเที่ยวเสาะหาเนยข้น ใส่น้ำลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น ถ้าแม้ทำความหวังแล้วใส่น้ำลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็ไม่สามารถจะได้เนยข้น ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วใส่น้ำลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็ไม่สามารถจะได้เนยข้น ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วใส่น้ำลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็ไม่สามารถจะได้เนยข้น ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วใส่น้ำลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็ไม่สามารถจะได้เนยข้น นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะได้เนยข้นโดยวิธีไม่แยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิผิด ฯลฯ มีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผลถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการไฟ แสวงหาไฟ จึงเที่ยวเสาะหาไฟ เอาไม้สดที่มียางมาทำไม้สีไฟ สีกันไป ถ้าแม้ทำความหวังแล้วเอาไม้สดที่มียางมาทำไม้สีไฟ สีกันไป เขาก็ไม่สามารถจะได้ไฟ ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วเอาไม้สดที่มียางมาทำไม้สีไฟ สีกันไป เขาก็ไม่สามารถจะได้ไฟถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วเอาไม้สดที่มียางมาทำไม้สีไฟ สีกันไปเขาก็ไม่สามารถจะได้ไฟ ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วเอาไม้สดที่มียางมาทำไม้สีไฟ สีกันไป เขาก็ไม่สามารถจะได้ไฟ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะได้ไฟโดยวิธีไม่แยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิผิด ฯลฯ มีสมาธิผิดถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผลถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิชอบ มีสังกัปปะชอบ มีวาจาชอบ มีกัมมันตะชอบ มีอาชีวะชอบ มีวายามะชอบมีสติชอบ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถบรรลุผลได้โดยอุบายแยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการน้ำมัน แสวงหาน้ำมันจึงเที่ยวเสาะหาน้ำมัน เกลี่ยงาป่นลงในรางแล้วคั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วเกลี่ยงาป่นลงในราง คั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ เขาก็สามารถได้น้ำมันถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้ว เกลี่ยงาป่นลงในรางคั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ เขาก็สามารถได้น้ำมัน นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถได้น้ำมันโดยวิธีแยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิชอบ ฯลฯ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะเพราะเขาสามารถบรรลุผลได้โดยอุบายแยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการนมสด แสวงหานมสดจึงเที่ยวเสาะหานมสด รีดเอาจากเต้านมแม่โคลูกอ่อน ถ้าแม้ทำความหวังแล้วรีดเอาจากเต้านมแม่โคลูกอ่อน เขาก็สามารถได้นมสด ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ...ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วรีดเอาจากเต้านมแม่โคลูกอ่อน เขาก็สามารถได้นมสด นั่นเพราะเหตุไรดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถได้นมสดโดยวิธีแยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิชอบ ฯลฯ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผลนั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถบรรลุผลได้โดยอุบายแยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการเนยข้น แสวงหาเนยข้นจึงเที่ยวเสาะหาเนยข้น ใส่นมส้มลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น ถ้าแม้ทำความหวังแล้วใส่นมส้มลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็สามารถได้เนยข้น ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วใส่นมส้มลงในอ่าง คนเข้ากับนมข้น เขาก็สามารถได้เนยข้น นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถได้เนยข้นโดยวิธีแยบคาย ฉันใด ดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิชอบ ฯลฯ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถบรรลุผลได้โดยอุบายแยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการไฟ แสวงหาไฟ จึงเที่ยวเสาะหาไฟ เอาไม้แห้งเกราะมาทำไม้สีไฟ สีกันไป ถ้าแม้ทำความหวังแล้วเอาไม้แห้งเกราะมาทำไม้สีไฟ สีกันไป เขาก็สามารถได้ไฟ ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้ว ... ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ ความไม่หวังก็มิใช่แล้วเอาไม้แห้งเกราะมาทำไม้สีไฟ สีกันไป เขาก็สามารถได้ไฟนั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถได้ไฟโดยวิธีแยบคาย ฉันใดดูกรภูมิชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิชอบ ฯลฯ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภูมิชะ เพราะเขาสามารถบรรลุผลได้โดยอุบายแยบคาย ฯ

ดูกรภูมิชะ ถ้าอุปมา 4 ข้อนี้ จะพึงแจ่มแจ้งแก่พระราชกุมารชยเสนะ พระราชกุมารชยเสนะจะพึงเลื่อมใสเธอ และเลื่อมใสแล้ว จะพึงทำอาการของบุคคลผู้เลื่อมใสต่อเธออย่างไม่น่าอัศจรรย์ ฯ

ท่านพระภูมิชะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อุปมา 4 ข้อนี้จักให้ข้าพระองค์แจ่มแจ้งแก่พระราชกุมารชยเสนะได้แต่ที่ไหน เพราะอุปมาน่าอัศจรรย์ ข้าพระองค์ไม่เคยได้สดับมาในก่อนเหมือนที่ได้สดับต่อพระผู้มีพระภาค ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระภูมิชะจึงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

จบ ภูมิชสูตรที่ 6

 

ภูมิชสูตร...พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุนามว่าภูมิชะในเวฬุวัน กรุงราชคฤห์...ที่นครแห่งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นที่แรกที่พระพุทธเจ้าประกาศคำสอนขึ้นมา เริ่มมีสงฆ์ มีหมู่คณะในการประกาศคำสอน โดยพระเจ้าพิมพิสารมีประสงค์จะให้มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ใช้เป็นที่ฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมจึงนึกถึงป่าไผ่แห่งนี้ขึ้นมา...ณ ที่เวฬุวันนี้เป็นที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุภูมิชะ โดยมีเหตุเริ่มมาจากภิกษุภูมิชะได้ไปบิณฑบาตรที่พระราชวังของพระราชชยเสนะกุมาร...ซึ่งพระราชกุมารได้ถามภิกษุภูมิชะถึงเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์แล้วมันจะไม่ได้ผล...พระราชกุมารฯ อยากทราบว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้อย่างไร จึงให้พระภูมิชะอธิบายเรื่องนี้...ซึ่งภิกษุภูมิชะได้ตอบพระราชกุมารฯ ตามที่ตนเข้าใจว่า การปฏิบัติที่แยบคายหรือการปฏิบัติที่ไม่แยบคายนั้นจะให้ผลต่างกัน แล้วด้วยความที่พระราชกุมารฯ ยังเอิบอิ่มในกามคุณเมื่อฟังธรรมนี้จบสิ้นแล้วก็แยกจากพระภูมิชะไป แต่พระภูมิชะได้เข้าไปพบพระพุทธเจ้าโดยทูลถวายเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ...และพระพุทธเจ้าทรงได้ให้การรับรองกับท่านภูมิชะว่าการแยกแยะเรื่องการปฏิบัติที่แยบคายและไม่แยบคายนั้นถูกต้องแล้วดีแล้ว

ด้วยความเป็นภควา...พระพุทธเจ้าก็ทรงยกอุปมาอุปไมยขึ้นมา โดยยกหัวข้อการปฏิบัติที่ไม่แยบคายขึ้นก่อน คือมิจฉามรรค มิจฉาทิฐิจนถึงมิจฉาสมาธิเรื่อยไปจนถึงมิจฉาทั้งหมด ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นมิจฉาปรากฏขึ้นมานั้นแสดงให้เห็นว่าเราปฏิบัติได้ไม่แยบคาย ส่วนการปฏิบัติที่แยบคายนั้นคือการปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของมรรค 8 ตลอดเวลา

การที่ทำไปด้วยความหวัง , ทำโดยไม่คาดหวังว่าจะได้ , บางทีก็คิดว่าจะได้แต่บางครั้งเมื่อท้อแท้ก็คิดว่าไม่น่าจะได้ , อยากได้ก็ไม่ใช่ไม่อยากก็ไม่เชิง...ทั้ง 4 ประเด็นนี้ไม่ได้ประเด็นสำคัญอะไร เพราะถ้าเราทำไปเรื่อยๆ จะหวังผลหรือไม่หวังก็ต้องได้ เหมือนกับการวิ่ง...เพราะไม่ว่าเราจะวิ่งด้วยเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก่อนแต่ถ้าเราวิ่งไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ต้องถึงเส้นชัยไม่ว่าเราจะหวังหรือไม่หวังสิ่งนั้นก็ตาม...สิ่งสลักสำคัญอยู่ที่ “การกระทำที่แยบคายหรือไม่แยบคาย” เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราปฏิบัติได้ไม่แยบคายมารก็จะได้ช่อง เมื่อใดที่มีตัณหาต่างๆ เข้ามาเกี่ยวมารก็จะเข้ามาแทรก...ซึ่งการทำโดยแยบคายหรือไม่แยบคายนั้นพระพุทธเจ้าเปรียบเป็นอุปมาอุปไมยเช่นคนที่ต้องการน้ำมัน , นมสด , เนยข้น และ ไฟ

คนที่ต้องการน้ำมันแต่คั้นน้ำมันจากทรายก็จะไม่ได้น้ำมัน เพราะเราจะได้น้ำมันจากการคั้นถั่ว งา หรือธัญพืชที่หมักจนได้ที่และต้องผ่านกระบวนการอันแยบคายด้วยจึงจะได้น้ำมันออกมา เช่นเดียวกับการปฏิบัติถ้าเราปฏิบัติมรรค 8 อย่างเต็มที่และถูกวิธี...คนที่ปฏิบัติธรรมที่คิดว่าอย่างน้อยตนจะต้องบรรลุได้เป็นพระโสดาบัน พระอนาคามี หรือพระอรหันต์โดยมีพระนิพพานเป็นที่สุดจบยิ่งจะต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ให้แยบคายตลอดสายไม่ใช่ขาดตกบกพร่องไปอันใดอันหนึ่ง...แต่ถ้าปฏิบัติตกไปข้อใดข้อหนึ่งนั้นก็แสดงให้เห็นถึงความไม่แยบคายในการปฏิบัติ นอกจากนี้ทรงเปรียบด้วยเรื่องนมสด...ถ้าต้องการนมสดแต่ไปรีดนมจากเขาโค หรือ ไปรีดเอาน้ำนมจากโคตัวผู้ทำอย่างไรก็ไม่มีวันได้น้ำนมโค แต่จะต้องรีดนมจากแม่วัวที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เท่านั้น...เช่นเดียวกับการปฏิบัติตามมรรค 8 ถ้าเราปฏิบัติอย่างแยบคายเก็บรายละเอียดได้อย่างดีไม่มีบกพร่องทำได้ตลอดเวลา เราก็จะได้รับผลจากการปฏิบัติโดยแยบคายนั้น...เปรียบเหมือนกับเนยข้น...ถ้าเราเอาน้ำมาผสมกับนมและปั่นหรือกวนออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางได้เนยข้น แต่ถ้าใช้สารหมักที่ทำปฏิกิริยากับนมและใช้สัดส่วนที่เหมาะสมทำอย่างถูกต้องก็จะได้เนยข้นออกมา...เช่นเดียวกับการเจริญมรรค 8 ที่เราต้องทำให้เหมาะสมและมรรค 8 ก็เป็นเครื่องชี้วัดว่าเราปฏิบัติถูกต้องหรือไม่...เปรียบเหมือนไฟ….ถ้าเราสีไม้ที่ยังเปียกหรือมียางไม้เกาะอยู่ ต่อให้สีอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะเกิดไฟขึ้นมาได้ แต่ถ้าใช้ไม้แห้งสามารถทำให้เกิดความร้อนจนเกิดเปลวไฟขึ้นมาได้...นี่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติให้มีความแยบคาย เพราะทุกผัสสะทางตา ทาง หูมากระทบเราสามารถที่จะทำจิตให้เจริญอยู่ในมรรค 8 ได้หรือไม่ สามารถคงสติได้ทุกแง่มุมทุกด้านได้อย่างแยบคายได้หรือไม่ จะยังนอบน้อมเคารพว่าง่ายในธรรมนั้นได้หรือไม่…

เราจะเพิ่มความแยบคายในมรรค 8 นี้ได้เราก็ต้องสังเกตดูจากตัวอย่างฝึกหัดทำอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ทำให้มาก สังเกตจากผู้ที่ทำได้แล้วเราก็จะพัฒนา(ภาวิตา)เกิดความแยบคายเกิดวิชาวิมุติไปสู่ที่หมายคือนิพพานได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "ภูมิชสูตร (126)" เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
  • ฟัง "ทันตภูมิสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560