การเจ็บไข้ ป่วย อาพาธ – ตอนที่ ๕ โพชฌงค์ ๗

HIGHLIGHTS:

  • ๓ พระสูตรที่เกี่ยวกับโพชฌงค์ ๗
  • หายได้ด้วยโพชฌงค์ ๗ โดยควรแก่ฐานะ
  • โพชฌงค์ ๗ มีอะไรบ้าง

บทคัดย่อ

 

โพชฌงค์ เป็นบทสวดที่เรามีความเชื่อกันว่า จะสามารถทำให้คนที่เจ็บป่วยไข้ได้ป่วยมีอาการดีขึ้นมาได้ วันนี้เราจะมาทำความเกี่ยวกับเรื่องของโพชฌงค์ทั้ง ๗ กัน

เวลาที่ท่านผู้ชมนิมนต์พระไปที่บ้าน ที่จะมีงานทำบุญบ้าน หรือว่านิมนต์พระไปสวดมนต์ จะมีบทสวดชุดหนึ่งที่อยู่ในชุดที่เรียกว่า ๑๒ ตำนานหรือว่า ๑๔ ตำนาน จะมีบทหนึ่งที่เรียกว่า โพชฌังคปริตร เป็นบทที่ครูบาอาจารย์ท่านรวบรวมเนื้อหาในพระสูตรที่บ่งบอกถึงเนื้อหาของธรรมะที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ ที่พอพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้ฟังแล้วก็หายจากอาการเจ็บไข้ เป็นหัวข้อที่ท่านดึงมาจากในพระสูตร ที่พูดถึงไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ท่านพระมหากัสสปะ หรือว่าท่านพระมหาโมคัลลานะ หายจากความเจ็บไข้เพราะว่าฟังโพชฌงค์ ตัวแม่บทเดิมนั้นคืออะไร เป็นพระสูตรที่มาในสังยุตตนิกาย ๓ พระสูตรด้วยกัน ตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่ที่วิหารเวฬุวันที่เมืองราชคฤห์ พระสูตร ๓ นี้เป็นเรื่องของการหายเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโพชฌงค์ทั้ง ๗ เป็นลักษณะที่พระพุทธเจ้าของเราตอนนั้นท่านประชวรอยู่ ก็เลยให้จุลทะสามเณรได้สวดโพชฌงค์ คือเทศน์เรื่องโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้ฟัง หรือกรณีของพระมหากัสสปะก็เหมือนกัน ท่านพระมหากัสสปะป่วยพระพุทธเจ้าไปเยี่ยม พระองค์ก็อธิบายเรื่องโพชฌงค์ให้ฟัง หรือท่านพระมหาโมคัลลานะตอนนั้นท่านก็ป่วย ทั้ง ๓ ท่านอยู่ที่เมืองราชคฤห์ทั้งสิ้น ป่วยแล้วพระพุทธเจ้าไปเยี่ยม เยี่ยมแล้วก็เลยถามถึงสารทุกข์สุขดิบแล้วก็อธิบายเรื่องของโพชฌงค์ให้ฟัง ไม่ใช่ว่าใครๆ ฟังโพชฌงค์ แล้วก็จะหายจากอาการเจ็บไข้ทั้งสิ้น พระสูตรที่มาในที่นี้ก็คือว่า ถ้าได้ฟังแล้ว ก็จะสามารถหายจากการเจ็บไข้ เวทนาบรรเทาลงโดยควรแก่ฐานะ ถ้าอยู่ในฐานะที่จะหายได้ก็สามารถจะหายได้ ไม่งั้นถ้าเผื่อว่าใครจะฟังโพชฌงค์แล้วจะหายเจ็บไข้ทุกคนมันก็คงไม่มีใครตายในโลกนั้น คนป่วยไปสวดโพชฌงค์ให้กันฟังแล้วก็จะหายหมด ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าอยู่ในฐานะที่จะหายได้ก็จะหายได้ อย่างตอนที่พระพุทธเจ้าประชวรในพรรษาสุดท้ายก่อนที่จะทำการปลงอายุสังขารเนี่ย พอปลงอายุสังขารแล้วช่วงนั้นก็มีอาการป่วยอยู่ตลอด หรือแม้แต่ในวาระสุดท้ายประชวรด้วยโรคลงโลหิต ภิกษุทั้งหลายในสมัยพุทธกาล เขาก็พยายามจะหาวิธีที่ทำยังไงพระพุทธเจ้าจะหาย ทำไงพระพุทธเจ้าจะไม่ปลงอายุสังขาร อย่าไปคิดเลยว่าโพชฌงค์เนี่ยเขาจะไม่ได้พูดถึงจะไม่ได้เอามาสวดเอามาทำกัน มีแน่นอน แต่ว่านั่นไม่ใช่ฐานะที่จะหายได้ล่ะ เพราะว่าท่านปลงอายุสังขารไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องหายได้โดยควรแก่ฐานะ ฐานะแบบไหนที่จะหายได้ เราจึงต้องมาทำความเข้าใจในตัวเนื้อหาพระสูตร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของโพชฌงค์เท่านั้นท่านผู้ชม ยังรวมถึงในพระสูตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะ ๑๐ ประการที่ได้บอกกับท่านคิลิมานนท์ฝากท่านพระอานนท์ไปบอก ก็คือพูดถึงว่าพอได้ฟังธรรมะแล้ว ก็จะมีปีติมีปราโมทย์ พอมีปีติมีปราโมทย์แล้วทุกขเวทนาก็จะระงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ นี่คือ key word จุดประสงค์ที่สำคัญ ทีนี้พอเราเข้าใจในตัวบทสวดเรื่องของโพชฌงค์ เนื้อหาเดิมที่มาในสังยุตตนิกายที่พูดถึงพระพุทธเจ้าเองก็หายประชวร ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหาโมคัลลานะหายป่วย ต่อไปมาทำความเข้าใจว่า โพชฌงค์ทั้ง ๗ มีอะไรบ้าง

ในเรื่องของโพชฌงค์ที่ปรากฎอยู่ในพระสูตรในคิลานสูตรเป็นเรื่องของท่านพระมหาโมคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระพุทธเจ้าที่มีอาการป่วยมีอาการอาพาธแล้วก็ดีขึ้นได้ ได้รวบรวมเป็นหัวข้อไว้ในโพชฌังคปริตร เป็นเรื่องราวที่พระภิกษุมักจะนำไปสวดในหมู่บ้าน เป็นงานอยู่เป็นประจำ เนื้อหาในตัวโพชฌงค์เองมีข้อมูลที่ปรากฎมาในอานันทสูตรในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าคุยกับท่านพระอานนท์ในพระสูตรนั้น บ่งบอกถึงธรรมะอันเอกที่จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ทำให้เกิดโพชฌงค์ทั้ง ๗ ตรงนี้แหละจึงอธิบายถึงเรื่องของโพชฌงค์ทั้ง ๗ ว่ามีสติปัฏฐาน ๔ อย่างแรก พอบุคคลที่มีสติตั้งเอาไว้เนี่ย จะทำให้เขาสามารถที่จะไม่วิ่งเข้าหาสิ่งที่น่าพอใจ ไม่วิ่งหนีสิ่งที่ไม่น่าพอใจ จิตตั้งอยู่ดีๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ ตามเนื้อผ้าได้ มีการที่เรียกว่า ใคร่ครวญธรรมตามเนื้อผ้าของมันได้ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ ท่านใช้คำนี้ ทีนี้พอมีการใคร่ครวญธรรมสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมมันก็ค่อยลดลงๆ สิ่งที่เป็นกุศลธรรมคือปัญญาก็ค่อยๆ เจริญขึ้น คือวิริยะคือการทำจริงแน่วแน่จริง ทำมาถูกทางแล้ว การทำมาถูกทางอกุศลธรรมค่อยๆ ลดลง กุศลธรรมค่อยๆ เพิ่มขึ้น จะมีอยู่จุดหนึ่งที่จะทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจความสบายใจ อันนี้ท่านใช้คำว่า ปีติ เป็นความอิ่มเอิบใจความสบายใจชนิดที่เกิดขึ้นจากในภายใน ไม่ได้ต้องอาศัยสิ่งภายนอกเป็นเครื่องล่อ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากในภายในที่เรียกว่าเป็นนิรามิส พอบุคคลมีความอิ่มเอิบใจความสบายใจมีปีติมีอะไรมากระทบมันก็จะนิ่งเฉยวางเฉยอยู่ได้ ความนิ่งเฉยนั่นคือปัสสัทธิ พอมีความนิ่งเฉยแล้วจิตมันจะค่อยๆ ระงับลงระงับลง ความที่จิตระงับลงระงับลงคือสมาธิ คือความที่เรียกว่าจิตเป็นอารมณ์อันเดียว ความเป็นสมาธิเป็นอารมณ์อันเดียวนี้จะบ่งบอกถึงความที่จิตนี้มีความสุขด้วย เวลาคนที่มีสมาธินี่เขาจะเพ่งเฉพาะซึ่งจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี ทำให้มีอะไรที่มากระทบที่เป็นผัสสะต่างๆ จากภายในหรือภายนอกก็ตาม จะทำให้เป็นผู้ที่วางเฉยได้ ความวางเฉยนั้นคืออุเบกขา เขาเรียกว่าความวางเฉย อันนี้ตามนัยยะที่มาในอานันทสูตรหรือภิกขุสูตรในสังยุตตนิกาย

ยังมีเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าขยายความโพชฌงค์ทั้ง ๗ ออกเป็นอีก ๑๔ อย่าง เป็นเนื้อหาที่มาในปริยายสูตร พระพุทธเจ้าได้บอกถึงในโพชฌงค์แต่ละข้อว่าแยกเป็น ๑๔ อย่างอย่างไร ในสตินั้นแบ่งเป็นธรรมะที่มาในภายใน สติที่เกิดขึ้นจากธรรมในภายในหรือในภายนอก ซึ่งคำว่าในภายในนั้นก็คือหมายถึงอายตนะภายในนั่นเอง ช่องทางทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ อายตนะภายนอกนี่คือธรรมอันเป็นภายนอก รูป เสียง พวกนี้เป็นสิ่งที่จะตั้งสติไว้ได้ทั้งสิ้น ส่วนการใคร่ครวญธรรมก็เหมือนกัน จะต้องตามเรื่องของสติมา สติเกิดขึ้นตรงไหนสามารถที่จะพิจารณาใคร่ครวญธรรมได้ ณ ที่จุดนั้น มันต้องไปด้วยกัน พอมีการใคร่ครวญธรรมพิจารณาธรรมแล้ว เรื่องของวิริยะก็แบ่งไว้เป็นเรื่องของทางกายและก็เรื่องของทางจิต ในจิตถ้ามีสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมลดลงกุศลธรรมมากขึ้นนั่นเป็นวิริยะที่เกิดขึ้นในจิต ทางกายอาจจะมีความอดทนมีความอดกลั้นนั่นก็เป็นความเพียรทางกาย อย่างที่พระพุทธเจ้าทำความเพียรตอนทำทุกรกิริยานั่นก็เป็นความเพียรทางกาย ส่วนปีติความอิ่มเอิบใจความสบายใจนั้นแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือมีวิตกมีวิจารณ์ และก็ไม่มีวิตกไม่มีวิจารณ์ ลักษณะของปีติที่มีวิตกวิจารณ์ก็คือฌาณ ๑ ส่วนปีติที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารณ์ก็คือฌาณ ๒ เป็นส่วนของปีติความอิ่มเอิบใจความสบายใจตรงนี้ ที่ไม่มีวิตกวิจารณ์คือบางทีเราสุขใจอย่างไม่มีความคิดอะไรไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้เรื่องนี้ ไม่ได้มีวิตกวิจารณ์ก็สุขใจสบายใจได้ ส่วนปัสสัทธิแยกเป็นทางจิตกับทางกาย อยู่ในภายในกับสงบระงับทางกาย สมาธินั้นก็แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ มีวิตกวิจารณ์แล้วก็ไม่มี ส่วนที่มีวิตกวิจารณ์ก็คือฌาณ ๑ ส่วนที่ไม่มีวิตกวิจารณ์ก็คือตั้งแต่ฌาณ ๒ ขึ้นไปจนถึงขั้นที่ ๘ ขั้นที่ ๙ โน่นเลย สมาธิแบ่งเป็น ๒ ส่วน พูดง่ายๆ ก็คือสมาธิที่มีความคิด กับสมาธิที่ไม่มีความคิด ส่วนเรื่องอุเบกขาก็คือมีเกิดขึ้นจากธรรมในภายในและธรรมะในภายนอก นี่คือตามเนื้อหาที่มาในปริยายสูตร แบ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างออกเป็น ๑๔ อย่าง

นอกจากนี้ท่านผู้ชมเนื้อหาที่มาในอัคคิสูตร แบ่งโพชฌงค์เป็น ๓ หมวดด้วยกัน โดยในหมวดแรก สำหรับบุคคลที่มีจิตฟุ้งซ่าน จิตที่แบบฟุ้งซ่านวุ่นวายนั่นนี่โน่นคิดมากมายจะให้มาเจริญธรรมวิจยะวิริยะปีตินี่มันจะตั้งขึ้นได้ยาก ก็เลยแนะนำว่าให้เจริญปัสสัทธิทำให้สงบระงับ ให้มีสมาธิ และอุเบกขา จะทำให้จิตที่มีความฟุ้งซ่านตั้งขึ้นได้ ส่วนในทางตรงกันข้ามจิตที่มีความหดหู่ จะให้สงบระงับลงมีสมาธิไม่ตอบสนองอะไรเป็นอุเบกขามันก็ยิ่งจะระงับลงไปอีก จะให้มันตั้งขึ้นได้ควรที่จะมาเจริญธรรมวิจยะ มีวิริยะ มีปีติ อันนี้จะเหมาะสมกว่าคู่กับจิตหดหู่ ส่วนสตินั้นพระพุทธเจ้าบอกว่ามีประโยชน์ในที่ทั้งปวง นี่คือเรื่องของโพชฌงค์ที่มาตามอัคคิสูตรแบ่งเป็น ๓ ส่วน

เพราะฉะนั้นในโพชฌงค์ที่เราจะได้ยินหัวข้อนี้อยู่เป็นประจำที่ว่ามักจะพูดถึงว่ามีอานิสงส์ทำให้คนนั้นหายจากการเจ็บไข้ได้ อานิสงส์ที่จะทำให้คนหายจากการเจ็บไข้ได้ก็คือเพราะว่าฟังธรรมหมวดนี้แล้วนี่แต่ละข้อตั้งแต่ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ จนถึงอุเบกขานี่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพานได้ทั้งหมดเลย ฟังธรรมะหมวดนี้แล้วจะมีความสบายใจมีความอิ่มเอิบใจ จะมองข้ามทุกขเวทนาทางกายไปได้ มีทุกขเวทนาทางกายก็ข้ามไปมีสุขเวทนาทางใจ อันนี้จะเป็นอุบายในการที่จะระงับทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นทางกายนั้นได้

ในพระสูตรต่างๆ ที่ยกมาในที่นี้ไม่ว่าจะเป็น อานันทสูตร แจกแจงโพชฌงค์ทั้ง ๗ เอาไว้ ปริยายสูตรแยกไว้เป็น ๑๔ อย่าง หรืออัคคิสูตรแยกไว้เป็น ๓ ส่วน อ่านชมกันแล้วก็แบ่งปันอ่านซ้ำดูซ้ำ จะทำให้ความเข้าใจในหมวดธรรมที่ชื่อโพชฌงค์ ใคร่ครวญดูดีๆ แล้ว อันนี้เป็นธรรมานุสติ จะทำให้ใจของเรามีความมั่นคงมั่นใจในธรรมวินัยนี้ได้ ข้ามล่วงเวทนาต่างๆ ทำจิตใจของเราให้ไปสู่ในทางที่จะทำให้เกิดวิชชาและวิมุตติได้แน่นอน

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง