ปากกับใจให้ตรงกัน

HIGHLIGHTS:

  • เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดที่ฟังแล้วรื่นหูนั้นเป็นสัมมาวาจา
  • ลักษณะของวาจาที่ฟังแล้วรื่นหู

บทคัดย่อ

 

คำพูดที่ฟังแล้วรื่นหูหรือไม่รื่นหูขึ้นอยู่กับลักษณะของคนพูดว่าพูดมายังไง เช่น หยาบคาย หรือไพเราะ ความคิด (สัมมาสังกัปปะ) และสัมมาทิฏฐิของผู้พูด องค์ประกอบที่จะใช้พิจารณาร่วมกันคือ ความเพียร กับสติ ถ้าเราพูดสุภาพได้ แสดงว่าสติกับความเพียรมีมาก ถ้าเราพูดหยาบออกไปคุมไม่ได้แสดงว่าสติกับความเพียรเรามีน้อย

คำพูดที่ฟังแล้วรื่นหู แต่มีความคิดที่จะที่ไม่ดีหวังผลประโยชน์จากผู้ฟัง ด้วยทิฏฐิที่ไม่ได้จะรักษาสัมมาวาจา การพูดนั้นก็เป็นมิจฉาวาจา

คำพูดที่ฟังแล้วรื่นหู แต่ฝืนทำ เพราะความคิดข้างในไม่ดี โกรธ เกลียด ไม่พอใจผู้ฟัง แต่พยายามที่จะรักษาสัมมาวาจา จึงพยายามพูดออกไปให้ดีให้ฟังแล้วรื่นหู การพูดนั้นเป็นสัมมาวาจา จึงต้องมีองค์ประกอบในการพิจารณาว่า ความไม่ดีทางความคิดของเขาที่มี แสดงว่ามีสัมมาวายามะและสัมมาสติน้อย แต่ถ้าเขาสามารถฝืนพูดออกไปดี แสดงว่าสัมมาสติของเขามีมาก สัมมาวายามะก็มาก จึงพยายามบังคับตัวเองให้พูดออกไปดี อันนี้ไม่ใช่การเสเสร้ง (FAKE)

ลักษณะการปรับ เราก็ต้องปรับให้การคิดของเราให้ดีเลย เนื่องจากเรามีสัมมาทิฏฐิดีอยู่แล้วก็พยายามปรับความคิดของเราให้ดีขึ้นมา โดยการเพิ่มสัมมาวายามะและสัมมาสติให้มากขึ้น

 

คำพูดอย่างเดียวไม่ว่าหยาบหรือสุภาพ ฟังดูรื่นหูหรือไม่รื่นหู ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นสัมมาวาจา หรือเป็นมิจฉาวาจา สิ่งที่จะบ่งบอกได้คือ ทิฏฐิ ถ้าดีก็เป็นสัมมาวาจาถ้าไม่ดีก็เป็นมิจฉาวาจา ในเรื่องความคิดไม่ว่าจะคิดไม่ดีหรือคิดเกลียดกันมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเพียรและสติ ในแง่มุมของสัมมาสังกัปปะในแง่มุมของคำพูดที่เราพูดออกไป

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง