การปรับอินทรีย์ให้มีความเสมอๆ กัน

HIGHLIGHTS:
  • อินทรีย์มากหรือน้อยเกินไปเป็นอย่างไร
  • เราจะปรับอินทรีย์ให้มีความเสมอๆ กันได้อย่างไร

บทคัดย่อ

 

"สายพิณตึงไป หรือสายพิณหย่อนไป...ไม่ได้...เปรียบเทียบกับความเพียร ถ้าปรารภจัดเกินไปก็ฟุ้งซ่าน ถ้าย่อหย่อนเกินไปก็เกียจคร้าน ให้ทำความกำหนดหมายในความพอดีในอินทรีย์ทั้งหลายให้มีธรรมชาติเสมอๆ กัน"

 

อินทรีย์ ๕ อย่าง คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา

 

ถ้าเรามีความอยากมากเกินไปจนเกินกำลังของสติ

  • วิริยะที่มากเกินไปจนเกินกำลังของสติ จะกลายเป็นความฟุ้งซ่าน
  • ศรัทธาที่มากเกินไปจนเกินกำลังของสติ จะกลายเป็นความงมงาย ไสยศาสตร์ ความยึดติดครูบาอาจารย์
  • สมาธิที่มากเกินไปจนเกินกำลังของสติ จะทำให้เกิดความเกียจคร้าน อุเบกขาอย่างเดียวไม่พิจารณาอะไรก็จะเป็นความเนิ่นช้า
  • ปัญญาที่มากเกินไปจนเกินกำลังของสติ จะกลายเป็นวิจิกิจฉา

ถ้าเรามีความอยากน้อยเกินไป

  • สมาธิที่น้อยเกินไป จะทำให้เกิดปัญญาไม่ได้
  • วิริยะน้อยเกินไป สติ สมาธิจะเกิดไม่ได้
  • ศรัทธาน้อยเกิดไป ก็ไม่ทำให้เกิดความเพียรได้
  • ปัญญาน้อยเกินไป มันก็ไม่ทำให้เกิดศรัทธาได้

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า คนมีศรัทธาทำให้เกิดความเพียร ความเพียรทำให้เกิดสติ สติทำให้เกิดสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา และปัญญาจะทำให้เกิดศรัทธา ตรงนี้จะเป็นหลักการที่สามารถนำมาใช้ในการปรับอินทรีย์ได้

 

อินทรีย์ตัวใดมีมาก ก็ใช้อินทรีย์ตัวที่เหลือปรับ ความอยากก็จะออกช่องไม่ได้ อินทรีย์ทั้งหลายก็จะมีความเสมอๆ กัน ศรัทธาที่น้อยเกินไปก็จะทำให้ไม่เกิดวิริยะ วิริยะที่น้อยเกินไปก็จะไม่ทำให้เกิดสติได้ ปัญญาถ้าน้อยเกินไปก็ไม่สามารถตัดกิเลสได้ สมาธิน้อยเกินไป ก็ไม่สามารถมีปัญญาเห็นตามที่เป็นจริงได้ สตินั้นดีในทุกที่อยู่แล้ว สติยิ่งทำยิ่งดี ยิ่งมีมากยิ่งดี

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "ตอบคำถาม - ทำสติให้มีกำลัง" ออกอากาศทาง FM๙๒.๕ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๘
  • ฟัง "ผู้เลิศด้านการทำความเพียร" ออกอากาศทาง FM๙๒.๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗
  • อ่าน "โสณสูตร" เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
  • "โสณสูตร" (ส่วนที่แสดงในวีดีโอ)

    ดูก่อนโสณะ ! เมื่อเธอเข้าไปสู่ที่ลับหลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียว ความคิดได้ เกิดขึ้นแก่เธอว่า “สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใด ซึ่งปรารภความเพียร อยู่เราก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาสาวกเหล่านั้น ถึงอย่างนั้น จิต ของเราก็ยังหาพ้น จากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้ไม่. อันที่จริง โภคะในสกุลของเรา ก็ยังมีอยู่ มากเราอาจจะใช้สอยโภคะและบำเพ็ญบุญได้อยู่, ถ้ากระนั้น เราควรสึกไปใช้ สอยโภคะ และบำเพ็ญบุญเอาจะดีกว่า” ดังนี้ มิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนั้นจริง พระเจ้าข้า.” พระโสณะทูลตอบ.

    ดูก่อนโสณะ ! เธอมีความคิดในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร : เมื่อก่อนแต่ครั้ง เธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอเชี่ยวชาญในเรื่องเสียงแห่งสายพิณ มิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า”

    ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนี้เป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอขึง ตึงเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การได้หรือ ?

    “ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.”

    ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนี้เป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอ ขึงหย่อนเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การ ได้หรือ ?

    “ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

    ดูก่อนโสณะ ! แต่ว่า เมื่อใด สายพิณของเธอ ไม่ตึงนักหรือไม่หย่อน นักขึงได้ระเบียบเสมอ ๆ กันแต่พอดี เมื่อนั้น พิณของเธอ ย่อมมีเสียง ไพเราะ น่าฟังหรือ ใช้การได้ดีมิใช่หรือ ?

    “เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.”

    ดูก่อนโสณะ ! ข้อนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล กล่าวคือ ความเพียรที่บุคคล ปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน, ที่ย่อหย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน. โสณะ ! เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอดี, จงเข้า ใจความที่อินทรีย์ทั้งหลาย๑ ต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน, จงกำหนดหมายใน ความพอดีนั้นไว้เถิด.

    “พระเจ้าข้า ! ข้าพระองค์จักปฏิบัติอย่างนั้น”.

    กาลต่อมา ท่านพระโสณะได้เริ่มตั้งความเพียรแต่พอเสมอ ๆ กัน ไม่ยิ่งไม่หย่อน, ได้ทราบความที่อินทรีย์ ทั้งหลายต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน กำหนดหมายในข้อนั้นไว้แล้ว, ก็ปลีกตัวออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท ทำความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในแนวนั้น, ไม่นานนักก็ได้ทำให้รู้แจ้งถึงที่สุดของพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่ง เป็นที่ต้องประสงค์ของเหล่ากุลบุตรผู้ออกบวชจากบ้านเรือน เป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่. ท่านได้รู้ว่า “ชาติของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี” ดังนี้. ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้วในโลก.