อริยสัจสี่ (ตอนที่ 2) : การประยุกต์ใช้อริยสัจสี่ในชีวิตจริง

HIGHLIGHTS:
  • ควรประยุกต์ใช้อริยสัจสี่อย่างไรในการดำเนินชีวิต

บทคัดย่อ

 

อริยสัจสี่เป็นบริบทที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตของคนทุกคน สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในชีวิตจริงได้ เพราะเราต่างก็เผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้อริยสัจสี่เป็นอาวุธเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งสามารถแบ่งแนวทางการประยุกต์ใช้ตามกลุ่มคนได้ 3 กลุ่มดังต่อไปนี้

  1. สำหรับชาวบ้านธรรมดา เช่น เกษตรกร บางครั้งผลผลิตทางการเกษตรอาจจะดีบ้างหรือไม่ดีบ้าง ราคาผลผลิตสูงบ้างต่ำบ้าง อาจจะมีภัยพิบัติทางธรรมชาติมากระทบกับกำลังการผลิตบ้าง เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นสุขที่ทุกข์จะมารวมลงที่เวทนา ซึ่งก็คือทุกข์ และเราต้องทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นหรือดับลงได้ เพื่อที่จิตจะไม่ยึดถือในสิ่งนั้น เพราะสิ่งนั้นจะเป็นอันตราย เป็นภัยต่อเรา คิดหรือทำในสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เกิดตัณหาขึ้นและหวังพึ่งพาผู้อื่นต่อไป เพราะฉะนั้นเราจึงควรมีมรรคแปดในใจของเรา เพื่อการคิดดี พูดดี ทำดี อดทนได้ เข้าใจปัญหามากขึ้น และมีปัญญาสามารถหาทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและวิธีการเอาตัวรอดที่ถูกต้องได้ในที่สุด
    • หากมีทุกขเวทนาเกิดขึ้น แล้วเราแก้ปัญหาเพื่อระงับทุกขเวทนานั้นโดยการสร้างอกุศลธรรมเพิ่มขึ้น จะให้ผลเป็นความทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความไม่อร่อย ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย
    • ในทางตรงกันข้ามหากเราแก้ปัญหาเพื่อระงับทุกขเวทนานั้นโดยการสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้นแทน มีความอดทนหรือความเข้มแข็งในใจซึ่งถือว่าเป็นคุณธรรมที่ดี ซึ่งจะส่งผลเป็นความหวานส่งผลในปัจจุบันบ้างหรือให้ผลในเวลาต่อมาๆ เช่น ความสุขใจ ความสบายใจ
  2. สำหรับคนทำงานทั่วไปที่ต้องพบกับภาวะการแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน เป็นต้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงานล่วงหน้าอย่างรอบคอบ และประกอบด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้รักษาความคิดดี พูดดี ทำดี ให้อยู่ในเส้นทางของมรรคแปดซึ่งการมีสัมมาสติถือเป็นหลักสำคัญ ให้เข้าใจและยอมรับว่าสุขบ้างหรือทุกข์บ้างเป็นเรื่องในโลกธรรมแปด (สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา อย่าหวังหาเอาความยุติธรรมจากขันธ์ห้า แต่ให้หวังหาความดีจากมรรคแปดซึ่งเราสามารถหาได้แน่นอนโดยเริ่มจากการมีศรัทธา ความมั่นใจ และดูตัวอย่างได้จากการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาก่อน ในพระธรรมคำสั่งสอนที่ไม่มีใครเหมือน แตกต่างจากคนอื่น ไม่ต้องอ้อนวอนขอร้อง สามารถลงมือทำได้เองเพื่อหวังเอาความดี
    • ความคิดดี คือ จิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คิดอิจฉาริษยาผู้อื่น ไม่เป็นไปในทางกามหรือเบียดเบียน
    • การพูดดี คือ มีสัมมาวาจา ไม่พูดยุยงให้แตกกัน พูดแล้วให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกัน
    • การกระทำดี คือ รักษาศีลให้ดี ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น
  3. สำหรับนักปฏิบัติธรรมที่เป็นทั้งนักบวชและฆราวาสซึ่งมุ่งหวังมรรคผลนิพพาน ให้วางจิตเช่นเดียวกันกับคนเมืองหรือคนทำงานทั่วไป กล่าวคือ ให้รักษาความคิดดี พูดดี ทำดี ให้อยู่ในเส้นทางของมรรคแปดซึ่งการมีสัมมาสติถือเป็นหลักสำคัญ ให้เข้าใจและยอมรับว่าสุขบ้างหรือทุกข์บ้างเป็นเรื่องในโลกธรรมแปด (สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา อย่าหวังหาเอาความยุติธรรมจากขันธ์ห้า แต่ให้หวังหาความดีจากมรรคแปดซึ่งเราสามารถหาได้แน่นอนโดยเริ่มจากการมีศรัทธา ความมั่นใจ

    นอกจากนั้นเรายังสามารถดูตัวอย่างได้จากการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาก่อน ในพระธรรมคำสั่งสอนที่ไม่มีใครเหมือน แตกต่างจากคนอื่น ไม่ต้องอ้อนวอนขอร้อง สามารถลงมือทำได้เองเพื่อหวังเอาความดี แต่แนวทางการปฏิบัติอาจจะแตกต่างเพราะกิเลสละเอียดมากขึ้น พระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบไว้ในเรื่อง “อาสวักขยญาณ” ซึ่งแปลว่า ความรู้ (ญาณ) ชนิดที่ทำให้ชาติภพ กิเลส หรืออาสวะสิ้นไปจากจิตของเราได้ โดยการพิจารณาให้เห็นถึงตัวของอาสวะ เหตุเกิดของอาสวะ ความดับของอาสวะ และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของอาสวะ เพราะผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วจะมีจิตที่สงบระงับลง จนมองเห็นแต่จิตล้วนๆ และสามารถใช้หลักของอริยสัจสี่เพื่อที่จะวางได้ ให้เข้าถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง