ต้องปรับสมดุลของอินทรีย์ทั้งห้า

HIGHLIGHTS:

  • การปรับความสมดุลในใจควรทำอย่างไร

บทคัดย่อ

คำถามจาก คุณ Chayanis Nis Noy: เราควรจะปรับความสมดุลในใจอย่างไร เพราะเวลาที่เราทำบุญ นั่งสมาธิ รู้สึกได้ถึงความสุขสงบลึกอย่างบอกไม่ถูก จนบอกกับตนเองว่าถึงแม้ต้องตายลงตรงนี้ก็ไม่เสียดาย และช่วงหลังมานี้เริ่มเบื่อหน่ายกับสิ่งต่างๆ การทำงานเริ่มมีคำถามว่าเพื่ออะไร ทั้งที่ปกติจะเป็นคนที่มุ่งมั่นมาก เข้าใจตนเองว่าจิตของเราน้อมมาทางธรรมะนี้หมดแล้ว แต่พยายามบอกตนเองว่ายังไม่ถึงเวลา ยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบรออยู่ ทุกๆ เช้าต้องตั้งสติก่อนไปทำงาน จึงขอเรียนถามว่า

  1. ทำอย่างไรจึงจะปรับความสมดุลในใจ
  2. เป็นเพราะจิตเราอ่อนแอใช่หรือไม่

คำตอบ: ลำดับขั้นของการได้จิตที่นิ่ง เย็น และนุ่มนวลนั้นเกิดจาก จิตสามารถปล่อยวาง เพราะมีความคลายกำหนัดเป็นปัจจัย การคลายกำหนัดได้โดยมีนิพพิทาหรือความเบื่อหน่ายเป็นปัจจัย และมีความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นได้เพราะเห็นตามที่เป็นจริงแล้วจึงเกิดสมาธิและกลายเป็นสุขเวทนาได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบความสุขไว้ 3 ขั้นคือ

  1. ความสุขที่เกิดจากอามิส เช่น การฟังดนตรี ทานอาหารดีๆ เป็นต้น
  2. ความสุขที่เกิดจากสมาธิ เช่น การเข้าสมาธิจนถึงฌาณ 1 - 4
  3. ความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ยิ่งกว่า ไม่เป็นอามิส เช่น การที่จิตสามารถปล่อยวางได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาก็ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา แต่ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งต้องตายด้วยการรักษาสิ่งที่เป็นกุศลธรรมหรือคุณธรรมต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงชื่นชมว่าเป็นการตายที่มีเกียรติ คุ้มค่า และไม่สูญเปล่า ซึ่งถ้าทำจิตแบบนี้ให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดและสามารถปล่อยวางหมดได้

จากคำถามจะเห็นว่า ผู้ถามยังมีความวุ่นวายรำคาญใจ (กุกกุจจะ) อยู่บ้าง ถึงแม้จะสามารถวางจิตได้ละเอียดขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังมีกิเลสมาหลอกหรือฟาดฟันได้บ้าง ดังนั้นหากต้องการปรับสมดุลในใจก็สามารถทำได้โดยการปรับสมดุลของอินทรีย์ทั้งห้านั่นเอง กล่าวคือ

  • เมื่อมีสมาธิ จะทำให้เกิดปัญญา
  • เมื่อมีปัญญา จะทำให้เกิดศรัทธา
  • เมื่อมีศรัทธา จะทำให้เกิดความเพียร ทำจริงแน่วแน่จริง แต่หากความเพียรมีกำลังมากกว่าสติแล้ว สิ่งที่มีมากเกินไปนั้นก็คือ ตัณหา ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของความฟุ้งซ่านรำคาญใจ การมุ่งมั่นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ทำไม่ได้

ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ คิดมาก หรือปรุงแต่งไปในเรื่องต่างๆ จัดว่าเป็นปัญญาที่ขาดสมาธิ เนื่องจากเราสามารถปล่อยวางได้จนเกิดปัญญาขึ้นแล้ว แต่สมาธิไม่นุ่มพอที่จะควบคุมได้ให้เสมอกัน สามารถแก้ไขได้โดยการวางจิตให้นิ่ง เย็น เข้าสมาธิมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะจิตอ่อนแอ แต่เป็นเพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าและจำเป็นต้องมีการบ่มเพาะอินทรีย์ให้สุกงอมตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปดด้วยกระบวนการของศีล สมาธิ และปัญญา

เมื่อเราปฏิบัติจนมีพัฒนาการเป็นลำดับขั้นจากการไม่มีสติจนมีสติ พัฒนาขึ้นเป็นการมีสติสามารถมองเห็นปัญหาได้ และในการพัฒนาลำดับขั้นกว่าเป็นการมีสติ เห็นปัญหา และรู้แนวทางแก้ไขด้วย โดยการปฏิบัติในแนวทางที่ได้ทำมาแล้ว ทำให้มาก เจริญให้มากจนละเอียดยิ่งๆขึ้น กล่าวคือ การทำสมาธิจนถึงขั้นสมถะ

เป็นที่สังเกตได้ว่า ก่อนที่กิเลสจะตายมันจะมีการพยศเล็กน้อย มีลีลาดีดดิ้น และกวนใจเรา ให้เราทำสมาธิ ตั้งสติ ทำหน้าที่เหมือนเดิม อย่าไปตามหรือให้กำลังกิเลสมามีอำนาจเหนือจิตเราได้ และเราจะคิดนึกหรือไม่คิดเรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง