อิทธิวิธีอันประเสริฐ

HIGHLIGHTS:

  • อิทธิวิธีอันไม่เกี่ยวกับอาสวะ อิทธิวิธีอันประเสริฐ 5 ประการ
  • อานาปานสติบวกพรหมวิหารสี่บวกโพชฌงค์ 7 จะทำให้เกิดการพิจารณาเป็นอินทรีย์อันอบรมแล้ว ทำให้เกิดคุณวิเศษได้

บทคัดย่อ

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายอิทธิวิธี อิทธิวิธี 2 อย่างเหล่านี้ คือ

1. ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ ประกอบด้วยอุปธิ ไม่เรียกว่าเป็นของพระอริยะ มีอยู่ ฯ

2. ฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ ปราศจากอุปธิ เรียกว่าเป็นของพระอริยะ มีอยู่ ฯ”

สัมปสาทนียสูตร

 

...เพราะฉะนั้นถ้ามีใครพูดว่าอิทธิวิธีคือการเหาะเหินเดินอากาศได้แค่นั้น บอกเขาไปเลยว่า ใช่นั่นคืออิทธิวิธีที่ยังมีอาสวะอยู่ที่ยังมีอุปธิอยู่ แต่มีอิทธิวิธีที่ไม่มีอาสวะปราศจากอุปธิ คือการพิจารณาเห็นความเป็นปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลได้ ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลได้ ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลได้ และพิจารณาเห็นสิ่งที่เป็นปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นได้ และยังวางเฉยในทั้งสองอย่างนั้นด้วย ...

 

 

อะไรคือคุณวิเศษในธรรมวินัยนี้

 

พระพุทธเจ้าเตือนไว้อยู่เสมอว่า คุณวิเศษมีพอหรือยัง ที่ถ้าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลายครูบาอาจารย์ก็ตามเขารู้เขาเห็นเขาเกิดความเข้าใจแล้ว แล้วถามเรา เราจะไม่ได้ต้องมาเก้อเขินในแค่คุณวิเศษเล็กน้อยที่เรามี อย่าประมาท ให้ทำเดี๋ยวนี้ จะทำให้เรามีความก้าวหน้ามีการพัฒนามีคุณวิเศษในธรรมวินัยนี้ เพราะว่าในธรรมวินัยนี้มีคุณวิเศษมากมาย คุณวิเศษในธรรมวินัยนี้ ไล่มาตั้งแต่เรื่องของพื้นฐานที่ว่าเป็นคุณวิเศษคือ “ศีล”

 

คนทั่วๆไปรักษาศีลได้ดี ไม่มีปัญหา คือถ้าเราเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ดี ทำผิดศีล คนที่ทำถูกศีลมีคุณวิเศาที่เหนือกว่าคนที่เป็นคนพาลนักเลงคนที่ไม่ใส่ใจรักษาศีล คนที่รักษาศีลได้จะมีคุณวิเศษเหนือขึ้นมา ไล่มาตั้งแต่ศีล๕ ศีล๘ ศีล๑๐ ความละเอียดของศีลในแต่ละขั้น ศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์สูงขึ้นไปๆ ก็จะมีคุณวิเศษที่ดีขึ้นไปละเอียดลงไปเหมือนกัน จนถึงขั้นที่เป็นสมาธิ เป็นปัญญา

 

 

คุณวิเศษ ๒ อย่าง

 

ท่านพระสารีบุตรได้บันลือสีหนาทถึงอิทธิวิธีไว้ 2 ส่วน คือ

1. อิทธิวิธีที่ยังไม่ประเสริฐ ยังไม่ได้เป็นของพระอริยเจ้า เกี่ยวข้องด้วยความยึดถือ ยังมีความแปดเปื้อนอยู่ด้วยกิเลสยังมีอยู่ คือพวกอิทธิฤทธิ์ต่างๆ

2. อิทธิวิธีอันประเสริฐ เพราะปราศจากอาสวะ ปราศจากอุปธิ ไม่มีความยึดถือ ไม่มีการสั่งสม นี้เป็นพลังที่เหนือของมนุษย์ธรรมดาทั่วๆไป มีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน

 

 

5 อิทธิวิธีอันประเสริฐ

 

1. ให้เป็นผู้ที่มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ตามกาลอันควรอยู่อย่างถูกต้อง ทำอย่างไร
คำว่าปฏิกูลหมายถึงทำให้เกิดความไม่น่าพอใจ ไม่น่าชอบใจ ทำให้เกิดโทสะ เกิดความไม่น่าพอใจในสิ่งที่เป็นของน่ารังเกียจ

ไม่ปฏิกูลก็คือดูแล้วมันดีมันสวยงาม ทำให้เกิดความพอใจ เกิดความยินดี ทำให้เกิดราคะ

ถ้าปฏิกูลทำให้เกิดโทสะ ไม่ปฏิกูลทำให้เกิดราคะ เพราะปฏิกูลทำให้เกิดความไม่น่าพอใจ ไม่ยินดี ขยะแขยงเกลียดชัง เพราะไม่ปฏิกูลทำให้เกิดความยินดีพอใจหลงใหลเคลิบเคลิ้มเป็นเทือกของราคะ พอไม่ยินดีพอใจในปฏิกูลนั้น ทำให้เกิดโทสะ พอยินดีพอใจหลงใหลในไม่ปฏิกูลนี้ มันจึงเป็นเทือกของราคะ พอขยะแขยงเกลียดชังไม่น่าพอใจในสิ่งที่เป็นปฏิกูลนั้นมันก็เลยทำให้เกิดโทสะ ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความน่าพอใจยินดีหลงใหลทำให้เกิดราคะ เราก็ให้หมายรู้กำหนดมันว่า มันไม่น่าชอบใจ มันเป็นของไม่ดี ทำไมทำอย่างนั้น

เพราะว่าเราจะกำจัดราคะในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เราจะกำจัดได้ เราจะพิจารณาอย่างนั้นได้ โดยการเอาอสุภะใส่ ให้มีความหมายรู้ว่าเป็นของที่ไม่น่ายินดี ใช้อสุภะสัญญา ใช้อาหาเรปฏิกูลสัญญา ทุกขสัญญาใส่เข้าไป

 

...ให้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่น่าปฏิกูล อาศํยอำนาจประโยชน์เพื่อที่จะกำจัดราคะที่เกิดขึ้นในจิต ราคะในสิ่งนั้นได้ ใส่ในสิ่งที่มันดีมีนงามนั้น คือไม่ปฏิกูลนั้น โดยการเอาสิ่งที่เป้นปฏิกูลมาใส่ลงไป ...

 

2. ทำสลับกันกับข้อ 1 ในสิ่งที่เป็นปฏิกูลอยู่ ไม่น่าสวยงาม เหม็น ทำให้เกิดความไม่น่าพอใจ ขยะแขยงเกลียดชัง ให้เห็นว่ามันเป็นของดีได้มั้ย ให้มีความรักในสิ่งนี้ได้มั้ย ให้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงที่ไม่ปฏิกูลได้มั้ย

 

เพราะว่ามันจะกำจัดโทสะได้ ธรรมเหล่านั้นที่ทำให้ไม่น่าพอใจ มันเป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ให้ตั้งจิตในสิ่งนั้น ให้จิตเราดีๆเย็นๆนิ่งๆ มีเมตตา พิจารณาเห็นมันโดยความเป็นธาตุธรรมดา เพื่อที่จะคลายโทสะตรงนี้

 

ทำอย่างไรจึงจะเห็นว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลอยู่ คือให้เจริญเมตตาแผ่ไปในอุจจาระที่เราเห็น หรืออะไรที่มันไม่ดีไม่งาม ของเน่าเสียสกปรกอะไรต่างๆที่เป็นภายนอกที่เขาสมมุติกัน ให้เราแผ่เมตตาไป คนที่ขวางหูขวางตาเราก็ให้มีเมตตา

 

การมีเมตตาจะกำจัดโทสะในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทสะที่เป็นผัสสะมากระทบนั้นได้ หรือให้พิจารณาให้เป็นธาตุ มันก็แค่ธาตุ๔ ดินก็ยังคงเป็นดิน น้ำก็ยังคงเป็นน้ำไม่สะดุ้งสะเทือนตามสิ่งที่เป็นปฏิกูล เราพิจารณาให้มีเมตตาในสิ่งที่มากระทบ อาจจะดูไม่น่าพอใจขยะแขยง ให้เราแผ่เมตตาไป พิจารณาโดยเห็นความเป็นธาตุไป เราจะกำจัดโทสะในธรรมนั้นได้

 

3. ทั้งของที่น่าพอใจยินดีคือไม่ปฏิกูล และที่ไม่น่าพอใจไม่น่ายินดีเกลียดชังคือปฏิกูล ให้เราเห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เพราะเวลาที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา มันจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง

 

จะมีทั้งธรรมอันเป็นที่ตั้งให้เกิดราคะได้และให้เกิดโทสะได้ ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ ให้เห็นโดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นอสุภะ ไม่เที่ยง น่าปฏิกูล พิจารณาไป อันนี้จะทำให้เราเกิดความรอบคอบ เวลาราคะโทสะบางครั้งมันเกิดขึ้นพร้อมกัน เราก็กำจัดมันได้ด้วยทั้ง ๒ อย่าง รวดเร็วตรงนี้

 

4.ให้มีเมตตา เห็นด้วยความเป็นของที่เป็นธาตุทั้งในของที่สวยงามไม่เป็นปฏิกูล และในสิ่งที่น่าขยะแขยงไม่น่าดูที่เป็นปฏิกูลนั้น ให้เห็นเป็นของที่ไม่ปฏิกูล คือให้เจริญเมตตาในสิ่งนั้น เห็นโดยเรารักมันได้ เห็นโดยไม่ใช่ว่ามันจะน่าเกลียดอย่างเดียว

สิ่งต่างๆทั่วไปมันก็เป็นที่ตั้งแห่งความรักความขยะแขยงได้ในอันเดียวกัน บางทีมันจะทำให้เกิดอารมณ์สองอย่าง เราก็สามารถที่จะกำจัดส่วนที่มันทำให้เกิดโทสะก็ได้ กำจัดส่วนที่ทำให้เกิดราคะก็ได้ ด้วยความเมตตานั้น

 

ไม่ใช่ว่าการพิจารณาอสุภะการพิจารณาด้วยความเป้นของไม่เที่ยง ด้วยความเป็นของปฏิกูล จะกำจัดราคะได้เท่านั้น กำจัดโทสะก็ได้ด้วย นี่คือความแหลมคม ตรงนี้เป้นลักษณะการปรับอินทรีย์ไปในตัว

 

เพราะว่าบางทีเราพิจารณาเห็นความเป็นของปฏิกูล มันขยะแขยง แล้วมันเลยเกิดเป็นโทสะขึ้น อันนี้คือเกินไปแล้ว อินทรีย์ปรับได้ไม่ดี สติยังคุมไม่อยู่ เจริญเมตตาจะช่วยปรับให้นุ่มนวลลงได้

 

5. คือการวางเฉยได้ในทั้งสองอย่าง ในทั้งสิ่งที่เป็นปฏิกูลไม่ปฏิกูลนั้น เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีอุเบกขาอยู่

 

ทำไมเวลาเราเจริญอสุภะแล้วในสิ่งที่น่ายินดี กำจัดราคะได้ แต่บางทีโทสะมันเกิดขึ้น เพราะมันมีโมหะอยู่ ทำไมในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เราเจริญเมตตา มันเกินไปจนเกิดราคะขึ้น เพราะมันมีโมหะอยู่ โมหะนี้เราจะกำจัดมันได้ด้วยการนิ่ง

 

อุเบกขาแปลว่าการวางเฉย ในข้อนี้หมายความว่า”ให้เห็นสักแต่ว่าเห็น ไม่ใช่ว่าไม่เห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน ได้ยินอยู่รับรู้อยู่ แต่ว่าสักว่า ได้ยินอยู่รับรู้อยู่แต่ว่าไม่ใช่ไม่ทำอะไร ทางกายก็ทำไป แต่ทางจิตให้มีการวางเฉย”

 

ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะคือสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ที่ทำให้เราเกิดความพอใจยินดีเพลิดเพลินลงไป พิจารณาอสุภะลงไป เพื่อที่จะกำจัดราคะนั้น แต่ปฏิฆนุสัยที่มันเกิดขึ้นในจิต บางทีมันฟุ้งขึ้นมา ทำให้เกิดโทสะด้วย นี่แหละสำคัญ เราจึงต้องเจริญอันนี้ ทั้งของที่น่ายินดีและไม่น่ายินดี เพื่อที่จะกำจัดปฏิฆนุสัยที่ลึกลงไปอีก ให้เราวางอุเบกขาเจริญอุเบกขาคือการวางเฉย ก็สามารถที่จะกำจัดเจ้าโมหะตรงนี้ได้

 

5 ข้อนี้เป็นอิทธิวิธีอันเป็นอริยะอันประเสริฐ พิจารณาอย่างที่ว่ามานี้ สิ่งที่จะช่วยให้มีการพิจารณาเกิดขึ้นอย่างนี้ได้คือ อานาปานสติ(รวมอนุสติ 10) พรหมวิหาร 4 ที่บวกด้วยโพชฌงค์ 7 พอเรามีการพิจารณาอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นอินทรีย์ภาวนาอันอบรมแล้ว

ถ้าเรามีอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศคือคุณวิเศษเป็นอิทธิวิธีเป็นปาฏิหารย์อย่างหนึ่งที่ต้องใช้ปัญญา เป้นปาฏิหารญ์ที่ไม่ต้องแปดเปื้อนชนิดที่ยังมีอาสวะ แต่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก ไม่มีความยึดถือ ทำอาสวะให้สิ้นได้ ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี้ ถ้าเรามีการเห็นมีการพัฒนา มันจะทำความดีความงามความละเอียดในการปฏิบัติของเราให้มีความก้าวหน้าขึ้นไปได้

 

เพราะฉะนั้นถ้ามีใครพูดว่าอิทธิวิธีคือการเหาะเหินเดินอากาศได้ บอกเขาไปเลยว่า ใช่นั่นคืออิทธิวิธีที่ยังมีอาสวะอยู่ที่ยังมีอุปธิอยู่ แต่มีอิทธิวิธีที่ไม่มีอาสวะปราศจากอุปธิ คือการพิจารณาเห็นความเป็นปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลได้ ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลได้ ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลได้ และพิจารณาเห็นสิ่งที่เป็นปฏิกูลในสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นได้ และยังวางเฉยในทั้งสองอย่างนั้นด้วย

 

นั่นแหละคือ อิทธิวิธีที่เหนือกว่ากว่าธรรมดาของมนุษย์ทั่วๆไป เป็นปัญญา เป็นคุณวิเศษในธรรมวินัยนี้ ที่เราสามารถสร้างให้เิกดขึ้นได้เดี๋ยวนี้ ในชาติปัจจุบันนี้ เราพัฒนาให้อินทรีย์คือตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ให้มีการอบรมให้มีการพัฒนา โดยการทำบ่อยๆ ตั้งสติเอาไว้ด้วยอานาปานสติบวกกับ พรหมวิหารสี่ จะมีอมตะเป็นที่หวังได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง