อัคคิสูตรที่ 2 ว่าด้วยเรื่องไฟ 7 กอง

HIGHLIGHTS:

  • ศาตรา 3 ชนิด อันบุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ย่อมเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก คิดว่าจะทำบุญแต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศลกลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ
  • ไฟ 3 กองที่พึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพ
  • ไฟ 3 กองที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
  • ไฟอีก 1 กองที่เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น พึงเพ่งดู พึงดับ พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร ฯ ไปตามเหตุตามปัจจัยอันเหมาะสม
  • ถ้าจะมีการเบียดเบียนใด ๆ เกิดขึ้น เราก็ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะในช่องทางกาย วาจา หรือใจ

บทคัดย่อ

ณ พระวิหารเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบคำถามของ อุคคตสรีรพราหมณ์ซึ่งกำลังตระเตรียมการบูชายัญ โดยจะนำ โคผู้ 500, ลูกโคผู้ 500, ลูกโคเมีย 500, แพะ 500, แกะ 500 เข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าถึง 3 รอบ ถึงการที่ตนเองได้ยินมาว่า “การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นกันว่า “แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก” แม้ในครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 อุคคตสรีรพราหมณ์จึงได้สรุปกราบทูลอีกครั้งว่า

“ข้อความทั้งหมดของตนสมกันกับข้อความของพระพุทธเจ้า” แต่ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวแก่อุคคตสรีรพราหมณ์ว่า คำถามนั้นไม่ใช่คำถามที่ควรถามแก่พระพุทธเจ้า สิ่งควรถาม ๆ อย่างนี้ว่า “เมื่อประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรด ตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด”

พระพุทธองค์ได้ตรัส อัคคิสูตรที่ 2 นี้ว่า บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นย่อมเงื้อศาตรา 3 ชนิด อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก เขาคิดว่าจะทำบุญแต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศลกลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ

 

ศาตรา (อาวุธ) 3 ชนิดนี้ คือ

 

“วาจาที่ทิ่มแทงกัน วาจาที่พูดไปแล้วทำให้เกิดการฆ่า พูดไปแล้วทำให้สมาธิมันแตก มันเคลื่อน ใหเชีวิตสัตย์ต้องตกล่วงไป ให้มีคนเขาต้องแตกกัน ให้มีการตลกโปกฮาเพ้อเจ้อไม่มีหลักฐานที่อ้างอิง นี้เป็นศาสตราทางวาจาทั้งสิ้น”

  • ศาตราทางใจ คือ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นนั้น ย่อมเกิดความคิดที่จะเบียดเบียนอย่างนี้ว่า ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ
  • ศาตราทางวาจา คือ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้น ย่อมกล่าววาจา (สั่ง) ฆ่า อย่างนี้ว่า จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว
  • ศาตราทางกาย คือ เมื่อบุคคลจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้น ย่อมลงมือด้วยตนเองก่อน คือต้องฆ่าโคผู้ ลูกโคผู้ ลูกโคเมีย แพะ แกะ เพื่อบูชายัญ

 

 

“...ทางกาย ตนเองก็ย่อมลงมือก่อน ฆ่าก่อน เป็นตัวอย่าง ที่เหลือก็ให้ลูกน้อง พาลูกน้องทำด้วย ตัวเองชั่วพอแรงแล้ว ยังชวนคนอื่นให้ยิ่งไม่ได้กันเข้าไปอีก ยิ่งเป็นคนชั่วยิ่งเป็นคนไม่ดี ยิ่งกว่าคนชั่วยิ่งกว่าคนไม่ดีธรรมดา เพราะพุทธเจ้าใช้คำว่าเป็น “อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ”

 

 

...ในการบูชายัญเริ่มต้นของอุคคตสรีรพราหมณ์กลับทำทางไปด้วยการเงื้อศาตราแบบนี้ ฉันจะทำดีแต่กลับกลายเป็นทำชั่ว ถ้าไม่ได้เปิดโอกาสให้พูดคุยกัน ก็จะเป็นการขัดใจกันแน่นอน ดีที่ท่านพระอานนท์แนะนำว่าควรจะพูดอย่างนี้ ถามอย่างนี้ โหลดมาทางนี้ เพื่อที่จะเปิดจิตให้มีความเหมาะสม สร้างเวลาสร้างโอกาสให้พระพุทธเจ้าในการที่จะอบรมสั่งสอนตักเตือนบอกกล่าวได้”

 

บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา 3 อย่างนี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก พึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ 3 กองนี้ คือ

  • ไฟคือราคะ พึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพ เพราะบุคคลผู้กำหนัดอันราคะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ สามารถฆ่าสัตว์ก็ได้ ทำผิดศีลก็ได้ ทำชั่วได้ทุกอย่างทั้ง 3 ทางนี้
  • ไฟคือโทสะ (ผู้โกรธ) พึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพ อันโทสะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ คนโกรธแล้วศาสตราทั้ง 3 อย่างนี้มันฟาดฟันห่ำหันกันได้
  • ไฟคือโมหะ พึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพ เพราะบุคคลผู้หลง อันโมหะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ คนหลงประพฤติผิดในภรรยาของคนอื่นได้ ผิดศีลก็ได้ ดื่มเหล้าก็ได้ เห็นผิดเป็นถูกก็ได้

 

 

“...ศาสตรา 3 อย่างคือ ทางกาย วาจา ใจ ก็เงื้อขึ้นห่พหันกัน โดยตัวเองถูกเผาไหม้อยู่ ยังไม่รู้ไม่เห็น เราจึงควรจะต้องเว้นจากไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เมื่อมันเผารนจะทำให้เกิดความกำหนัด ความโกรธ ความหลง เว้นห่างให้ไกล มันจะลวกเรา มันจะทำจิตใจของเราให้ไปถึงอบาย ประพฤติผิดในทางต่าง ๆ ไปสู่กำเนิดนรก เดรัจฉาน เปรตวิสัยได้ เว้นให้ห่าง เว้นให้ไกล

 

แต่ไฟ 3 กองที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ คือ

  • ไฟคืออาหุไนยบุคคล คือ มารดาหรือบิดา เพราะบุคคลเกิดมาแต่มารดาบิดานี้
  • ไฟคือคหบดี (ผู้ที่ยังเกี่ยวข้องในเรือนของเรา) คือ คู่ครอง บุตร ลูกน้อง หรือคนใช้ คนที่อยู่ในบ้างทั้งหมด ที่นอกเหนือจากมารดาบิดา ให้มีการดูแล บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ (ตามควรแก่ฐานะ)
  • ไฟคือทักขิไณยบุคคล คือ บุคลลที่ควรรับทักษิณาทาน คือทานที่ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทานลักษณะนี้ถึงแม้จะน้อย แต่ถ้าให้แก่บุคคลที่มีขันติโสรัจจะ (ความอดทนความสงบเสงี่ยม) ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มีจิตใจสงบนิ่งเย็น มีราคะโทสะโมหะเบาบาง ถึงแม้ให้น้อยแต่ก็จะได้ผลมาก

 

 

ส่วนไฟที่เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น พึงเพ่งดู พึงดับ พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร ฯ ไปตามเหตุตามปัจจัยอันเหมาะสม

 

เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์ได้ฟังพระผู้มีพระภาคตรัสสั่งสอนอย่างนี้แล้ว ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต และได้ปล่อยโคผู้ 500 ลูกโคผู้ 500 ลูกโคเมีย 500 แพะ 500 แกะ 500 ให้ชีวิตพวกมัน พวกมันจะได้พากันไปกินหญ้าอันเขียวสด ดื่มน้ำเย็นสะอาด และรับลมอันเย็นสดชื่น ฯ

 

 

"...หลักการคือ ถ้ามีการเบียดเบียนใด ๆ เกิดขึ้น เราก็ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะในช่องทางกาย ช่องทางวาจา หรือช่องทางใจ ส่วนเรื่องภายนอกที่ไม่ได้จะเบียดเบียนใคร จะทำก็ได้ จะเก็บไว้ จะเพ่งดู จะดับไป จะก่อให้โพลงขึ้น อย่างไฟที่เกิดจากหญ้าจากไม้ ก็ทำตามกาลอันควร ข้อนี้หมายความว่า ประเพณีอะไรที่เขาทำสืบทอดกันมาแล้วมันไม่ได้เป็นการเบียดเบียน ไม่ได้ทำให้เกิดบาป ไม่ได้เป็นอกุศล ไม่ได้จะนำไปสู่ทุคติได้ ก็ทำได้ไม่เป็นไร ตามกาลอันควร ตามความเหมาะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสามัคคีด้วยในญาติมิตรพี่น้องก็ได้ด้วย"

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง