กิเลส 3 (กิเลสเกิดที่จิต)

  • ลักษณะและอาการของกิเลส
  • เครื่องเศร้าหมองในจิต ทำให้การรับรู้ผิดเพี้ยนบิดเบือนไป
  • กิเลสเกิดขึ้นที่ "จิต" ไม่ใช่ที่ขันธ์ห้า
  • กิเลสเกิดที่จิต มีผัสสะเป็นแดนเกิด กิเลสเกิดแล้วจะทำลายจิต ทำให้การรับรู้ผิดเพี้ยน
  • ความยึดถืออยู่ตรงไหน จิตก็อยู่ตรงนั้น
  • มรรคแปดเป็นยาที่จะขจัดโรคที่จิตนี้ได้

 

“...ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไม่ละราคะ โทสะ โมหะนั้นแล้ว ถ้าแม้ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจซึ่งเป็นของเล็กน้อย ผ่านทางใจของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไป ย่อมครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นได้แท้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมารมณ์อันใหญ่ยิ่ง จักไม่ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นเล่า..”

 

...ไม่ใช่เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณที่กิเลสมันจะเกิดในช่องทางคือใจนี้ แต่กิเลสจะทำให้การรับรู้ของขันธ์ห้า ผิดเพี้ยนบิดเบือนไป กิเลสจะเกิดในช่องทางคือใจนี้ จากสิ่งที่เรียกว่า "จิต" กิเลสเกิดในจิตที่จิต มีผัสสะเป็นแดนเกิด...แล้วตรงไหนคือจิต มีการยึดถือตรงไหน จิตอยู่ตรงนั้น…กิเลสเกิดมาเพื่อทำลายจิต...

 

 

สิ่งที่เรียกว่า “กิเลส”

 

“ราคะมีโทษน้อยคลายช้า โทสะมีโทษมากคลายเร็ว โมหะมีโทษมากคลายช้า”

 

ติตถิยสูตร

 

ธรรมะจะมากำจัดสิ่งที่เป็นพิษโทษภัยในช่องทางคือใจของเรา คำสอนต่างๆนั้นก็เพื่อที่จะกำจัดความทุกข์ให้มันเบาบางลงไปจากจิตใจ สิ่งไหนที่มันทำให้หนักใจกังวลใจก็ควรเอาสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ไม่ใช่การปิดหูปิดตาไม่รับรู้ นั่นเป็นการเข้าใจผิด ซึ่งจะทำให้ปฏิบัติผิดไม่ก้าวหน้า เกิดความท้อแท้ พอไม่ก้าวหน้าก็ยังไม่ทำความเข้าใจที่ดีให้เกิดขึ้น ก็ปฏิบัติผิด หมดกำลังใจ วนไปอย่างนี้ เป็นกับดัก ยิ่งติดหนักมากขึ้นๆ ยิ่งต่ำลงๆไป นั่นคือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า “กิเลส”

 

กิเลสคือเครื่องเศร้าหมองที่มันจะออกมาจากตัณหาที่มีรากคืออวิชชา จิตที่ถ้ายังมีอวิชชาก็จะมียางเหนียวคือตัณหาออกมา บางทีเราอยู่ในสมาธิไม่มีกิเลสก็จริง แต่ตัณหาอวิชชายังมีอยู่

 

พอมีอวิชชาเป็นราก มีตัณหาเป็นเป็นยางเหนียว มันก็ทำให้เกิดกิเลสต่างๆ กิเลสต่างๆเครื่องเศร้าหมองมันเป็นอาการออกมาแล้ว อาการที่ออกมาทางจิตอยู่ในช่องทางคือใจของเรา อาการที่ออกมาเป็นราคะ โทสะ และโมหะ

 

 

อาการเครื่องเศร้าหมองมี 3 ลักษณะ

“ไฟคือราคะ ย่อมเผาสัตว์ผู้กำหนัดแล้วหมกมุ่นแล้วในกามทั้งหลาย ส่วนไฟคือโทสะ ย่อมเผานรชนผู้พยาบาท มีปรกติฆ่าสัตว์ ส่วนไฟคือโมหะ ย่อมเผานรชนผู้ลุ่มหลง ไม่ฉลาดในอริยธรรม”

 

อัคคิสูตร

 

ในช่องทางเช่นหูถ้ามีอะไรมาอุดตัน หรือตาเป็นต้อ จะทำให้การรับรู้ของเสียงและภาพนั้นบิดเบือนไป ในช่องทางคือใจถ้ามันมีอะไรมาบิดเบือนมาปกปิด มาทำให้มันผิดเพี้ยนไป การรับรู้ทางใจใดๆ ทั้งหมด มันก็จะผิดเพี้ยนบิดเบือนไป ตามสิ่งที่มาปกปิดมาครอบคลุมตามสิ่งที่มาทำให้เศร้าหมองนั่นล่ะ

ถ้าเป็นราคะ จะทำให้การรับรู้ในช่องทางคือใจ มันจะโหยหา ต้องได้ ต้องมีต้องเป็นต้องเอาต้องทำ หิว การรับรู้ของเราก็จะไปตามราคะ ซึ่งมันโทษน้อยแต่คลายช้า ความต้องการนี้อาจะซ่อนอยู่ได้นาน ถ้าเป็นโทสะ จะเป็นความเร่าร้อน หงุดหงิด ไม่พอใจ ขัดเคือง โกรธ ทำไมเห็นคนนี้จึงขัดเคือง แต่กับอีกคนไม่ นั่นเพราะโทสะทำให้เรารับรู้บิดเบือนไปเป็นเครื่องเศร้าหมองที่อยู่ในใจ โทสะมีโทษมากคลายเร็ว ถ้าเป็นโมหะ จะมีอาการมึนๆ งงๆ ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร ดำมืด มีโทษมากคลายช้า ราคะโทสะโมหะเครื่องเศร้าหมองใจนี้จะทำให้การรับรู้ของเรามันเปลี่ยนแปลงไป

 

...เหมือนเราใส่แว่นที่มีเลนส์สีแดง การรับรู้ก็จะมีความบิดเบือนไปหมด ไม่ใช่ว่าท้องฟ้ามันไม่ใช่สีฟ้า ไม่ใช่ว่าประสาทตาเราจะไม่ดี แต่เป็นที่แว่น...

 

 

ราคะโทสะโมหะเป็นเครื่องเศร้าหมองใจอยู่ในช่องทางคือใจ แล้วเกิดขึ้นมาจากไหน

 

โรคทางตาต้องเกิดที่ตัวตา ไม่ได้เกิดจากข้างนอกได้ เหตุปัจจัยภายนอกอาจจะมีส่วนทำให้เกิดโรคได้เร็วหรือช้าต่างกัน แต่ตัวโรคต้องเกิดที่อวัยวะนั้นๆ ในช่องทางคือใจของเรา ผัสสะต่างๆ ที่มากระทบ รับรู้เข้าสู่ใจ อินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่แล่นไไปสู่ ไม่ใช่ว่ากิเลสมาจากภายนอก กิเลสเกิดในใจ อยู่ในช่องทางใจนี้

 

...ไม่ใช่เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณที่กิเลสมันจะเกิดในช่องทางคือใจนี้ แต่กิเลสจะทำให้การรับรู้ของขันธ์ห้า ผิดเพี้ยนบิดเบือนไป กิเลสจะเกิดในช่องทางคือใจนี้ จากสิ่งที่เรียกว่า "จิต" กิเลสเกิดในจิตที่จิต มีผัสสะเป็นแดนเกิด...แล้วตรงไหนคือจิต มีการยึดถือตรงไหน จิตอยู่ตรงนั้น...

 

มีการยึดถือตรงไหน จิตอยู่ตรงนั้น ถ้าเรายึดในเวทนา จิตมันไปเกาะเวทนานั้น พอกิเลสเกิดขึ้นที่จิต การรับรู้เวทนานั้นก็ผิดเพี้ยนไป ไม่ใช่ว่าเวทนามันจะไม่เป็นเวทนา หรือว่าสัญญามันจะไม่เป็นสัญญา มันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละ แต่จิตที่มีกิเลสทำให้ก่ชารรับรู้เวทนา สัญญา หรือวิญญาณมันเพี้ยนไป และมันไม่ได้มาจากภายนอก มันเกิดขึ้นในช่องทางคือใจ คือตรงจิต มีผัสสะเป็นตัวกระตุ้น

 

“ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งมีอยู่ในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไม่ละราคะ โทสะ โมหะนั้นแล้ว ถ้าแม้ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจซึ่งเป็นของเล็กน้อย ผ่านทางใจของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นไป ย่อมครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นได้แท้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมารมณ์อันใหญ่ยิ่ง จักไม่ครอบงำจิตของภิกษุหรือภิกษุณีนั้นเล่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราคะ โทสะ โมหะ ยังมีอยู่ ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นยังละราคะ โทสะ โมหะนั้นไม่ได้ ฯ”

 

ขีรรุกขสูตร

 

 

สนิมทำลายเหล็ก กิเลสทำลายจิต

 

พระพุทธเจ้าเปรียบกิเลสเหมือนกับสนิมเหล็ก ขุยไผ่ หรือปลีกล้วย ไม่ว่าจะเป็นสนิมเหล็กก็ตาม เป็นขุยไผ่ก็ตาม ลูกของแม่ม้าอัสดรก็ตาม หรือว่าปลีกล้วยก็ตาม เกิดมาแล้วมันจะทำให้ตัวเหล็กนั้นเสื่อมสลายหายไป จะทำให้กอไผ่นั้นตายไป จะทำให้แม่ม้านั้้นตายไป จะทำให้ต้นกล้วยนั้นตายไป ดังพุทธพจน์ที่ว่า

 

“โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัดบุรุษ ผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ฉะนั้น”

 

สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16

 

...กิเลสเกิดที่จิต เกาะจิตอยู่ จิตไปยึดถือก้าวลงตรงไหน มันก็ไปด้วย มันจะทำลายจิต ทำให้จิตนั้นมันเข้าใจไม่ถูก ทำให้จิตนั้นอ่อนกำลังลง ทำปัญญาให้ถอยกำลัง ไม่ได้มาจากที่อื่น เกิดขึ้นที่ตัวมันนั่นล่ะ ...

 

โมเลกุลสนิมเหล็กก็มีเนื้อเหล็กอยู่ในโมเลกุลนั้น ขุยไผ่ก็ตามลูกม้าอัสดรก็ตามปลีกล้วยก็ตาม ก็มีสายพันธุกรรมของตัวแม่มันอยู่ในนั้นนั่นล่ะ กิเลสก็เหมือนกัน จะมีสายพันธุกรรมการพูดการนึกการคิดเหมือนตัวเราเลย ทำเนียนๆไป ดูไม่ออก

 

ในช่องทางคือใจ ซึ่งสามารถที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทั้งหมด อะไรก็ตามในช่องทางนี้ มีความยึดถือเกิดขึ้นที่ไหน จิตไปก้าวลงตรงนั้น จิตก้าวลงตรงไหน กิเลสเกิดขึ้นได้ตรงนั้น กิเลสเกิดขึ้นตรงไหน ทำให้การรับรู้ในส่วนนั้นๆผิดเพี้ยนบิดเบือนไปตามลักษณะของกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ

 

 

ยารักษาคือมรรคแปด

 

กิเลสที่เกิดขึ้นมาแล้วผิดเพี้ยนไปแล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำ เข้าใจคลาดเคลื่อนไปด้วยซ้ำ เพราะงั้นการปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็เป็นไปเพื่อจะกำจัดเจ้ากิเลสนี้ เอาโรคนี้เอาไปจากจิต เอาไปจากช่องทางคือใจของเรา เอาไปทำให้สะอาด ไม่หิว ไม่ร้อน ไม่มืด โดยการปฏิบัติตามมรรคแปด การปฏิบัติตามมรรคแปด จะเป็นเหมือนกับยา เป็นเครื่องสำรอกเครื่องชำแรกกิเลส สำรอกเจ้าเชื้อโรคนี้ออกไป สนิมจะเอาออกได้ก็ต้องขูดลงไปที่เนื้อเหล็ก

 

...กิเลสที่มันเกิดขึ้นที่จิต อยู่ในช่องทางคือใจ เราจะกำจัดมันออกไป ด้วยเครื่องขูดเกลานั่นคือ “มรรคแปด”...

 

 

ฝืนตามมรรคแปดจะเกิดผล

 

ฝืนไปในทิศทางมรรคแปด คือทวนกระแสแล้ว นี่เป็นการขูดเกลาแล้ว กิเลสมันจะค่อยลอกออกไป เพราะจิตเราน้อมมาทางมรรค ไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยสะอาดขึ้น คือจุดที่มันเกิดกิเลสมันถูกทำความสะอาด ไม่ใช่ที่เวทนา ไม่ใช่ที่สัญญา ไม่ใช่การรับรู้เรื่องอื่นๆ แต่มันคือตรง “จิต” นี้

 

ให้มีการคิดในช่องทางคือใจ มีการพูดในช่องทางคือวาจา ให้มีการกระทำในช่องทางกาย มาในทางที่อยู่ในมรรคแปด อยู่ในศีล อยู่ในร่องในรอยแล้ว จิตมันจะน้อมไปทางนั้น จิตน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นยิ่งมีพลัง มรรค๘ยิ่งมีกำลังมากขึ้น ยิ่งมีกำลังใจในการที่จะทำดีต่อ กล้าที่จะไม่เอาสิ่งที่ไม่ดี จิตใจก็จะเบาขึ้นสว่างขึ้น ยิ่งเห็นผล ยิ่งมีกำลังใจ การปฏิบัติมรรคแปดยิ่งสูงขึ้นดีขึ้น

 

 

กิเลสก็มีลีลา ต้องระวัง

 

ยิ่งถ้าเรามีมรรคอยู่ตามทางมากขึ้นเท่าไหร่ มีความละเอียดลงของจิตเรามากขึ้นเท่าไหร่ กิเลสยิ่งละเอียดตามลงไปมากขึ้นเท่านั้น มันตามกันลงไป เพราะว่ามันก้คือจิตของเรานั่นล่ะ

 

...บางทีกิเลสเอาความดีน้อยๆมาแลกกับความดีมากๆ นี่คือลักษณะที่มันกลับกำเริบ ถ้ามันละเอียดลงแล้ว สติของเรายิ่งต้องรัดกุม ปัญญายิ่งต้องแหลมคม เพื่อที่จะให้ทันมารยาของกิเลสนั้น ต้องฝึก ต้องทำ เดินหน้าถอยหลัง ถอยหลังเดินหน้า แต่ทำไปๆ ไม่ท้อแท้ ไม่เลิก สู้ เราจะกำจัดกิเลสให้ถึงรากถึงโคนมันได้…..

 

ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า

 

“เมื่อภิกษุภาวนาอยู่ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท. ! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตอันจะพึงละได้ด้วยภาวนา ซึ่งภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยภาวนา”

 

บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. 22/432/329

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "ติตถิยสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

อ่าน "อัคคิสูตร" เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

อ่าน "ขีรรุกขสูตร" เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

ฟัง "สากัจฉาธรรม – กองกิเลส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560