อนิจจังทุกขังอนัตตา

HIGHLIGHTS:
  • รู้ อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา แล้วทำปฏิปทาเพื่อความพ้น
  • เห็นความเชื่อมโยงกันของ อนิจจัง อนัตตา และความทุกข์
  • เมื่อเห็นภัยของสิ่งที่เป็นทุกข์ ให้หนีห่าง อย่าเข้าไปยึดถือ เพราะสิ่งใดที่เมื่อยึดถือแล้วจะหาโทษไม่ได่ ไม่มี

 

บทคัดย่อ

“เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก ย่อมมีใจปราศจากทิฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิตในภายนอกเสียได้ ก้าวล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดี”

สัญญาสูตรที่๒ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕

อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

 

...เพราะเราคิดว่ามันจะตั้งอยู่ได้ ความเป็นอัตตาที่ไปยึดถือในสิ่งที่เป็นอนัตตามันจะตั้งอยู่ได้ พอสิ่งที่เป็นอนัตตามันเปลี่ยนแปลงไปโดยประการอื่น เพราะมันมีความเป็นอนิจจัง ความยึดถือตั้งอยู่ไม่ได้อัตตามันก็ต้องคว่ำลง เราจะทุกข์มาก ความยึดถือจึงทำให้เกิดทุกข์เกิดขึ้น ...ให้เห็นภัยในสิ่งที่เป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงนั้น เห็นภัยมันแล้ว หนีออกห่างเลย อย่าเข้าไปหา อย่าเข้าไปยึดถือ อย่าไปเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา ให้เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นกงจักรลอยมาบั่่นหัวเราขาดได้…

 

 

รู้สัญญาแล้วทำปฏิปทาเพื่อความพ้น

 

ในธรรมวินัยนี้มีวิมุตเป็นแก่น วิมุตหมายถึงความพ้น พ้นจากเครื่องรัดรึงร้อยรัดต่างๆ สิ่งที่จะมาผุกเราคือตัณหาให้ไปติดกับขันธ์๕ พอมีการผูกด้วยตัณหาเครื่องร้อยรัดให้ไปติดกับขันธ์๕ เราจึงมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราเป็นของเราขึ้นมา การพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไดคือทั้งตัณหาและขันธ์๕ การพนนี้คือ “วิมุต”

ปฏิปทาที่จะทำให้ถึงแก่นคือวิมุตได้คือการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์๘ อริยมรรคมีองค์๘มีความกว้างมาก ไล่มาตั้งแต่ทางกายทางวาจาและทางใจ ในช่องทางคือใจก็ยังกว้างขวางออกไปอีก เช่น เป็นไปในทางความคิดคือความดำริ เป็นไปในทางหมายรู้คือสัญญา และเป็นไปในทางหมายรู้คือสัญญา และเป็นไปในทางความรู้ความเห็นคือทิฐิ

ในช่องทางคือใจนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการที่จะเข้าถึงแก่นคำสอนคือความพ้นคือวิมุตตรงนี้ได้ การปฺบัตินั้นคือการที่เราได้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ให้มีความหมายรู้สำคัญหมายว่า “สิ่งต่างๆนั้นมีความไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าเรียกว่า อนิจจสัญญา”

 

“ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับ ไม่ยื่นไปรับในลาภสักการะ และความสรรเสริญ อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่ หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น”

 

สัญญาสูตร

 

...สัญญาคือความหมายรู้ที่เราต้องทำให้มันเกิด จากที่มันไม่มีให้มันมี สัญญาความหมายรู้ในเรื่องของการเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ ให้เราพิจารณาดู คือต้องเรียนรู้ พยายามที่จะให้เห็นว่า สิ่งต่างๆที่มากระทบผ่านทางผัสสะของเรามีความไม่เที่ยง…

 

 

ไม่เที่ยงนั้นไม่เที่ยงอย่างไร

 

ไม่เที่ยงหรืออนิจจัง คือ เปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย ขึ้นกับสิ่งอื่น ไม่ได้เป็นเอกเทศ ไม่ได้เป็นอัตตาตัวตนของมันเอง แต่เป็นอนัตตา ยกตัวอย่างเรื่องผ้า ด้ายมาทอก็ประกอบกันเป็นผืนผ้า ถ้าเลาะด้ายออกความเป็นผืนผ้าก็ไม่มี หรือผืนผ้าเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างเป็นเสื้อ กางเกง จีวร แตกต่างกันตามเหตุตามปัจจัย

ความแตกต่างกันนี้คือความไม่เที่ยง เหมือนกันอยู่ก็จริง แต่มีความแตกต่างกัน ความแตกต่างที่เหมือนกันก็คือความไม่เที่ยง เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่น จึงเรียกว่าเป็นอนัตตา มีลักษณะคุณสมบัติที่เรียกว่าเป็นอนิจจัง คือมีความไม่เที่ยง เพราะว่าถ้าเหตุปัจจัยนั้นประกอบเป็นอยู่ ความมีอยู่ของสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเหตุปัจจัยเหล่านี้แตกแยกจากกัน ความมีอยู่เป็นอยู่ของสิ่งนั้นมันก็จากกันไป เปลี่ยนแปลงไป

 

 

น้อมเข้ามาสู่ตน

 

ร่างกายเรานี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้เกิดขึ้นมาแล้วเดินได้แบบนี้เลย ต้องผ่านการเป็นเด็ก เป็นทารก อยู่ในครรภ์ มีมาดาบิดาเป็นแดนเกิด เกิดมาแล้วเติบโตได้ก้อนข้าว รูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็เปลี่ยนแปลงไปตามวัยตามสถานการณ์ต่างๆที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย นี่คือลักษณะของความไม่เที่ยงในร่างกาย มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นมาได้จากมารดาบิดา โตขึ้นมาได้ด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยงมีความเป็นอนัตตาอยู่ในร่างกายของเรานี้ สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้เป็นตัวมันของมันเองเอกเทศเดี่ยวๆโดดๆ แต่ว่าขึ้นกับสิ่งอื่น มีเหตุปัจจัยอื่นปรุงแต่งขึ้นมา มีความไม่เที่ยงแล้ว การที่เราไปยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรานั้น ไม่สมควร

 

 

ที่ว่าไม่สมควรไปยึดถือนั้นเพราะอะไร

 

ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

 

๑. ความเป็นอนิจจัง ความเป็นอนัตตา ความเป็นทุกข์

 

สิ่งใดมีความไม่เที่ยงมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมันคือความเป็นอนิจจัง มันจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ถ้าเราไปยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นของฉัน ความยึดถือนั้นทำให้เกิดความเป็นอัตตาเป็นก้อนลอยอยู่ในตรงนี้

 

อัตตาตรงนั้นที่เรามายึดถือสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตาของเรา เวลาสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น มันมีความเป็นอนิจจัง มีความไม่เที่ยง ความทุกข์จะเกิดขึ้นทันที ทำไมจึงเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความเชื่อมต่อตรงนั้น สิ่งที่เป็นอัตตาที่ลอยเหนือเด่นในสิ่งที่เป็นอนัตตา

 

เรามีความยึดถือคือความเป็นอัตตาเกิดขึ้นว่าเป็นของเรา ในสิ่งที่มีความเป็นอนัตตา พอสิ่งที่มีความเป็นอนัตตาเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ความยึดถือที่ไปอาศัยสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นอยู่ ความยึดถือนั้นมันจะตั้งอยู่ไม่ได้

 

ความยึดถือคืออุปาทานในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเป็นอนัตตา ความยึดถือที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเป็นอัตตา ว่าเป็นของเรา พอมีความรู้สึกว่าเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตานั้น เวลาสิ่งที่เป็นอนัตตาเปลี่ยนแปลงไปจากที่มันเป็นอยู่ เพราะว่าพอมีความเป็นอนัตตา มันไม่ได้เป็นตัวมันของมันเองเอกเทศเดี่ยวๆโดดๆ แต่มันขึ้นกับสิ่งอื่น มันก็จะมีความไม่เที่ยงคืออนิจจัง พอมีความเป็นอนิจจังแล้ว มันเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ ไอ้ความยึดถือมันจะตั้งอยู่ไม่ได้ มันจะคว่ำลงทันที เพราะว่ามันอาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น

พอความยึดถือมันตั้งอยู่ไม่ได้ มันคว่ำลงไป มันจะเจ็บ ความเป็นตัวเราคืออัตตาตัวเรามันจะคว่ำลงไป มันจะรู้สึกถึงเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะเราคิดว่ามันจะตั้งอยู่ได้ ความเป็นอัตตานี้ที่ไปยึดถือในสิ่งที่เป็นอนัตตามันจะตั้งอยู่ได้ พอสิ่งที่เป็นอนัตตามันเปลี่ยนแปลงไปโดยประการอื่น เพราะมันมีความเป็นอนิจจัง ความยึดถือตั้งอยู่ไม่ได้อัตตามันก็ต้องคว่ำลง เราจะทุกข์มาก ความยึดถือจึงทำให้เกิดทุกข์เกิดขึ้น

 

สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา มันทำให้มันทนอยู่ได้ยาก ความทนอยู่ได้ยากนั้นท่านเรียกว่าเป็นทุกข์ ทุกข์คือทนอยู่ได้ยาก จะให้ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย สิ่งไหนที่ไม่ได้เป็นตัวของมันเองคือเป็นอนัตตา มันจะมีคุณสมบัติของความไม่เที่ยงคือเป็นอนิจจัง

 

สิ่งใดไม่เที่ยงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยมีความเป็นอนิจจัง มันจะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า จะทนอยู่ในสภาพที่เป็นของเดิมนั้นได้ยาก คุณสมบัติตรงนี้เรียกว่าเป็นทุกข์ คือ ทุกขสัญญา

 

ยกตัวอย่างการละลายของน้ำแข็ง หรือการเปลี่ยนแปลงไปของร่างกาย มันไม่ได้ทนอยู่ในสภาพเดิมไปได้ตลอดกาล การที่มันทนไม่ได้จึงเป็นทุกข์ มีทุกข์เกิดขึ้นอยู่ในสิ่งที่เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง สิ่งที่เป็นอนิจจัง สิ่งใดก็ตามที่มีความไม่เที่ยงมีความเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นภัย

 

๒. เป็นภัย

 

สิ่งใดมีความไม่เที่ยงมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมันคือความเป็นอนิจจัง มันจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ถ้าเราไปยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นของฉัน ความยึดถือนั้นทำให้เกิดความเป็นอัตตาเป็นก้อนลอยอยู่ในตรงนี้

 

“เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก ภยสัญญาอย่างแรงกล้าในความเฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย ใความประมาท ในการไม่ประกอบความเพียร ในการไม่พิจารณา ย่อมไม่ปรากฏ
เปรียบเหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมไม่ปรากฏในเมื่อเพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้น ฉะนั้น”

 

สัญญาสูตร

สิ่งไหนก็ตามที่มีความไม่เที่ยงคือเป็นอนิจจัง มีความทุกข์ เปลี่ยนแปลงได้ ทนตั้งอยู่อย่างเดิมไม่ได้ แล้วเราคิดว่าจะไปสร้างบ้านตรงดินเลนมันไม่ได้ หมายถึงเอาจิตของเราไปฝากฝังอยู่กับสิ่งนี้ โดยคิดว่าจะเอาสิ่งนี้เป็นที่พึ่ง มันไม่ได้ คุณจะพลาด คุณจะมีความทุกข์ มันจะกลายเป็นสิ่งมีภัย เราจะเอาขันธ์๕ที่มีคุณสมบัติของความเป็นอนัตตามาเป็นที่พึ่งไม่ได้ เพราะว่าขันธ์๕เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ขันธ์๕ตัณหาพระพุทธเจ้าจัดอยู่ในทางเดียวกันว่าเป็นสิ่งที่มีภัยเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย จะไม่สามารถที่จะเข้าไปยึดถือด้วยความเป็นตัวตน

 

“เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก ย่อมมีใจปราศจากทิฐิว่าเราตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิตในภายนอกเสียได้ ก้าวล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดี”

 

สัญญาสูตร

 

...สิ่งไหนที่เป็นทุกข์ เพราะอาศัยความไม่เที่ยงเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีภัย สิ่งไหนมีภัย เพราะว่าความทุกข์ของมัน เราจะมายึดถือเป็นตัวตนว่าเป็นของเราเป็นที่พึ่งนั้น ไม่ได้ ความไม่ทนอยู่ได้นั่นก็คือเป็นทุกข์ เป็นทุกขสัญญา เราจะเอาสิ่งที่เป็นภัยมาเป็นของเราไม่ได้ เราจะเอาสิ่งที่เป็นทุกข์เป็นตัวเราเป็นอัตตาของเรา มันไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เห็น”ทุกเขอนัตตสัญญา” คือความสำคัญหมายว่า ที่เป็นทุกข์มันจะมาเป็นอัตตาไม่ได้ ให้สำคัญหมายว่าที่เป็นทุกข์นั้นน่ะจะมาเป็นตัวเราไม่ได้ สิ่งที่เป็นทุกข์เราจะต้องไม่เอามาเป็นของเรา เพราะมันมี”ภัย” เปรียบเหมือนมีเพชรฆาตเงื้อดาบอยู่….

 

ยกตัวอย่าง อย่าเห็นเป็นผ้าพันคอ ไม่เอามือล้วงเข้าไปในปากงูพิษ ไม่แตะสายไฟที่รั่ว อย่าเห็นสายน้ำที่เชี่ยวกรากว่าน่ากระโดด ไม่โดดลงไปในกองอุจจาระไม่ใช่ควายที่ชอบเปลือกตม อย่ากระโดเข้ากองไฟใหญ่ หรืออย่าไปยืดอกรับปลายกระบอกปืน๓๐๐เล่มให้มาทิ่มอกตัวเอง อย่าไปคิดว่าเป็นการบูชา

 

แต่ให้เห็นภัยในสิ่งที่เป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงนั้น เห็นภัยมันแล้ว หนีออกห่างเลย อย่าเข้าไปหา อย่าเข้าไปยึดถือ อย่าไปเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา ถ้าเราเห็นกงจักรที่ลอยมา บั่นอยู่หมุนอยู่ เอาศรีษะเข้าไปรับ คอก็ขาดเท่านั้นเอง ให้เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นกงจักรลอยมาบั่่นหัวเราขาดได้

 

ให้เห็นสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ว่าเป็นเหมือนหลุมถ่านเพลิงไม่ใช่น้ำเย็น ว่าเหมือนกับก้อนเหล็กร้อนแดงไม่ใช่อาหารอย่างดี ว่าเหมือนกับมีดดาบที่คมไม่ใช่ผ้าเนื้อดี ว่าเหมือนกับเหวชันไม่ใช่เตียงนุ่มๆ สัตว์ดุร้ายที่ไม่ควรเข้าใกล้

 

ให้เห็นสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อย่าไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราของเรา มันเป็นภัย ถ้าเราเห็นสิ่งต่างๆที่มีความเป็นภัยเป็นของน่ากลัวแล้ว เผ่นทันที วางซะ อย่าไปยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวเราของเรา มันไม่มีคุณค่าอะไรที่จะไปยึดถือได้เลยอย่าไปยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตน ให้วางเลย ไม่มีสิ่งใดในโลกที่มีความไม่เที่ยงมีความเป็นทุกข์แล้ว จะมีค่าที่เราจะไปยึดถือเอาไว้ ไม่มี

ให้ลองคิดดูว่า “จะมีอยู่หรือไม่หนอ ที่เมื่อเรายึดถือแล้ว จะเป็นผู้หาโทษไม่ได้” คำตอบในคำถามนี้คือไม่มี

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง