พิจารณาโครงสร้างร่างกาย

HIGHLIGHTS:
  • พิจารณาร่างกายไล่แยกแยะเป็นชั้นๆ ลงไป ไล่ตั้งแต่ผิว หนัง เนื้อและเลือด อวัยวะภายใน และกระดูก ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัย
  • จิตที่มีอวิชชาทำให้เข้าไปยึดถือทั้งรูปและนามว่าเป็นตัวเราของเรา หลอกลวงว่าเสมือนจริง
  • พิจารณากายให้เห็นตามเป็นจริง เห็นความตื่น คือเห็นพุทโธ

บทคัดย่อ

 

"ท่านทั้งหลาย

จงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว. อายุ ไออุ่น และวิญญาณย่อมละ

กายนี้เมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้วย่อมเป็นเหยื่อ

แห่งสัตว์อื่น หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดิน. นี้เป็น

ความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่ เบญจขันธ์

เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีใน

เบญจขันธ์นี้"

เผณปิณฑสูตร

 

....แต่ถ้าเราแยกแยะออกให้ดี แยกแยะร่างกายของเราออก ไล่มาจากภายนอก เอาผิวแยกออกไป เหลือแต่หนังสดๆ เอาหนังแยกออกไปเหลือแต่เนื้อแดงๆ เอาเนื้อแดงๆ ที่มีกลิ่นแยกออกไป อวัยวะแยกออกไป กระดูกตั้งเป็นโครงไว้ เอากระดูกไปเผาแล้วบดให้ละเอียด นำไปโปรยใส่แม่น้ำหรือโปรยในอากาศก็จะหายไปไม่เหลือ พิจารณาดูให้ดีว่าร่างกายของเรา หนังเอ็นกระดูกรวมถึงเลือดและเนื้อไม่ได้เป็นตัวเราของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมายึดถือได้....

 

 

มุมมองจากบุคคลที่ ๓

 

ฟังธรรมแล้วน้อมเข้ามาสู่ตน ว่าในกายนี้มีธรรมะอยู่หรือไม่ ให้ใช้จินตนาการเป็นมุมมองจากบุคคลที่ ๓ คือมองจากข้างนอกแล้วเห็นตัวเรานั่งอยู่ ให้เห็นว่าในกายนี้มีอะไรห่อหุ้มลอกออกเป็นชั้นๆ แยกแยะเข้าไปในกาย มองเข้าไปเหมือนดั่งพุทธพจน์ที่ว่า

 

"เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่งก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง"

มโนมยิทธิญาณ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

 

...กองผิว ผิวอยู่เหนือหนัง ถ้าลอกออกก็จะเหลือแต่หนัง รูดออกมารวบรวมได้มีไม่เกินขนาดลูกปิงปอง กองหนัง เมื่อรูดออกมาจะเป็นลักษณะถุงกาแฟที่แฟบๆ หนังนี้แต่ละคนก็จะมีสีไม่เหมือนกัน ถ้าลอกหนังออกจะเหลือแต่เนื้อแดงๆ จะคนขาวคนดำเหมือนกันหมด รูดออกมาทั้งเลือดและเนื้อนี่เป็นอีกกองหนึ่ง ต่อมาเป็นกองอวัยวะ เครื่องในต่างๆ ที่เหลือคือกระดูก...

 

ถ้าเสาเป็นโครงสร้างของบ้านกระดูกก็เปรียบเป็นโครงสร้างของร่างกาย ยึดโยงกันไว้ด้วยเอ็น ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด มีอวัยวะต่างๆ มาขับดันผลักไปได้ แล้วก็ห่อหุ้มไว้ด้วยหนังด้วยผิวอีกทีนึง ให้พิจารณามาให้เห็นอย่างนี้

 

"กายอันเปื่อยเน่านี้รัดรึงด้วยเอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทา คือ เนื้อ หุ้มห่อด้วยเสื้อ คือ หนัง เป็นของหาประโยชน์มิได้ เป็นของสืบต่อเนื่องกันด้วยร่างกระดูก เกี่ยวร้อยด้วยด้าย คือเส้นเอ็น เปลี่ยนอิริยาบถได้ เพราะยังมีเครื่องประกอบพร้อม"

กัปปเถรคาถา

 

 

ความเป็นคนอยู่ที่ไหน

 

หนัง อวัยวะภายในภายนอก กระดูก ล้วนถูกเปลี่ยนแปลงได้แทนที่ได้ แล้วอะไรเป็นตัวเรา ตัวเราอยู่ที่ไหน หรือวิญญาณอยู่ที่ไหน ข้อสงสัยนี้พระเจ้าปยาสิก็เคยสงสัยมาก่อน ทำการทดลองแล่คนออกเป็นชิ้นๆ เพื่อที่จะจับเจ้าวิญญาณ แต่ก็ไม่สามารถจับได้ ความที่เรารู้สึกว่าตัวเราเป็นของเรา ที่พระเจ้าปยาสิเข้าใจว่านั่นคือวิญญาณ วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม มันแฝงไปหมดทุกที่ ด้วยความที่ละเอียดของมัน มันจึงไปได้ทุกที่ ลักษณะการไปของมันเหมือนกับลิง ที่จับปล่อยกิ่งไม้เรื่อยไปๆ

วิญญาณประเดี๋ยวก็ไปยึดถือสิ่งต่างๆ โดยความเป็นตัวตน วิญญาณทำไมจะมายึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ วิญญาณมีหน้าที่ในการรับรู้ "จิต" นี่แหละที่ทำให้วิญญาณไปยึดถือโดยความเป็นตัวตน จิตที่มีอวิชชามันมายึดวิญญาณโดยความเป็นตัวตน ทำให้จิตมายึดถือร่างกายของเรานี้โดยความเป็นตัวตน

 

....จิตยึดถือได้ทั้งรูปที่เป็นมาทางกายหนังเอ็นกระดูกมันยึดได้หมด ยึดถือได้ทั้งส่วนที่เป็นนามคือวิญญาณเวทนาความรู้สึกสัญญาสังขาร ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราของเราได้ทั้งหมด ถ้าเราเปิดพิจารณาดูจริงๆ ความเป็นตัวเราของเราไม่มีในสิ่งนั้น ไม่มี เป็นของลวงตาเฉยๆ เป็นแค่ของเสมือนจริงเท่านั้น...

 

 

เป็นแค่ของเสมือนจริง

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดด ย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า"

เผณปิณฑสูตร

 

อย่างคนที่บริจาคอวัยวะ หัวใจที่ยังมีชีวิตอยู่ไปเป็นของคนอื่น ที่เราเคยยึดถือว่านี่หัวใจของฉัน แต่เวลาที่ร่างกายมันอยู่ไม่ได้แล้วเอาไปใส่ให้คนอื่น มันยังเป็นของเราอยู่อีกหรือไม่

ส่วนต่างๆ ของร่างกายไล่มาตั้งแต่กระดูกที่เป็นโครง ออกไปเป็นเอ็นสีขาวบ้างสีเหลืองบ้างยึดกันเอาไว้ ออกไปอีกเป็นเนื้อเป็นเลือด ออกไปอีกเป็นหนัง ออกไปอีกเป็นผิว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา มันดูเหมือนเฉยๆ มันเป็นความปลอมเทียมขึ้นมา ให้มายึดถือว่า นี่เป็นเหมือนตัวเรา พอประกอบกันแล้วว่านี่เป็นตัวเรา เรารู้สึกว่าเหมือนเป็นอย่างนั้น เป็นของเสมือนเฉยๆ เหมือนว่าเราควบคุมมันได้ เราสั่งงานมันได้ เราสามารถสร้างปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ เป็นอัตตาตัวตนของเราได้ เสมือนเฉยๆ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นตามเหตุตามปัจจัยของมัน

กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งเราปาดดูมันเหมือนจะเป็นมะเร็ง ผิวอาจจะลอกตกกระ เส้นเลือดอาจจะตีบ เซลล์ต่างๆ จะถูกทำลาย พวกนี้มีเหตุมีปัจจัยของมันๆ ทั้งนั้น ไม่ได้เป็นตัวตนของมันเอง ไม่ได้เป็นอัตตาตัวตนของมัน เราจึงเรียกสิ่งนี้ว่า"อนัตตา" อย่าไปเข้าใจว่าสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นเราควบคุมได้ มันดูเหมือนเฉยๆ แต่จริงๆ ไม่มี เป็นเหมือนอย่างพยับแดด หรือการเล่นกลเป็นกลลวง มีความหลอกลวงเป็นธรรมดา

จิตเป็นอย่างนี้ จิตทำให้เราดูเหมือนว่า นี้เป็นตัวเราของเรา นี่กระดูกของฉัน ทำไมเอาของคนอื่นหรือเหล็กมาใส่ได้ เพราะมันแค่ดูเหมือน จริงๆมันไม่ได้เป็นตัวเราของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมา เป็นของที่เป็น "อนัตตา" สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเป็นอนัตตา มีความที่มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งของมันมาอย่างนี้อยู่แล้ว สิ่งนั้นเราไม่ควรจะมายึดถือว่านั่นเป็นตัวเราของเรา ความยึดถือคืออุปาทานนี่แหละ มันจะทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนขึ้นมา เสมือน เป็นของปลอมขึ้นมาแล้วเสมือนว่านี่เป็นตัวเรา เจ้าความยึดถือมีอยู่ที่ไหนเราจะรู้สึกว่านั่นเป็นของเรา ความยึดถือนี่แหละเป็นตัวปัญหา

 

แต่ถ้าเราแยกแยะออกให้ดี แยกแยะร่างกายของเราออก ไล่มาจากภายนอก เอาผิวแยกออกไป เหลือแต่หนังสดๆ เอาหนังแยกออกไปเหลือแต่เนื้อแดงๆ เอาเนื้อแดงๆ ที่มีกลิ่นแยกออกไป อวัยวะแยกออกไป กระดูกตั้งเป็นโครงไว้ เอากระดูกไปเผาแล้วบดให้ละเอียด นำไปโปรยใส่แม่น้ำหรือโปรยในอากาศก็จะหายไปไม่เหลือ พิจารณาดูให้ดีว่าร่างกายของเรา หนังเอ็นกระดูกรวมถึงเลือดและเนื้อไม่ได้เป็นตัวเราของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมายึดถือได้

 

 

เห็นตามที่เป็นจริง คือความตื่น คือพุทโธ

 

การเห็นความจริงตรงนี้เป็นการทำความเพียร เป็นความเพียรที่บุคคลจะทำได้้ เป็นความเพียรที่จะสามารถปรารภได้ให้เห็นตามที่เป็นจริง การที่เราพิจารณาแล้วให้ทะลุลงไปถึงเยื่อในกระดูก เราพิจารณาให้ดีว่า ร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ไม่ได้มีความสวยงามอะไร ไม่มีความที่จะเป็นตัวตนอะไร มีความเป็นอนัตตา เมื่อเรารู้ตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว อย่าให้จิตมันหลอกเราได้ อย่าให้ความยึดถือมันมาครอบงำจิตใจได้

 

..แต่เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ไม่ใช่ของเรา เห็นแล้วก็ตื่น ความตื่นนี้ คืือ "พุทโธ"...

 

ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรให้ตื่นอยู่ได้ตลอด มีพุทโธอยู่ได้ตลอด ให้เราพิจารณาเห็นตามที่เป็นจริงไป รักษาจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว เห็นตามที่เป็นจริง เห็นแยกแยะเป็นส่วนๆหรือเห็นตามที่เป็นจริงโดยภาพรวมทั้งหมด ให้มีความตื่นเป็นพุทโธอย่างนี้ และให้มีความตื่นมีอยู่ตลอดได้ ไม่ให้สมาธิเคลื่อนได้ โดยการทำบ่อยๆ ฟังซ้ำ ทำย้ำ พิจารณาย้ำ พิจารณาซ้ำ ทำอยู่บ่อยๆ เราจะรักษาความตื่นนี้ให้ตลอดอยู่ได้...

 

 

"ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้างพิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้างย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ"

 

มหาสติปัฏฐานสูตร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • อ่าน "มหาสติปัฏฐานสูตร (๒๒)" เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ทีฆนิกาย มหาวรรค
  • อ่าน "มโนมยิทธิญาณ" เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
  • อ่าน "เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕" เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
  • ฟัง "อัฏฐีกระดูกสามร้อยท่อน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘

    "อฏฺฐีนํ นครํ กตํ          มํสโลหิตเลปนํ

    ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ          มาโน มกฺโข จ โอหิโต.

     

    สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วย

    เนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะ มานะและมักขะ."