จิตนี้ฝึกได้

  • ช่องทางทั้ง ๖ ความเหมือนความต่าง
  • ช่องทางคือใจมีสิ่งที่เป็นอันตรายคือราคะโทสะโมหะ จึงต้องรักษาใจไว้โดยการตั้งสติ
  • สติเปรียบเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก เปรียบเหมือนยาม เปรียบเหมือนการต้อนโคที่ฝึกดีแล้ว
  • ทราบความแตกต่างของสุนัขทั้ง ๓ กรณี
  • จิตที่ผูกไว้กับเสาอย่างดี นั่นคือจิตมีสติแนบไปด้วยตลอดเวลา
  • จิตนี้ฝึกได้ตามลำดับ

“...เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้นต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบหลักหรือเสานั้นเอง…”

ฉัปปาณสูตร

 

...รับรู้อะไรมาก็จะไม่ไปใส่ใจดู รับรู้มาก็เฉยๆ เหมือนสุนัขที่มันรู้หมดแล้ว มันก็ไม่ได้จะต้องระวังอะไร กรณีนี้มาจากการฝึกไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จิตมันก็จะสงบลงๆ การรับรู้มีอยู่ แต่มันจะแยกกันไป..

 

 

ช่องทางทั้ง ๖ นั้นเป็นอย่างไร

 

ในความเป็นตัวเรา เรามีทั้งหมด ๖ ช่องทางด้วยกัน ๕ ช่องทางเป็นไปในทางกายคือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วก็มีช่องทางคือใจด้วย ช่องทางใจนี้เป็นนามธรรม ไม่ได้มี hardware เป็นสิ่งที่จะจับต้องได้ สิ่งที่จะมาได้ในช่องทางคือใจ ที่มันจะวุ่นวายไม่ดีไม่งาม ก็คือเรื่องของกิเลส เป็นราคะ เป็นโทสะ เป็นโมหะ ตัณหาอวิชชาอยู่ในช่องทางนี้

ถ้าได้ยินเสียงแสดงว่ามีหูแน่นอน ใจนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีความรับรู้ได้ รู้สึกว่าสุขว่าทุกข์ โสมนัสโทมนัสที่เกิดขึ้นในใจ อันนี้คือเรามีช่องทางคือใจแน่ บางทีเรามีความนึกคิด ความนึกคิดเป็นนามธรรมอยู่ในสมอง ความนึกคิดที่เรารับรู้ได้ แสดงว่าในช่องทางคือ”ใจ”มันมีอยู่

 

 

ในช่องทางคือใจมีสิ่งที่เป็นอันตราย

 

แสงที่จ้าหรือเสียงที่ดังก็สามารถทำลายตาหรือหูได้ เหมือนกันความคิดบางประเภททำอันตรายช่องทางคือใจนี้ได้เช่นกัน ในช่องทางคือใจนี้มีทั้งความคิดวิตกวิจารณ์ มีทั้งความหมายรู้คือสัญญา มีทั้งความรู้สึกคือเวทนา มีทั้งการรับรู้คือวิญญาณ มีทั้งการปรุงแต่งที่หมายถึงเจตนา ก็อยู่ในช่องทางนี้

 

ส่วนจิตนั้นการรับรู้ไปอยู่ที่ไหน จิตมันก็ตามไปหมด เพราะงั้นการรับรู้ที่เกิดขึ้นผ่านทางหูรับรู้เสียง ผ่านทางตารับรู้รูป การรับรู้ทางวิญญาณที่เกิดขึ้นนั้น จิตมันก็ตามไปตามช่องทางต่างๆ

 

สิ่งที่จะเป็นอันตรายกับช่องทางคือใจ ถ้าแบ่งใหญ่ๆ ก็เป็นราคะโทสะและโมหะ ถ้าเป็นรายละเอียดก็เรื่องนิวรณ์ ๕ อุปกิเลส ๑๖ ในใจนั้นมีความคิดที่เป็นอกุศล ความคิดไปในทางกาม ทางพยาบาท ทางเบียดเบียน และยังมีพวกวิจิกิจฉา ความขี้เกียจขี้คร้านต่างๆ เพราะฉะนั้นในช่องทางคือใจเราจึงต้องรักษาให้ดี ด้วยการตั้งสติขึ้น

 

 

สติเปรียบดั่งเสาเขื่อนเสาหลัก

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน คือ พึงจับงู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงผูกไว้ที่หลักหรือที่เสาอันมั่นคง ทีนั้นแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน พึงดึงมาสู่โคจรและวิสัยของตนๆ……..เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้นต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบหลักหรือเสานั้นเอง…”

 

ฉัปปาณสูตร

 

ในช่องทางคือใจนี้มีทั้งความคิดที่ดีและไม่ดี พอเราตั้งสติขึ้นไว้อย่างถูกต้อง เราจะรู้ความคิดที่ไม่ดีนั้นน่ะมันเกิดขึ้นแล้ว ความคิดที่ดีๆ นั้นน่ะเกิดขึ้นแล้ว สติที่ตั้งเอาไว้ตรงนี้นั่นล่ะพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเสาเขื่อนเสาหลักที่มีความมั่นคงมากและยังมีสัตว์ ๖ ชนิดผูกไว้

 

เสาที่มีความมั่นคงนี้เราผูกจิตของเราเอาไว้ที่นี่ ผูกจิตที่มันจะไปตามช่องทางต่างๆ ที่มันจะไปตามการรับรู้ แล้วไปเกิดความกำหนัดพอใจในสิ่งภายนอกนั้น ความยึดถือไปเกิดที่ตรงไหนจิตมันก็ก้าวลงตรงนั้น บางสิ่งบางอย่างเรารับรู้ แต่ไม่ได้ยินดีพอใจในมัน จิตก็ไม่ได้ก้าวลงตรงนั้น แค่รับรู้เฉยๆ เป็นวิญญาณเฉยๆ

 

 

สุนัขที่แตกต่างกัน

 

ยกอุปมาเปรียบเทียบสุนัขกับจิตที่มีการฝึกแตกต่างกันตามกรณี ดังนี้

กรณีที่ ๑ รับรู้และก้าวลง สุนัขนั้นโดนล่ามด้วยเชือก พยายามดึงเชือกจนขาด เปรียบเหมือนจิตที่เราผูกไว้กับเสาเขื่อนเสาหลัก บางทีมันมีภพเกิดขึ้น พอมีวิญญาณไปตรงไหน จิตมันก็จะแล่นออกไปตรงนั้น ถ้าเชือกไม่เหนียวพอหรือเสาไม่มั่นคงพอมันก็หลุดออกไปได้

กรณีที่ ๒ รับรู้อยู่แต่ไม่ได้ก้าวลง สุนัขโดนล่าม รับรู้ในสิ่งที่มากระทบ ดึงเชือกตึง แต่ไม่หลุดออกไป เปรียบเหมือนถ้ามีการรับรู้แล้ว แล้วจิตของเราถูกตั้งไว้อย่างดี ผูกเอาไว้ รับรู้แล้วจิตมันไม่ไป แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีวิญญาณไม่ได้มีการรับรู้นะ มีอยู่ แต่จิตมันไม่ไปยินดีพอใจหรือขยะแขยงเกลียดชัง พอมันไม่ไปยินดีพอใจหรือขยะแขยง มันดึงอยู่ก็จริงแต่มันหนีไปไม่ได้

กรณีที่ ๓ รับรู้ ไม่ก้าวลง วางเฉย สุนัขโดนล่าม รับรู้ แต่นอนเฉยไม่ดึงเชือก เปรียบเหมือนจิตที่ฝึกมาตามลำดับขั้น ฝึกดีแล้ว จิตที่ฝึกดีแล้วมีสติมีกำลังอย่างมากแล้วจะรักษาจิตได้ ในช่องทางคือใจนั้นก็จะเรียบไม่เขรอะขระ การปรุงแต่งที่จะออกมาก็จะดีไปหมด ในช่องทางคือใจ ที่เราฝึกจิตด้วยการตั้งสติขึ้น มีสติเป็นที่แล่นไปสู่แล้ว สิ่งที่มันเป็นเรื่องยุ่งเรื่องข้องความคิดนึกที่ไม่ดี มันก็จะค่อยละออกไปลดลงไป ความคิดอะไรที่มันดีๆ มันก็จะค่อยเพิ่มขึ้นๆ

 

รับรู้อะไรมาก็จะไม่ไปใส่ใจดู รับรู้มาก็เฉยๆ เหมือนสุนัขที่มันรู้หมดแล้ว มันก็ไม่ได้จะต้องระวังอะไร กรณีนี้มาจากการฝึกไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จิตมันก็จะสงบลงๆ การรับรู้มีอยู่ แต่มันจะแยกกันไป

 

 

ยามที่ฉลาด

 

“..อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้า อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๖ สำหรับคุ้มภัย ภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ..”

 

นครสูตร

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบว่าเหมือนยามที่รักษาป้อมยาม เขาต้องคอยตรวจตราอยู่เสมอ ยามเปรียบเหมือนสติ สติที่เราตั้งเอาไว้ จิตต้องอยู่แนบกับสติเลย ถ้าจิตไม่อยู่กับสติไม่มีสติตั้งเอาไว้ มันจะเที่ยวไปตามคนเข้าคนออก ซึ่งนั่นไม่ใช่หน้าที่ของยาม และจะทำให้ป้อมยามบริเวณนั้นก็จะไม่ได้รับการรักษา

ประเด็นคือว่า ถ้าคนเข้าออกมากมายยามจะรักษาไว้ได้อย่างไร ในกรณีที่ ๑ คือยามพลาดเผลอหรือหลับ ก็เปรียบเหมือนสุนัขนั้นหนีไปได้แล้ว สติของเราเผลอแล้ว ในกรณีที่ ๒ คือมีคนเข้าออกมาก แต่เรารู้จักหมดว่าจะให้ใครเข้าหรือออกควบคุมได้ เหมือนกับจิตที่เราไปรับรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้มันธรรมดา แต่ว่าเราห้ามได้ ไม่ให้ความผิดพลาดมันมาก้าวลง ในกรณีที่ ๓ คือยามเฝ้าประตูอยู่ แต่ว่าไม่ได้มีคนเข้าคนออกอะไร เงียบๆ ว่างๆ แต่ยามไม่ได้หนีไม่ได้หลับ คอยระวังอยู่ตลอด เหมือนจิตที่ฝึกดีแล้ว

 

...เหมือนจิตที่ฝึกดีแล้ว ใจที่มันดีแล้วสะอาดแล้ว สติก็อยู่ที่นั่น ไม่ได้จะหนีไปไหน…

 

เปรียบเช่นเด็กเลี้ยงโค ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า..

 

“..ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน

ข้าวกล้าทั้งหมด เขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว

คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้.

เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้ หรือไปกลางทุ่งแจ้งๆ

พึงทำแต่ความกำาหนดว่า นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว)

ฉันนั้นเหมือนกัน.”

 

มู. ม. ๑๒/๒๓๒-๒๓๖/๒๕๒.

 

...ในกรณีที่ ๑ ที่วัวไปกินข้าวเขาแล้ว นั่นพลาดแล้วเสียหายแล้ว ในกรณีที่ ๒ คือมีข้าวกล้าอยู่มาก ระวังให้ดี ตีต้อนห้ามกันได้ ส่วนถ้าเด็กเลี้ยงควาย เอาวัวควายไปเลี้ยงตามทุ่งที่มันเปิดโล่งแล้ว ข้าวกล้าเก็บเรียบร้อยดีแล้ว กว้างๆ โล่งๆ แค่เอาไปไว้แถวนั้นเฉยๆ ไม่ได้จะต้องคอยระวังอะไรมาก นี่คือกรณีที่ ๓…

 

เปรียบให้เห็นว่า เวลาที่เราตั้งสติขึ้น ให้ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่าไปคิดว่าทำแล้วมันจะเรียบไปนิ่งเลย มันจะเป็นไปตามขั้นตอนอย่างนี้ ค่อยฝึกค่อยทำไป จิตมันฝึกได้ บังคับได้ ข่มได้ สามารถที่จะฝึกให้ดีได้ ด้วยการทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย…เพราะ...

 

“จิตที่ฝึกดีแล้ว จะนำสุขมาให้”

 

พุทธพจน์

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง