ยาแก้พิษ ว่าด้วยสัญญา ๗ ประการ

HIGHLIGHTS:

  • สัญญา ๗ ประการที่เมื่อบุคคลกระทำเจริญให้มากแล้ว จะมีผลมากมีอานิสงค์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีความเป็นอมตะเป็นที่หวังได้
  • เมื่อเรามีการพัฒนาธรรมเต็มที่แล้ว จิตเรามันจะมีความหลุดพ้นด้วยดี จะก้าวล่วงกิเลส ทั้งหลาย ๓ ประการนี้ได้ สามารถที่จะสงบระงับลงด้วยดีได้

บทคัดย่อ

 

 

“สัญญา ๗ ประการ ที่เมื่อบุคคลกระทำเจริญให้มากแล้ว จะมีผลมากมีอานิสงค์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีความเป็นอมตะเป็นที่หวังได้”

 

ธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้มีความเกี่ยวข้องกัน เป็นสัญญาที่พระพุทธเจ้าใช้หัวข้อว่าสัญญา ๗ ประการ โดยเฉพาะเจาะจงลงมาที่ สัญญาสูตรที่ ๒ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ซี่งในพระสูตรนี้มีความพิเศษที่แตกต่างจากพระสูตรอื่น ๆ คือ ได้มีการเปรียบเทียบให้เห็นส่วนเหมือน (ยาแก้) ให้เห็นส่วนต่าง (พิษ, เชื้อโรคที่มันเกิดขึ้นในใจ) และมีการยกอุปมายกให้เห็น ซึ่ง ๗ ประการนี้คือ

    • อสุภสัญญา คือ ความหมายรู้โดยความเป็นของไม่สวยงามในกาย
      • ส่วนเหมือน ให้เห็นกายโดยความเป็นของไม่สวยงาม เช่น ผิวที่เขาบอกว่านุ่มเนียนขาว หรือผมที่สลวยดำ ให้เราสำคัญหมายว่าเป็นของไม่สวยงาม
      • ส่วนต่าง การร่วมเมถุนธรรม (ธรรมของคนคู่) คือ กิจกรรมของคนคู่ที่มันจะไปสุดจบที่เนื่องด้วยน้ำ (เรื่องบนเตียง) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ มาก่อน เช่น จับเนื้อต้องตัว จูงมือถือแขน พูดหยอกล้อกัน มองตากันปิ๊ง ๆ หรือว่าคิดถึงกัน จะไม่ให้เมถุนธรรมที่มันเป็นพิษ ซึ่งสำหรับพระสงฆ์ก็คือ ขาดจากความเป็นพระ, ถ้าสำหรับฆราวาส ก็ทำผิดศีล ๕ ผิดลูกผิดเมียเขาได้ ทำให้มีปัญหาครอบครัวได้
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลาถูกไฟแล้ว มันจะงอหงิกเข้าหากัน จะไม่คลี่ออก จิตของเราที่ถ้าเจริญอสุภสัญญาอย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในทางที่เป็นเมถุนธรรมอีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ ถ้าเห็นกามคุณที่ไหน เห็นเขาเสพกามคุณกัน เห็นเขามีความยินดีในเรื่องของคนคู่อย่างใด ๆ ก็จะมีอุเบกขาเห็นความเป็นของปฏิกูลได้

    • มรณสัญญา คือ ความหมายรู้ในความตายที่มันจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

      ในพระสูตรอื่น ๆ พระพุทธเจ้าอธิบายถึงเรื่องมรณสัญญา โดยอธิบายถึงว่า เหตุปัจจัยแห่งความตายมีอยู่มาก เช่น เดินหกล้ม อาหารไม่ย่อย สัตว์มีพิษกัดทำร้าย ถูกคนหรืออมนุษย์ทำร้ายได้ หรือที่ไม่ได้มีปัจจัยความเสี่ยงใด ๆ บางทีก็เป็นโรคภัยไข้เจ็บตายก็มี

      • ส่วนเหมือน มีความตายเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว ก็อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ ให้พิจารณาว่า ถ้ามีความตายเกิดขึ้น เราจะมีกุศลธรรมอะไรบ้าง ที่ถ้าเรามีอยู่แล้ว จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่เดือดร้อนใจ มีปิติสุขอยู่ได้ ให้ระลึกถึงกุศลธรรมอันนี้ ที่จะเป็นที่ตั้งที่ระลึกถึงอยู่ในจิตของเรา
      • ส่วนต่าง การรักชีวิต คือ คนที่กลัวตาย หรือ ที่จะทำอะไรก็กลัว ไม่อยากทำไม่อยากเสี่ยง เป็นคนที่ไม่กล้าเสี่ยง คนที่ไม่กล้าเสี่ยงเป็นคนที่รักชีวิต กลัวล้มเหลว
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลาถูกไฟแล้ว มันจะงอหงิกเข้าหากัน จะไม่คลี่ออก จิตของเราที่ถ้าเจริญมรณสัญญาอย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในการรักชีวิตอีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ จะมีอุเบกขาเห็นความรักชีวิตเป็นของปฏิกูลได้

    • อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ ความหมายรู้ในความเป็นปฏิกูลในอาหาร
      • ส่วนเหมือน ให้พิจารณาว่า อาหารที่ผ่านการปรุงมาอย่างดี ถ้ากินเขาไป แล้วมีเศษติดฟัน เราเรียกส่วนที่มันติดฟันนั่นว่า เศษอาหาร ทันที ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอาหารอย่างดีเมื่อตระกี้นี้ มันเป็นของปฏิกูล หรือคุณแค่กินไปสิบยี่สิบนาที แต่ถ้ากินเหลือ มันก็ยังดี ๆ อยู่ แต่เหลือเขาก็เรียกว่า เป็นเศษอาหาร ก็จะทิ้งไปหรือเอาไปให้สุนัข เขาก็จะไม่ได้นำมาเก็บแต่งต่อ แล้วให้คนต่อไปกิน เพราะมันเป็นปฏิกูล
      • ส่วนต่าง สำหรับคนที่ติดในรสอาหาร (มีตัณหาในรสอาหาร) เวลาเครียดก็จะไปหาทางออกด้วยการกิน เวลากินอะไรก็จะเกินประมาณ เอาอร่อยไว้ก่อน กินโดยไม่มีการพิจารณาอะไร ถ้าในจิตใจของเรามีอย่างนี้ มันก็จะเป็นไปตามอำนาจของลิ้นได้
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลาถูกไฟแล้ว มันจะงอหงิกเข้าหากัน จะไม่คลี่ออก จิตของเราที่ถ้าเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาอย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในการติดในรสอาหารอีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ จะมีอุเบกขาเห็นตัณหาในรสเป็นของปฏิกูลได้

    • สัพพโลเกอนภิรตสัญญา คือ ความหมายรู้โดยความเป็นของที่ไม่น่าเพลินเพลิดในโลกทั้งปวง
      • ส่วนเหมือน ให้พิจารณาว่า สิ่งนี้มันไม่น่าเพลินเพลินอะไร เห็นว่ามันเป็นกระแสเดิม ๆ มา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เราไม่ควรจะไปเพลิดเพลินในโลกต่าง ๆ เหล่านั้น โดยไม่เอาใจไปใส่ ไม่เพลิดเพลินไปตาม ไม่เห็นความงามความที่มันจะดี ความที่มันจะมีสาระอะไรในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น
      • ส่วนต่าง ความวิจิตรแห่งโลก คือ คนที่โลกนี้มีความวิจิตรพิสดาร โทรศัพท์ออกรุ่นใหม่ก็อยากได้ รถคันใหม่รุ่นใหม่ล่าสุด เป็นไฟฟ้าทั้งคันออกใหม่ก็อยากได้ ของ ๆ โลก ที่มันมีความวิจิตรพิสดาร เขาปรุงสรรปันแต่งขึ้นมาเป็นไปตามกระแสของโลก ไม่ว่าจะมาทางตาทางหู ถ้าคุณเพลิดเพลินไปตามนี้ คุณตกเป็นทาสของสิ่งภายนอก สิ่งต่าง ๆ นี้มันทิ่มพุ่มมาสู่ในใจ
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลาถูกไฟแล้ว มันจะงอหงิกเข้าหากัน จะไม่คลี่ออก จิตของเราที่ถ้าเจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา อย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในความวิจิตรแห่งโลกอีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ จะมีอุเบกขาเห็นความวิจิตรแห่งโลกเป็นของปฏิกูลได้

    • อนิจจสัญญา คือ ความเป็นของไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลาย
      • ส่วนเหมือน ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลาย เป็นยาที่จะมาแก้ไม่ให้จิตของเราไหลไปตามลาภสังกการะ ไม่ให้จิตของเรานั้นน้อมไปตามคำสรรเสริญเยินยอที่เกิดขึ้น
      • ส่วนต่าง มีความพอใจยินดีในลาภสักการะ และเสียงสรรเสริญเยินยอ คือ จิตมันจะไหลไปตามกับเสียงเยินยอนั้น มันจะยอมไปตามลาภสักการะนั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะมาควบคุมหัวใจของเราได้
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลาถูกไฟแล้ว มันจะงอหงิกเข้าหากัน จะไม่คลี่ออก จิตของเราที่ถ้าเจริญอนิจจสัญญา อย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในการรักชีวิตอีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ จะมีอุเบกขาเห็นความพอใจยินดีในลาภสักการะ และเสียงสรรเสริญเยินยอเป็นของปฏิกูลได้

    • อนิจเจทุกขสัญญา คือ ความหมายรู้โดยความเป็นทุกข์ในความเป็นของไม่เที่ยงนั้น
      • ส่วนเหมือน ให้เห็นถึงความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย ให้เราเห็นเป็นความที่เป็นของที่ทนอยู่ได้ยาก ให้เราเห็นด้วยความที่มันเป็นทุกข์ในสิ่งที่มันไม่เที่ยงทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาตรงนี้แล้ว ความเฉื่อยชา เกียจคร้าน ท้อถอย ประมาท เราจะเห็นสิ่งพวกนี้โดยความเป็นภัยได้ โดยความเป็นอันตรายได้
      • ส่วนต่าง มีความเฉื่อยชา มีความเกียจคร้าน มีความท้อถอย มีความประมาท ไม่ประกอบความเพียร ไม่รู้จักพิจารณา ถ้าบุคคลได้เป็นเช่นนี้ แสดงว่าคุณถูกพิษ คือความเฉื่อยชา ความเกียจคร้านเข้าทิ่มแทง มีพิษไหลอยู่ในกระแสเลือด มีพิษไหลอยู่ในช่องทางคือ ใจ
      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนเพชฌฆาตที่เงื้อดาบติดตามอยู่ เราจะเห็นโทษภัยของสิ่งนี้หรือจะยื่นคอเข้าไปให้เขาตัดเลย จิตของเราที่ถ้าเจริญอนิจเจทุกขสัญญา อย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในความเฉื่อยชา เกียจคร้าน ท้อถอย ประมาท ไม่ประกอบความเพียร ไม่รู้จักพิจารณา อีกเลย เห็นโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ คือ จะให้รู้สึกว่าเป็นโทษเป็นภัยได้ เราจะต้องให้เห็นถึงความเป็นทุกข์ในของที่มันไม่เที่ยงทั้งหลาย

       

      “ไม่มีสิ่งใดที่มันเที่ยงในโลกนี้...ไม่มี สิ่งต่าง ๆในโลกนี้ทั้งหมด ไม่เที่ยงทั้งหมด ให้เห็นโดยความเป็นทุกข์ในสิ่งนั้น เราสามารถที่จะอยู่เหนือละความเฉื่อยชา เกียจคร้าน ท้อถอย ประมาท ไม่ประกอบความเพียร ไม่รู้จักพิจารณา ต่าง ๆ เหล่านี้ได้

    • ทุกเขอนัตตสัญญา คือ ความหมายรู้โดยความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ของสังขารนั้น ๆ
      • ส่วนเหมือน ให้เห็นความเป็นอนัตตา คือ ความที่ไม่ใช่ตัวตนในสิ่งที่เป็นทุกข์ทั้งหลาย

         

        “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ให้เห็นอนัตตาตรงนี้ในสิ่งของทั้งหลาย ที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ของ ๆ เราดูภายนอก ถ้ามันมีการเปลี่ยนสภาพไป ไม่ได้ทนอยู่ในสภาพนั้นได้อยู่ตลอด นี่เป็นทุกข์ แล้ว มันไม่ใช่เป็นตัวมันของมันเอง ไม่ใช้เป็นลักษณะของตัวมันเอง แต่มันต้องขึ้นกับสิ่งอื่น มันต้องขึ้นกับเหตุ ต้องขึ้นกับปัจจัย การที่มันต้องขึ้นกับเหตุปัจจัย เป็นของไม่เที่ยง ไม่สามารถที่จะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ถ้าเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของมันเอง”

      • ส่วนต่าง ทิฐิที่ว่านี้เป็นตัวฉันของฉัน ทิฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายและสิ่งที่เป็นภายในก็ตามหรือภายนอกก็ตาม (มานะ คือ ความเป็นของฉัน ตัวตนของฉันในสิ่งที่เป็นภายนอก) เช่น ที่จอดรถของฉัน นี้กฎหมายบ้านเมือง ต้องเป็นอย่างนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ นี้คือภายนอกในสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นข้าวของทรัพย์สินสมบัติ ชื่อเสียงของฉัน

        มานะต่าง ๆ เหล่านี้มันจะทำให้เราข้องอยู่ ติดอยู่ ยึดอยู่ จะไม่หลุดพ้นออกไปได้ ไม่พ้นกัน เป็นที่ให้กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ มันงอกออกมาจากตรงนี้

      • อุปมาอุปมัย เปรียบเหมือนรากของต้นไม้ ที่ถ้าเราตัดต้นไม้ที่โคนของมันจนติดดินเลยก็ตาม แต่ถ้ามันยังมีระบบรากที่มันยังดีอยู่ ยังไม่ถูกเผาทำลาย ยังไม่ถูกขุดออก ผ่านไปฝนสองฝนมันก็จะโตขึ้นมาใหม่ได้ กิเลสมันก็จะโตขึ้นใหม่ได้ จิตของเราที่ถ้าเจริญทุกเขอนัตตสัญญา อย่างดี เต็ม ต่อเนื่องได้ถึงที่แล้ว มันจะไม่น้อมไปในทิฐิที่ว่านี้เป็นตัวฉันของฉัน ทิฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะ อีกเลย มันจะหลุดออกมาได้

       

      ผลที่ได้ แค่เราพิจารณาเห็นถึงความเป็นอนัตตาตรงนี้ ทำอยู่บ่อย ๆ ทำให้มาก เจริญให้มากในทั้งสัญญา ๗ อย่างนี้ จะมีผลมีอานิสงค์มาก

“สัญญา ๗ อย่าง เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้ายกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบให้เห็นส่วนเหมือนส่วนต่างด้วย พอเราเข้าใจส่วนที่มันเหมือนกัน เข้าใจส่วนที่มันต่างกัน ยิ่งจะทำให้มีความคมความลึกซึ้ง ความชัดเจนในการเจริญภาวนาได้ ทำให้เรารู้ว่า ให้เราพัฒนาจิต เจริญจิต พัฒนาคือการภาวนา ฟังธรรมะ นั่งสมาธิมันถึงที่รึยัง เราตรวจสอบตัวเองได้

ถ้าจิตของเรายังไหลไปในเมถุนธรรม แสดงว่าอสุภสัญญายังไม่ถึงที่, หรือถ้าจิตของเรามันไหลไปในการรักชีวิต เขามีขู่เอาชีวิตหรือมีเหตุการณ์ที่มันเฉียดขึ้นมา ตกใจกลัวอย่างมากแสดงว่าการภาวนาเรื่องมรณสัญญายังไม่ถึงที่, หรือถ้าเจออาหารอะไรที่ชอบก็กินเอาๆ มันยังมีตัณหาในรสอยู่ แสดงว่าการพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหารยังไม่เต็มที่, หรือถ้ามีสิ่งของรุ่นใหม่ ๆ อะไรออกมา ก็ชอบอยากได้ ต้องไปเอาตรงนั้นตรงนี้ นี้เป็นความวิจิตรพิสดารของโลก ถ้าจิตเราไถลไปตรงนี้ แสดงว่าการเห็นความเป็นของไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวงยังทำไม่เต็มที, หรือถ้ายังหลงยินดีในลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอนั้นอยู่ (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่สามารถมีลาภสักการะหรือเสียงเยินยอไม่ได้ คือ มีได้อยู่ แต่ไม่ยินดีในนั้น) ถ้าเรายินดีในนั้นจิตไหลไป นึกน้อมไปทางนั้นอยู่เรื่อย แสดงว่าการภาวนาเรื่องอนิจจสัญญายังไม่ถึงที่, หรือถ้ายังมีความเฉื่อยชาเชื่องช้า ท้อถ้อย ประมาท ไม่ประกอบความเพียร ไม่พิจารณา แสดงว่า เราไม่ได้เห็นความทุกข์ในสิ่งทั้งหลายที่มันไม่เที่ยงเลย คือ อาจจะเห็นอยู่แต่มันไม่ถึงที่, และยังมีทิฐิมานะของฉัน ตัวฉัน นี้พวกของฉัน นี้ของ ๆ ฉัน ความคิดของฉัน เป็นทิฐิตัณหา มานะในทั้งภายในภายนอก นี้แสดงว่ายังไม่เห็นถึงความเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็นมุกข์ทั้งหลาย อาจจะเห็นอยู่แต่มันไม่ถึงที่

แต่ถ้าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างนี้ให้มันถึงที่ ให้มันพอเหมาะพอสม ให้มันสมถึงผลที่มันจะเกิดขึ้นได้เต็มที มันถึงที่สุดรอบจนเป็นบริกรรมของมัน จิตของเราจะหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากเมถุนธรรมนั้น, จากการรักชีวิตนั้น, จากตัณหาในรสนั้น, จากความวิจิตรพิสดารของโลกนั้น, จากลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอ จะมีจิตที่เป็นอุเบกขาเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยความเป็นของปฏิกูลได้ จะสามารถมีความรู้สึกว่าเป็นภัยในความเพลิดเพลิน ในความเฉื่อยชา เกียจคร้าน เราเห็นเป็นภัยได้ เหมือนกับขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เวลามันโดนไฟแล้วมันจะงอเข้าหากันเท่านั้น เหมือนกับเพชรฆาตที่เขาเงื้อดาบติดตามอยู่ เราต้องรีบหนี ในเมื่อมันเป็นภัยขนาดนี้ จะอยู่รออะไร พอเรามีการพัฒนาธรรมเต็มที่แล้ว จิตเรามันจะไป มันจะพ้น จะมีความหลุดพ้นด้วยดี จะก้าวล่วงกิเลส ทั้งหลาย ๓ ประการนี้ได้ สามารถที่จะสงบระงับลงด้วยดีได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง