ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์เพื่อคลายทุกข์

HIGHLIGHTS:

  • ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์เพื่อคลายทุกข์

บทคัดย่อ

“เมื่อเรากำลังตั้งไว้ซึ่งการปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์อยู่ เป็นอารมณ์ วิราคะก็เกิดมีได้จากการตั้งไว้ซึ่งความปรุงแต่งนั้นเป็นเหตุ ; และเมื่อเราเข้าไปเพ่งอยู่ซึ่งตัวเหตุแห่งทุกข์นั้น ทำ ความเพ่งให้เจริญยิ่งอยู่ วิราคะก็เกิดมีได้”

อุปริ. ม. ๑๔/๑๓/๑๒-๑๓

 

ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์คือราคะคือตัณหาคือโทสะนั่นแหละ ปรุงแต่งไม่ใช่พวกเดียวกับมัน แต่คือพิจารณาในลักษณะที่เห็นโทษของมัน ให้เป็นอารมณ์แล้วให้วิราคะเกิดขึ้นณจุดนั้น วิราคะคือกุศลธรรมใหม่ที่ยังไม่มีเชื้อเชิญให้มีมา ให้เห็น ถ้ายังไม่เห็น ให้เพ่งลงไป ตั้งจิตเอาไว้ ทุกข์อยู่ตรงไหนจี้เข้าไป ให้เห็นโทษของเจ้าราคะโทสะโมหะ ปรุงแต่งไปแบบนี้

 

 

เพ่งเพื่อคลาย หรือ เพ่งเพื่อยึด

 

...ทุกข์ตรงไหน จี้จ่อเพ่งลงไปตรงนั้น มันหยาบอยู่ตรงไหนเอากระดาษทรายขัดลงไปตรงนั้น ความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่คนหนึ่งเพ่งพินิจเข้าไปในการปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์อยู่ ทำไมเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา แล้วเอาจิตเข้าไปเพ่งจ่อเอาไว้ แล้วทำไมมันจึงหายไปได้ ทำไมมันไม่เจริญขึ้นมา แต่อีกคนหนึ่งกลับคิดซ้ำไปซ้ำมาเป็นการเพิ่มทุกข์ ความแตกต่างการที่เพ่งตั้งเอาไว้ในเหตุแห่งทุกข์มันต่างกันอย่างไร

เราจะเพ่งความทุกข์ในลักษณะไหน เพื่อที่จะให้ความคลายกำหนัดมันเกิดขึ้น เพื่อจะให้ความกำหนัดมันหายไป คำว่า “วิราคะ” หมายถึง การคลายกำหนัด คลายออกเหมือนกับมือที่กำแน่นๆ แล้วปล่อยออกวางออก เหมือนถือของหนักๆ ถือแบกไว้แล้วก็วางลง นั่นคือ “วิราคะ” ถ้าแบกไว้กำไว้นั่นคือ “ราคะ” จะพิจารณาแบบไหนเพ่งจิตจดจ่อตั้งไว้ในความทุกข์อย่างไร

 

 

เรียนรู้จากบุรุษผู้นี้

“ต่อมาบุรุษคนนั้นคิดว่า “โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส เกิดขึ้นแก่เรา เพราะเรามีจิตกำหนัด ปฏิพัทธ์ พอใจ มุ่งหมายอย่างแรงกล้าในหญิงนั้น ; ถ้ากระไร เราจะละฉันทราคะในหญิงนั้นเสีย”

 

ความที่มันจะติดข้องกันมันจะต้องมีตัณหามีอวิชชาเชื่อมอยู่ตรงนี้เสมอ ผู้ชายคนนี้รักผู้หญิงคนนั้น ไอ้ตรงที่มันเชื่อมต่อกันคือความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจคือฉันทะราคะ หรือความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินคือนันทิราคะ ราคะโทสะโมหะเหมือนกันหมด มันจะนำมาซึ่งความทุกข์ความโศกความร่ำไรรำพันความทุกข์กายความทุกข์ใจความคับแค้นใจ เรามีตรงไหนให้เพ่งลงไปตรงนั้น

 

..ต้องเพ่งในลักษณะนี้ คือถ้าเราเพ่งเกินไปสุดโต่งไป ไม่ได้เพ่งตรงรอยต่อตรงที่มันมีจุดเชื่อมตรงที่มันมีราคะอยู่ เกินไปก็ตกอยู่ในความทุกข์ ทุกข์ยิ่งมีกำลัง ราคะตัณหาโมหะโทสะยิ่งมีกำลัง หรือสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ไม่ทำอะไร ทุกข์ก็ทุกข์ไป ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ตรงกลางที่มันเชื่อมต่อกันตรงนี้นี่ล่ะ ที่จะต้องกำหนดในใจของเรา ตั้งใจของเรา เพ่งจิตของเราลงไปตรงนั้น…

 

ผู้ชายคนนี้ละความกำหนัดพอใจในหญิงนั้นคือตัดใจได้ จึงไม่ตกเป็นทาสของราคะ ไม่ถูกครอบงำ ไม่ติดหนึบ เห็นโทษของมัน เมื่อไม่เอาใจน้อมไปในทางนั้น สิ่งนั้นก็ไม่มีกำังขึ้นมา ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 

“ถ้ามีการตริตรึกไปในทางความคิดเรื่องใด จิตเรามันจะน้อมไปในอาการอย่างนั้นๆ น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีกำลังขึ้นมา”

 

 

เผชิญหน้าแบบไหน

 

ประเด็นคือเราไม่สามารถตัดใจได้เช่นนั้นหรือไม่ตริตรึกไปในทางไม่เบียดเบียนได้ในทันที ถ้าทำไม่ได้แล้วต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ จะเผชิญอย่างไร มี ๒ ทางเลือก คือเผชิญหน้าแล้วดันกลับไปเป็นพวกเดียวกับมัน ทำให้มันยิ่งมีกำลังมีอำนาจในจิตของเรา นั่นคือความทุกข์ยิ่งทับถมมากขึ้น เกินไปสุดโต่งข้างหนึ่ง แต่ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้คือ ให้เพ่งเข้าไปอยู่คือจุดตรงกลางๆ มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง

 

 

อย่างไรเรียกว่ากลาง

 

ในพระสูตรนี้พูดไว้ชัดเจนคือฉันทะราคะ คือความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ พอใจตรงไหนกำหนัดตรงไหนนั่นแหละคือจุดปัญหา จี้จ่อไว้ตรงนั้น อย่าเลยไปเป็นพวกเดียวกับมัน

 

ตัณหาต้นเหตุแห่งทุกข์หรือความทุกข์นั้น ถ้าเราเพ่งไว้อย่างนั้นแล้วราคะเจริญ อย่าทำ นั่นคือเกินแล้ว แต่ถ้าเราเพ่งเอาไว้ ณ จุดรอยต่อตรงนี้ แล้ววิราคะเจริญ อันนี้ดี แล้วเพ่งต่ออย่างไหนให้วิราคะเจริญ ก็คือการปรุงแต่งในลักษณะที่เห็นโทษเจ้าราคะนั้น

 

เหมือนที่ชายคนนี้คิด เลือกที่จะละฉันทะราคะความพอใจในหญิงนั้นเสีย ตัดใจเลือกที่จะไม่จมกองทุกข์แต่เลือกที่จะหาว่าใครหนอย่อมรู้ทางออกจากทุกข์นี้

 

กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์แล้วเพ่งพินิจพิจารณาให้เห็นโทษของเจ้าราคะนั้น ให้เห็นโทษของความกำหนัดพอใจยินดีนั้น

 

 

จะเห็นโทษนี้ได้อย่างไร

 

ศีลและหิริโอตัปปะจะเป็นเหมือนรั้วกั้นภัยจากภายนอก ที่มันจะก่อให้เกิดอกุศลธรรมภายในแล้วทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป มันจะรักษาตัวเราตรงนี้

 

ถ้าเรารักษาศีลดี ศีลนั่นแหละจะรักษาเรา ถ้าเราจะทำความชั่วทำความผิด ความละอายความไม่กล้าหิริโอตัปปะนั่นแหละจะรักษาเรา พอความชั่วความผิดไม่ขยาย ถูกกำจัด นี่ล่ะ คือวิราคะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเจ้าราคะถูกกำจัดอยู่ด้วยหิริโอตัปปะอยู่ด้วยศีล สติที่เราเพ่งลงมานั่นแหละคือสัมมาสติ เป็นการตั้งสติเอาไว้แล้ว เพ่งลงมาถูกจุดแล้ว กลางแล้ว ปรับศูนย์กลางดีแล้ว จุดรวมแสงใช้ได้แล้ว ตั้งไว้เลย เพ่งไว้เลย จี้จ่อลงไป

 

ตรงที่เราจี้จ่อลงไปมันจะมีการเสียดทาน เป็นลักษณะของตบะคือการเผากิเลส ไม่ใช่ทำทุกรกิริยา การบำเพ็ญตบะคือ มีความทุกข์อยู่ตรงไหนเพ่งพิจารณาจ่อลงไป จิตของเราที่มีหิริโอตัปปะ มีศีลรักษาไว้อย่างดี ไม่ให้เลยกรอบของศีลออกมา อกุศลธรรมเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเป็นความเพียรแล้ว หนึ่งในสัมมาวายามะ หนึ่งในสัมมัปปทาน จี้จ่อลงไปเห็นโทษของมัน เหมือนที่ชายคนนั้นเห็นโทษ ไม่ได้เห็นโทษในผู้หญิงแต่เห็นโทษในฉันทะราคะ เห็นอกุศลธรรมที่เราไม่เคยเห็นมันมาก่อน

 

 

ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์เพื่อคลายทุกข์

 

ตอนนี้ถ้ามีความอยากเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากราคะโทสะโมหะก็ตาม เราป้องกันกรอบขอบเขตของเราให้ดี อกุศลธรรมใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น มีศีลมีหิริโอตัปปะแล้ว ทุกข์อยู่ตรงไหนเพ่งลงไปตรงนั้น ตั้งจิตลงไปตรงนั้น เราจะเห็นราคะ ณ จุดนั้น เห็นแล้วให้เห็นโทษของมัน ปรุงแต่งไปแบบนี้

 

ปรุงแต่งเหตุแห่งทุกข์คือราคะคือตัณหาคือโทสะนั่นแหละ ปรุงแต่งไม่ใช่พวกเดียวกับมัน แต่คือพิจารณาคือการกระทำในลักษณะที่เห็นโทษของมัน ให้เป็นอารมณ์แล้วให้วิราคะเกิดขึ้น ณ จุดนั้น วิราคะคือกุศลธรรมใหม่ที่ยังไม่มีเชื้อเชิญให้มีมา ให้เห็น ถ้ายังไม่เห็น ให้ทำอย่างที่ว่ามา เพ่งลงไป ตั้งจิตเอาไว้ ทุกข์อยู่ตรงไหนจี้เข้าไป ให้เห็นโทษของเจ้าราคะโทสะโมหะ ปรุงแต่งไปแบบนี้

 

 

ความเพียรความบากบั่นย่อมมีผล

 

เมื่อเพ่งจิตมาตามลำดับ จะทำให้เกิดสัมมัปปาทาน๔คือ อกุศลธรรมที่มันยังไม่เคยเกิดก็อย่าให้มันเกิดขึ้น มีหิริโอตัปปะ อกุศลธรรมเดิมไม่ให้มีกำลังมากขึ้นกำจัดมันออกไป สิ่งที่เป็นกุศลธรรมที่ยังไม่มีเป็นวิราคะเป็นปัญญาทำให้มันมีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นแล้วพัฒนาให้มันดีมีมากขึ้น

 

๔ อย่างนี้ คือสัมมัปปทาน ๔ คือสัมมามวายามะ คือการทำความเพียร ความเพียรความบากบั่นจะมีผลขึ้นมาได้เพราะเหตุนี้ มันอาจจะเจ็บจี๊ดบ้างตอนพิจารณา เอาจิตจ่อเข้าไป เหนื่อยบ้าง แต่เหนื่อยแล้ว มันสำเร็จผล มันคุ้มค่ากัน พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนการดัดลูกศร ที่ยากลำบากบ้าง แต่เมื่อตรงแล้วจะดี ความบากบั่นความเพียรย่อมมีผล

 

ความสุขที่เกิดขึ้นโดยธรรม มีแล้วไม่ต้องสละความสุขนั้น แต่ก็ไม่มัวเมาเช่นกัน ควาไม่มัวเมาคือมันไม่มีราคะเพิ่มขึ้น แต่มันเป้นวิราคะ คลายออกจางออกสลัดออกวางลงจากความทุกข์นั้น นี่ละเป็นกุศลธรรมที่จะทำให้ตัณหาลดลงๆ

ให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้น แม้จะผ่านความลำบากบ้าง สามัญญผลนี้จะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ได้ ที่จะทำให้เจ้าราคะมันอ่อนกำลังหายไปได้ ผลนั้นมันยิ่งใหญ่กว่า นี่คือความบากบั่นความเพียรจะมีผลขึ้นมาได้เพราะเหตุนี้ ...

 

...เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขโดยความเป็นของไม่เที่ยง เราจะพ้นทุกข์ได้….

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง