สมาธิเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย

HIGHLIGHTS:
  • สมาธิเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัย มองให้เห็นทั้ง ๒ แง่มุม ทั้งเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดและทั้งเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่เกิด
  • ความเพียรคือการทำจริงแน่วแน่จริง ไม่ใช่การกระสันอยากนั่นเป็นตัณหา ความเพียรนี้ต้องทำให้สม่ำเสมอจึงจะสามารถตัดรากอวิชชาได้
  • อย่าคิดสั้น อย่าติดกับดักของมาร อย่าท้อถอย แต่ให้มีกำลังใจ
  • ทำจิตให้มีความสมดุลแห่งธรรม จิตจะนุ่มนวล แล้วจะมีญาณเกิดขึ้นรู้ได้ด้วยตัวเองว่า สมาธินี้เป็นของระงับปราณีต ไม่ใช่การข่มขี่การห้ามการปรุงแต่ง

บทคัดย่อ

 

ความรู้ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอเฉพาะตนนั่นเทียว ว่า “สมาธินี้ เป็นของรำงับประณีต ได้แล้วด้วยความสงบระงับ ถึงพร้อมแล้วด้วยการที่มีจิตอันเอก ไม่ใช่จะบรรลุได้ เพราะการข่มขี่ เพราะการห้าม การปรุงแต่ง

- ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๕/๒๗

 

...อะไรที่มันไม่ได้มันไม่มีหรอก อยู่ที่เหตุปัจจัย ทำจิตใจให้มีความสมดุลแห่งธรรม พอมีความสมดุลตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ให้มีปัญญาเห็นถึงเหตุปัจจัยของสิ่งที่ดีและที่ไม่ดี เราจะยิ่งมีความมั่นใจ ความมั่นใจจะเป็นเชื้อเพลิงขับดันให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง….….พอเรามีความมั่นใจ ทำจริงแน่วแน่จริงแล้ว จิตใจของเราจะมีความนุ่มนวลสว่างไสว ลึกซึ้ง เมื่อเราทำได้อย่างนี้แล้ว ความรู้คือญานจะเกิดขึ้นแก่เราให้รู้แจ่มแจ้งเลยว่า สมาธินั้นเป็นของระงับ เป็นของปราณีต ได้แล้วด้วยความสงบระงับ ถึงแล้วด้วยพร้อมการมีจิตอันเอก ไม่ใช่จะบรรลุด้วยการข่มขี่ เพราะการห้าม การปรุงแต่ง...

 

 

วิริยะการทำจริงแน่วแน่จริง

...จุดที่มีการทำได้ไม่ว่าจะเป็นทางกายวาจาใจ การทำได้ตรงนี้คือการทำจริงแน่วแน่จริง ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้คือ วิริยะ…

 

การปฏิบัติที่มีการลงมือกระทำจริงจึงจะเรียกว่าความเพียร ขณะทำความเพียรบางทีมันก็ทำให้สมาธิเกิดขึ้นได้ จิตนุ่มนวลมีความเข้ากันได้ดี ทำให้จิตมีความรู้มีปัญญาขึ้นได้ แต่ในขณะที่เรากำลังผลักดันให้กิเลสตัณหาออกไป พยายามทำความเพียรในทุกช่องทาง แต่บางทีมันก็กลับกำเริบ เพราะว่ามีผัสสะต่างๆ มากระทบ ทำได้แล้วกลับทำไม่ได้อีกสลับกันไป มันกลับกำเริบ ยังเอาออกไม่หมดมันกลับโตขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับต้นไม้ ที่เราตัดแต่โคนแต่รากมันยังอยู่ ผ่านฝนมาก็งอกขึ้นได้ใหม่

 

...ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห
ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปูนเรว รูหติ
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต
นิพฺพตฺตตี ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ ฯ
เมื่อรากยังแข็งแรง ไม่ถูกทำลาย
ต้นไม้แม้ที่ถูกตัดแล้ว ก็งอกได้ใหม่ฉันใด
เมื่อยังทำลายเชื้อตัณหาไม่ได้หมด
ความทุกข์นี้ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เรื่อยไปฉันนั้น...

พุทธพจน์

..ประเด็นสำคัญตรงนี้คือ เราจะต้องมีการทำอย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างต่อเนื่อง กำหนดเครื่องหมายคือนิมิตให้ดี…..ว่าทำไมมันเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม มีเหตุมีปัจจัยอย่างไร…

 

 

 

อย่าคิดสั้น

“เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น”
ฑีฆาวุกุมาร พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕

 

...อะไรความดีที่เรามีอยู่ แล้วมันสั้นๆ ถ้าเราไม่เห็นตรงนี้ เราก็จะไปเห็นแต่สิ่งที่มันไม่ดี สิ่งที่มันไม่ดีถึงแม้มันจะยาวดันกลับไปเห็นตรงนั้น แต่ไอ้ตรงที่ดีๆกลับไม่เห็น เพราะว่าคิดว่ามันสั้น พวกนี้คือ คิดสั้น…

 

ถ้าไม่เคยทำอนันตริยกรรมมาก่อน ที่ว่าทำสมาธิไม่ได้นั้น ให้พิจารณาดูให้ดีว่าทำไม่ได้จริงหรือ พระพุทธเจ้าเตือนว่า อย่าเห็นแก่สั้นอย่าเห็นแก่ยาว ในทางคำสอนนี้เราพูดถึงเหตุถึงปัจจัย ไม่ได้พูดถึงความอ้อนวอนขอร้อง

 

..ถ้าเรายังมีความพอใจไม่พอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความยินดียินร้ายแม้ในสิ่งที่มันดีๆ ละเอียดๆ ในสมาธินี่แหละ ถ้าคุณยังมีความยินร้ายไปตามยินดีไปตามที่มันไม่ได้ที่มันได้ นั่นคือความกระสันอยาก คือกามราคะ คือปฏิฆะ…การพร่ำบ่นพูดถึงนั่นนี่คือการอ้อนวอนขอร้อง เป็นความกระสันอยาก เป็นกามราคะ ตั้งไว้ซึ่งปฏิฆนิมิต แล้วจะไปทำให้จิตละเอียดลงได้อย่างไร…

 

 

ดูที่เหตุปัจจัย ดูอย่างไร

 

ดูทั้ง ๒ ฝ่าย ดูทั้งเหตุปัจจัยของความดีที่เราเคยได้ทำมา แม้น้อยก็ตาม ดูทั้งเหตุปัจจัยของความไม่ดีที่ยังเกิดขึ้นอยู่ แม้มากก็ตาม ดูให้ดีเหตุปัจจัย เหตุของความไม่ดีที่จะมีมาเช่น ดูหนังฟังเพลง พูดเล่น การไม่สำรวมอินทรีย์ คบเพื่อนชั่ว

 

..เราเห็นทั้งสองแง่มุม ทั้งเหตุปัจจัยของความดีความนุ่มความเย็นที่เราเคยมีดีได้ เห็นทั้งเหตุปัจจัยของความไม่ดีความหยาบความกระด้างความไม่นุ่มนวลที่มันเกิดขึ้น มันก็มีเหตุปัจจัยของมัน เพ่งจิตลงไป…อันนี้เรียกว่ามีปัญญาแล้ว การเพ่งลงไปคือสติ การเอาใจมาจดจ่อสิ่งที่พิจารณาจุดนั้น แม้มันจะไม่ดีนั้น การเห็นโทษนั้นคือปัญญา จิตที่เพ่งจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นคือ สมาธิ….เห็นกุศลที่อาจจะเกิดขึ้นดับไปตามเหตุตามปัจจัยนี้ เห็นอกุศลที่อาจจะเกิดขึ้นดับไปตามเหตุตามปัจจัย นั่นคือ ปัญญา…

 

 

อย่าติดกับดักของมาร

...เกิดมีบุรุษคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ปรารถนาความไม่ปลอดภัย ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ฝูงเนื้อนั้น. เขาปิดหนทางอันเกษม สะดวก ไปได้ตามชอบใจ ของเนื้อเหล่านั้นเสีย; เปิดทางอันตรายไว้; วางเนื้อล่อตัวผู้ไว้; ตั้งเนื้อล่อตัวเมียไว้ : ภิกษุ ท. ! ด้วยการกระทำอย่างนี้ เนื้อฝูงใหญ่นั้น ก็ถึงความวินาศเบาบางไป….

พุทธพจน์

 

นายพรานจะตั้งเนื้อล่อตัวผู้คือตัณหา เนื้อล่อตัวเมียคืออวิชชา ตั้งหลอกให้เราออกจากทางความเพียร ไม่มีการทำจริงแน่วแน่จริง ติดกับดักของมาร อย่าอ้อนวอนขอร้องแต่ให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัย

 

 

อย่าท้อถอย แต่ให้มีกำลังใจ

 

ให้เอากำลังใจจากพระพุทธเจ้า ท่านเคยทำมาได้ และมีบุคคลที่ทำตามท่านก็ล้วนทำมาได้

 

...อย่าท้อถอย แต่ให้มีกำลังใจ ให้เห็นมันแจ่มชัด เห็นด้วยปัญญา อ๋อ ที่มันไปได้ มันมีเหตุปัจจัยแบบนี้ ให้เห็นด้วยปัญญาว่าที่มันได้มันมีเหตุปัจจัยแบบนี้ เก็บให้ครบทุกเม็ด เหตุปัจจัยที่มันจะทำให้ไม่ได้ ก็อย่าทำมันส่วนมาก ถ้าทำส่วนมากก็ให้ลดลง….

 

...เราสร้างปัจจัย ในคำสอนนี้เป็นคำสอนที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่ไม่ได้อาศัยการอ้อนวอนขอร้อง แต่อาศัยความมั่นใจคือศรัทธา ให้เป็นผู้ที่สืบต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่าเป็นคนสุดท้าย...

 

...อะไรที่มันไม่ได้มันไม่มีหรอก อยู่ที่เหตุปัจจัย...การทำจริงแน่วแน่จริง ที่ไม่ใช่ความกระสันอยาก แต่ทำให้มีความสมดุล ทำจิตใจให้มีความสมดุลแห่งธรรม พอมีความสมดุลตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ให้มีปัญญาเห็นถึงเหตุปัจจัยของสิ่งที่ดีและที่ไม่ดี เราจะยิ่งมีความมั่นใจ ความมั่นใจจะเป็นเชื้อเพลิงขับดันให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง….

 

….พอเรามีความมั่นใจ ทำจริงแน่วแน่จริงแล้ว มันจะไม่ได้หยาบไม่ได้หนา มันจะนุ่มนวล จิตใจของเราจะมีความนุ่มนวลสว่างไสว ลึกซึ้ง นุ่มนวลกลับมาเหมือนเดิมได้ เมื่อเราทำได้อย่างนี้แล้ว ความรู้คือญานจะเกิดขึ้นแก่เราให้รู้แจ่มแจ้งเลยว่า สมาธินั้นเป็นของระงับ เป็นของปราณีต ได้แล้วด้วยความสงบระงับ ถึงแล้วด้วยพร้อมการมีจิตอันเอก ไม่ใช่จะบรรลุด้วยการข่มขี่ เพราะการห้าม เพราะการปรุงแต่ง...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง