คุณธรรมเพื่อสามัญญผลของโสดาบัน

HIGHLIGHTS:

  • อะไรคือสมบัติของโสดาบันพึงมี ซึ่งเป็นการได้ที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติเงินทองหรือแม้แต่ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
  • คุณธรรมที่จะให้ไปสู่กระแสก็คือ โสตาปัตติยังคะ ๔
  • ความแตกต่างกันระหว่างโสดาปัตติมรรค กับ โสดาปัตติผล
  • คนที่ไม่มีอริยทรัพย์ ถือว่าเป็นคนจน คนขัดสน คนเข็ญใจ คนกำพร้า (ไม่มีที่พึ่ง) แม้จะมีเงินทองมากมาย
  • อริยทรัพย์ที่เรามีสามารถที่จะพาให้ไปถึงความเป็นโสดาปัตติผลได้ ด้วยศรัทธา ด้วยศีลที่สมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่ถึงจุดที่จะตัดเครื่องร้อยรัด ๓ อย่างได้ ก็จะมีความเป็นผลขึ้นมา จะไม่ย้อนกลับไป
  • ความสุขของความที่เป็นโสดาบัน ที่ความทุกข์มันหมดไปสิ้นไป เปรียบเหมือนเศษดินที่ติดปลายเล็บเทียบกับผืนปฐพีทั้งหมด ความทุกข์ของโสดาบันที่สิ้นไปเท่ากับพื้นปฐพีทั้งหมด ความทุกข์ที่เหลืออยู่เท่ากับเศษดินที่ติดปลายเล็บได้เท่านั้น ความสุขที่เทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือความสุขที่พระเจ้าจักรพรรดิมีมันเล็กน้อย สู้กับความสุขที่มาจากความเต็มเปี่ยมของคุณธรรม คือ โสตาปัตติยังคะ ๔ ไม่ได้แม้เสี้ยวที่ ๑๖

บทคัดย่อ

 

ปฐพฺยา เอกรชฺเชน          สคฺคสฺส คมเนน วา

สพฺพโลกาธิปทจฺเจน          โสตาปตฺติผลํ วรํ.

 

โสดาปัตติผล ประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดิน

ประเสริฐกว่าการไปสวรรค์ และประเสร็จกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง.

 

เรื่องราวนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับบุตรชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีชื่อ นายกาละ เป็นคนที่มีนิสัยขี้เกียจมาก จยถึงกับว่า พ่อต้องใช้เงินจ้างเพื่อที่จะไปวัด ไปฟังธรรม ซึ่งได้เคยได้พูดเรื่องนี้ในประเด็นของการแก้ขี้เกียจด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ ไปเมื่อตอนก่อน ๆ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) แต่ในที่นี้จะได้มากล่าวเพิ่มเติมเฉพาะเจาะจงมาในประเด็น ความเป็นโสดาปัตติผลที่นายกาละนั่นได้

เป็นเรื่องราวสั้น ๆ ที่มาในนิทานธรรมบท โดยอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้จ้างบุตรชายคือ นายกาละ ไปฟังธรรมด้วยเงิน ๑๐๐ กหาปนะ แต่หลังจากนายกาละได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้อุบายในการที่จะให้นายกาละเพ็งจิตลงไปในการที่จะฟังธรรมแล้ว (ทำให้เกิดฉันทะ) เป็นการตั้งสติ เป็นการทำความเพียร นายกาละจึงได้บรรลุโสดาบันได้ เป็นการได้ที่มีค่ามากกว่าเงินที่พ่อจ้างมา ก็จึงไม่ได้เอาเงินนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่องนี้จึงได้กล่าวคาถาข้างต้นขึ้น

 

อะไรคือสมบัติของโสดาบันพึงมี ซึ่งเป็นการได้ที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติเงินทองหรือแม้แต่ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) อันประกอบด้วยคุณธรรมทีเรียกว่า โสตาปัตติยังคะ ๔ เป็นเหมือนสิ่งที่เราได้มา เป็นเหมือนกับทรัพย์ที่เราผลิตขึ้นมา จากการที่เราทำเราปฏิบัติมีศรัทธา จะเกิด ๔ อย่างนี้ขึ้นมาเรียกว่า สามัญญผล ศรัทธาเป็นทรัพย์เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการทำการปฏิบัติมา การตั้งสรณะไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเกิดศรัทธาชนิดที่ไม่หวั่นไหว ชนิดที่หยั่งลงมั่นขึ้น ๓ อย่าง คือศรัทธาในพุทโธ ธัมโม และสังโฆ และอีกหนึ่งอย่างคือในเรื่องของศีล เป็นทรัพย์ที่โสดาบัน (ผู้ที่ได้ผลแล้ว/โสดาปัตติผล)จะพึงมี ซึ่งถ้ามีทรัพย์ ๔ อย่างนี้ แล้วจะเอาไปแลกกับอย่างอื่น เช่น แก้วแหวนเงินทองทรัพย์สินต่าง ๆ หรือแม้แต่ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ คนฉลาดเขาจะไม่เอา คนฉลาดเขาจะเห็นว่า โสตาปัตติยังคะ ๔ จะมีค่ามากกว่า เพราะว่าถึงแม้จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีเงินล้นฟ้า ถ้าไม่มีคุณธรรม ๔ อย่างนี้ ก็ยังจะมีภพที่ ๘ ยังมีโอกาสที่จะไปตกนรกได้ แต่ถ้าโสดาบันผู้มีคุณธรรม ๔ อย่างนี้ ต่อให้เขาไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากอะไรยังประเสริฐกว่า เพราะว่าภพที่ ๘ ไม่มี และที่ยังมีอยู่เหลืออยู่ ๗ ชาติก็ไม่มีทางไปนรก กำเนิดเดรัชฉาน เปรตวิสัย คนฉลาดเขาจะเลือกได้ เพราะว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ในใจแล้วมีความเป็นใหญ่กว่า ความเป็นใหญ่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ความมีอำนาจ มีเงินทอง ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่พระพุทธเจ้าหมายถึง ความประเสริฐกว่า ความดีกว่า ดีกว่าที่จะมีเงิน ดีกว่าการที่จะไปสู่สรรค์ ดีกว่าการที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งหมดด้วยอาการและเหตุผลอย่างนี้

 

ความเป็นโสดาบันที่ต้องมีโสตาปัตติยังคะ ๔ สามารถทำได้เดี๋ยวนี้เลย คือ มีศีล ๕ โดยความเป็นปกติ เป็นศีลชนิดที่ไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ เป็นศีลที่มีทิฏฐิตรง ไม่ได้เป็นสีลพัตตปรามาส มีความศรัทธาอันหยั่งลงมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งถ้าเราทำได้บ้าง อาจจะยังไม่เต็มที่ อาจจะยังมีจุดที่ยึดถืออยู่บ้าง ทำผิด ๆ ถูกๆ แต่ก็ให้ทำ แค่ทำตรงนี้ได้ชื่อว่า เป็นผู้มาตามทาง เป็นโสดาปัตตมรรค มาตามทางที่จะไปสู่กระแส

 

“โสดาบัน” แปลว่า ผู้ถึงกระแส (โสตะ แปลว่า กระแส), คุณธรรมที่จะให้ไปสู่กระแสก็คือ คุณธรรม ๔ อย่างข้างต้น

 

ความแตกต่างกันระหว่าง “โสดาปัตติมรรค” กับ “โสดาปัตติผล” คือตรงจุดที่เครื่องร้อยรัด ( สังโยชน์) ที่มันหลุดออกไปแล้วของโสดาปัตติผล แต่เครื่องร้อยรัด (สังโยชน์) ๓ อย่างของโสดาปัตติมรรคยังไม่หลุดออกไป มันยังรัดรึงอยู่ บางทีมันจึงอาจจะย้อนกลับได้ อาจจะเฉไฉไปทางอื่นได้ อาจจะเสื่อมจากความศรัทธาได้ ซึ่งมีเรื่องราวที่มาในนิทานธรรมบท เป็นเรื่องราวของนายสุปปพุทธะ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อน (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

นายสุปปพุทธะ ได้มีโอกาสไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ตนเป็นโรคเรื้อน ผู้อื่นก็รังเกียจจึงไม่ได้จะมีโอกาสเข้าไปใกล้ แต่ก็ยังได้ยิน ได้ฟังธรรมอยู่ ในขณะที่ฟังธรรมไป พิจารณาตามไป ผู้ที่มีศรัทธามีศีลอยู่แล้ว เป็นโสดาปัตติมรรค เมื่อฟังไป ๆ จิตไล่ใคร่ครวญไปตามกระแสแห่งธรรมเทศนานั้น เครื่องร้อยรัด ๓ อย่างที่เป็นความไม่ลงใจ ความเคลือบแคลงความเห็นแย้ง (วิจิกิจฉา)หลุดออกไป, ทิฏฐิความเห็นที่ว่าจะมีความเป็นตัวตน สิ่งนั้นมีสิ่งนี้มี (สักกายทิฏฐิ) หลุดออกไป เหลือเป็นสัมมาทิฏฐิ, การประพฤติปฏิบัติชนิดที่ลูบคลำ ๆ ยังยึดติด พวกนั้นพวกนี้ อันนี้เท่านั้นจริง อันอื่นไม่ได้ (สีลพัตตปรามาส) หลุดออกไป เครื่องที่จะมาดึงให้ เขาจะกลับไปมีการประะพฤติที่ผิดพลาด มีทิฏฐิที่ไม่ถูกต้อง มีความเคลือบแคลงเห็นแย้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันจะไม่มี เขาจึงมีโสตาปัตติยังคะ ๔ ชนิดที่มั่นใจเต็มที ซึ่งในขณะที่นายสุปปพุทธะบรรลุโสดาบันแล้ว เมื่อผู้อื่นกลับไปกันหมด ตนเองก็พยายามจะไปพบพระพุทธเจ้าเพื่อบอกถึงความที่ตนเองได้เห็นถึงคุณธรรมในพระศาสนานี้แล้ว ตัวเองได้เป็นโสดาปัตติผลแล้ว ระหว่างทางที่เดินเข้าไป ท้าวสักกะเทวราช ได้มาทดสอบนายสุปปพุทธะ ทดสอบโดยการที่เอาทรัพย์สินสมบัติแก้วแหวนเงินทองมาแลกกันกับคุณธรรมที่เขาเพิ่งได้มา ให้เอาศรัทธาทิ้งไป ไม่มีพระพุทธ ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ แล้วเอาเงินแทน ปรากฎว่านายสุปปพุทธะ ด่ากลับท้าวสักกะเทวราชว่า เป็นคนไม่มียางอาย คนอันธพาล คนโง่ คนไม่มีปัญญา เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า คนที่ไม่มีอริยทรัพย์มันคือคนกำพร้า คนขัดสน คนเข็ญใจ เป็นคนจน จนด้วยโง่ด้วย ไม่อายอีก ต่อให้มีเงินมากขนาดไหน แต่ถ้าจิตใจไม่มีอริยทรัพย์อย่างนี้ ถือว่าจน ถือว่าโง่ด้วย ขัดสน จนเข็ญใจ กำพร้า (ไม่มีที่พึ่ง)

 

อริยทรัพย์ที่เรามี สามารถที่จะพาให้ไปถึงความเป็นโสดาปัตติผลได้ ประมาณในคุณธรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมา เช่น ศรัทธาหรือว่าศีล เป็นต้น ถ้าเรามีน้อยก็จะยังไม่สามารถที่จะละตัดสังโยชน์ได้ แต่ถ้ามีมากจนถึงเต็มสมบูรณ์ ซึ่งอันนี้ต้องเปรียบเทียบคำว่า “สมบูรณ์บริบูรณ์” กับคำว่า “มีอยู่ แต่ยังไม่บริบูณ์” เช่น ถ้าเรามีน้ำสักหยดหนึ่ง ก็ถือว่ามีน้ำ แต่น้ำหยดหนึ่งมันนำมาดื่มดับกระหายมันไม่ได้ มันก็จะต้องมีน้ำสักแก้วหรือเหยือกหนึ่งพอที่จะดื่มดับกระหายได้ หรือถ้าจะเอาน้ำไปสำหรับเดินทางไกลจะต้องมีเป็นกระติกมันถึงจะเพียงพอ หรือถ้าจะเอาน้ำไปสำหรับการทำเกษตร ก็จะต้องมีมากขึ้นไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นความสมบูรณ์บริบูรณ์มันก็อยู่ที่ว่าเราจะเอาไปทำอะไร ถ้าสมบูรณ์บริบูรณ์ในขณะที่ว่า จะมาละเครื่องร้อยรัด ตัดมันออกให้ได้ ศรัทธา ศีลต้องสมบูรณ์บริบูรณ์ถึงจุดตรงนี้ พอศีลสมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่ด้วยศรัทธาอันเป็นที่ตั้งถึงจุดที่จะตัดเครื่องร้อยรัด 3 อย่างนี้ได้ มันก็จะมีความเป็นผลที่จะเกิดขึ้นมา จะไม่ย้อนกลับไป เป็นเหมือนหลักกิโลเมตรที่คุณจะไม่ตกต่ำกลับไปกว่านี้ได้

 

ถ้าเรายังมีศรัทธา มีศีลยังไม่ถึง ยังมีมากไม่พอ ยังมีความเคลือบแคลงอยู่ ก็ให้เราทำเราปฏิบัติด้วยศีล ให้มี, ความกลัวความละอายต่อบาป ให้มี, ศรัทธา ให้มี, การฟังธรรมะ ให้มี การที่เรารู้จักฟัง เพ็งสังเกตมาจนทำให้เกิดปัญญา พวกนี้จะเป็นตัวที่บ่มอินทรีย์ของเราให้มีความแก่กล้าขึ้น ๆ อินทรีย์ของเราพอมีความแก่กล้าขึ้น ๆ โสตาปัตติยัคะ ๔ นั้นก็จะค่อยมีมากขึ้น ๆ เต็มขึ้น สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น มันก็จะไปตัดสังโยชน์เครื่องร้อยรัดนี้ได้

 

“...เราสามารถบ่มอินทรีย์ของเราให้มันดี บ่มด้วยศีล บ่่มด้วยทาน บ่มด้วยสมาธิ ผัสสะอะไรมีมาก็ให้มีความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มีปัญญา ให้มีหิริโอตัปปะ พวกนี้จะเป็นเครื่องที่จะบ่มอินทรีย์ของเราให้โสตาปัตติยังคะ ๔ นี้มีมากขึ้น ๆ ใครสักคนใดคนหนึ่ง ที่มีความเชื่อมีจิตน้อมไปในลักษณะที่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ๆ ทางตา ที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน ๆ ทางหู รู้สึกรับรู้ต่าง ๆ ในใจ ที่เป็นธรรมารมย์ อยู่ในช่องทางคือ มโน สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีความเชื่อมีจิตน้อมไปว่ามันเป็นของไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงได้ เป็นของไม่ใช่ตัวตน มันเป็นของสมมุติ เป็นของลวงโลก แค่มีความเชื่อมีจิตน้อมไป อันนี้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มาอยู่ตามทาง เรียกว่า เข้าสู่ระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง ณ วินาทีนั้นแล้ว วินาทีนั้นเรียกว่าคุณเป็นบุคคลที่ประเสริฐแล้ว เห็นถูกต้องแล้ว เป็นภูมิของสัตบุรุษแล้ว เป็นภพเป็นสภาวะหนึ่งที่จิตใจของเรามันเหนือแล้ว มันสูงแล้ว ใจที่เหนือที่สูงอย่างนี้ เรียกว่า สัปปุริสสภูมิ หยั่งลงสู่สัมมัตตะนิยาม ณ จุดนั้นไม่สามารถที่จะทำกรรมที่จะทำแล้วจะไปตกนรก จะทำไม่ได้เลย ณ จุดนั้น แต่ความกลับกำเริบที่มันจะมีมาได้ ความกลับกำเริบที่มันจะถูกดึง ยืดเหนียวหนืด ติดยึดกับสังโยชน์คือเครื่องร้อยรัดที่มันจะรัดอยู่ เราจะไปทางนั้นมันเกี่ยวไว้ จะไปทางนี้มันดึงไว้ เราจะไปทางโน้นมันเหนี่ยวเอาไว้ ความเหนียวหนืดนี่แหละคือ สังโยชน์ ความเหนียวหนืดของมันจึงจะต้องใช้ของที่มีคมเท่านั้นในการตัด จะตัดได้ คมนี้คือ ปัญญา

 

เรามีปัญญาพอประมาณจะตัดตรงนี้ได้ จะมีปัญญาพอประมาณได้ กำลังจิตของคุณต้องมีพอประมาณ กำลังจิตของคุณจะมีพอประมาณได้ ศีลคุณต้องเต็มที่ ศีลคุณจะเต็มที่ได้ ศรัทธาของคุณต้องเต็มที่ ศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆเต็มที่ ศีลเต็มที่ จิตจะมีกำลังพอประมาณ จิตที่มีกำลังพอประมาณ ปัญญามีกำลังพอประมาณ มันจะตัดสังโยชน์ตรงนี้ได้ จะเป็นผู้ที่เรียกว่า “ประเสริฐ” ประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลก ประเสริฐกว่าการได้เงินมากมาย เศรษฐีมหาเศรษฐี ประเสริฐกว่าการที่จะไปอยู่บนสวรรค์ ประเสริฐกว่าความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ... ความสุขของความที่เป็นโสดาบัน ที่ความทุกข์มันหมดไปสิ้นไป มันมีมากกว่านี้จนนับไม่ได้เลย เหมือนเศษดินที่ติดปลายเล็บเทียบกับผืนปฐพีทั้งหมด ความทุกข์ของโสดาบันที่สิ้นไปเท่ากับพื้นปฐพีทั้งหมด ความทุกข์ที่เหลืออยู่เท่ากับเศษดินที่ติดปลายเล็บได้เท่านั้น ความสุขที่เทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือความสุขที่พระเจ้าจักรพรรดิมีมันเล็กน้อย สู้กับความสุขที่มาจากความเต็มเปี่ยมของคุณธรรม คือ โสตาปัตติยังคะ ๔ ไม่ได้แม้เสี้ยวที่ ๑๖ ด้วยซ้ำ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "สากัจฉาธรรม-อจลศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ฟัง "เพราะรู้ยิ่งรู้พร้อมจึงหน่ายคลายความยินดี" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐

ฟัง "สากัจฉาธรรม-ความเป็นอยู่ของโสดาบัน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘

ฟัง "ตอบคำถาม-สัมมัตตะ ๑๐ ระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘

ฟัง "ตอบคำถาม-โสตาปัตติยังคะ ๔" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๘-๔๒๙/๑๔๑๑-๑๔๑๓.

ภิกษุ ท. ! แม้พระเจ้าจักรพรรดิ ได้ครองความเป็นใหญ่ยิ่งแห่งทวีป ทั้งสี่ เบื้องหน้าจากการตายเพราะร่างกายแตกดับ อาจได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายอยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยหมู่นางอัปสร ในสวนนันทวัน ท้าวเธอเป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้าอันเป็น ของทิพย์อย่างนี้ก็ตาม, แต่กระนั้น ท้าวเธอก็ยัง รอดพ้นไปไม่ได้ จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต.

ภิกษุ ท. ! ส่วนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ แม้เป็ นผู้ยังอัตภาพให้ พอเป็นไปด้วยคำข้าวที่ได้มาจากบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตนเอง พันกายด้วยการ นุ่งห่มผ้าปอน ๆ ไม่มีชาย, หากแต่ว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยธรรม ๔ ประการ เธอก็ยังสามารถ รอดพ้นเสียได้ จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต.

ภิกษุ ท. ! ธรรม ๔ ประการนั้นเป็นไฉน ? สี่ประการคือ อริยสาวก ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว

อริยสาวกในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ใน พระพุทธเจ้า ว่า “เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกอย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์” ดังนี้.

(๒) คหบดี ! อริยสาวกในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ใน พระธรรม ว่า “พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน” ดังนี้.

(๓) คหบดี ! อริยสาวกในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหวใน พระสงฆ์ ว่า “สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ นั่นแหละคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขามาบูชา เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี เป็นสงฆ์ที่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า” ดังนี้.

(๔) คหบดี ! อริยสาวกในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า:เป็น ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิลูบคลำ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ระหว่างการได้ทวีปทั้งสี่ กับการได้ธรรม ๔ ประการนี้นั้น การได้ทวีปทั้งสี่มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหก ของการได้ธรรม ๔ ประการนี้ เลย