สากัจฉาธรรม - นิพพิทา

HIGHLIGHTS:

  • ความแตกต่างระหว่าง “ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา)” กับ “ความเบื่อเซ็ง”

บทคัดย่อ

คำถาม : ครั้งหนึ่งผู้ถามได้มีนัดทานข้าวที่ศูนย์การค้าใหญ่ วันนั้นไม่ว่าจะมองสิ่งของที่เคยอยากได้ก็เห็นว่ามันดับลงไป เหมือนเกิดความรู้สึกอยากซื้ออยากดูแค่เสี้ยววินาทีก็ดับไป จากวันนั้นเมื่อทำงานทำธุระอะไรแล้วเห็นความไม่เป็นแก่นสาร หรือแม้แต่การทำอาหารก็มองเห็นแต่ความเป็นอนัตตาจากอาหารที่ทำซึ่งมีแต่การปรุงแต่ง บางครั้งหน่ายไม่อยากทำจนไม่แน่ใจว่าตนวางจิตถูกหรือไม่ เพราะบางครั้งแค่ทำธุระหรือต้องซื้อของจำเป็นเข้าบ้านก็รู้สึกถึงความวุ่นวายและไม่อยากรับนัดเพื่อนๆ ตามศูนย์การค้า เพื่อทานอาหารตามร้านต่างๆ แล้ว แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี เพราะบางครั้งก็มีความจำเป็นต้องไปและยังต้องพาเด็กๆ ไปเรียนกวดวิชาบนห้างด้วย

 

คำตอบ : ควรทำความเข้าใจในความแตกต่างระหว่าง “ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา)” กับ “ความเบื่อเซ็ง” เสียก่อน ซึ่งสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้

  • ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) มีลักษณะเบา เย็น ไม่เป็นภาระ เกิดจากเหตุในการเห็นตามที่เป็นจริงในความเป็นของไม่เที่ยง การเห็นตามที่เป็นจริงในความเป็นอนัตตา และส่งผลให้เกิดความหน่าย คลายกำหนัด ปล่อยวางได้ในที่สุด
  • ความเบื่อเซ็ง มีลักษณะของนิวรณ์ การยึดถือ มีความเร่าร้อน เผารน อยู่ไม่เป็นสุข เกิดจากเหตุของการมีความกำหนัดในกาม และส่งผลให้ยึดถือในสิ่งใหม่ๆ เรื่อยไป

หากนิพพิทานั้นๆ มีวิจิกิจฉาปะปนอยู่ กล่าวคือมีความสงสัยว่าปฏิบัติหรือวางจิตได้ถูกต้องหรือไม่นั้น เป็นเพราะเกิดจากความไม่ชำนาญในการปฏิบัตินั่นเอง ซึ่งวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการฝึกมากๆ ฝึกบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล ฟังธรรม นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และการคบกัลยาณมิตรที่ดี ตั้งสติขึ้น มีความสำรวมระวังปิดกั้นไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตได้ จนเกิดเป็นปัญญาคือความเบื่อหน่ายหรือหลีกหนีออกจากกาม (เนกขัมมะ) ซึ่งถือเป็นบททดสอบหนึ่งของการเป็นอนาคามี

เราสามารถกำจัดกิเลสอย่างหยาบ โดยการรักษาศีลเพื่อกำจัดกิเลสทางกาย วาจาออกไป ส่วนกิเลสอย่างกลางๆ สามารถกำจัดได้โดยการสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค ปฏิบัติสมาธิ ฝึกสติให้ดี คิดนึกในเรื่องกุศลธรรมต่างๆ ในส่วนของกิเลสอย่างละเอียด คือมีมานะ ยกตนข่มท่าน ความคะนองหยาบ (ทุฏฐุลละ) ก็สามารถกำจัดออกได้เช่นกันได้โดยอาศัยจิตที่ละเอียดและปัญญาที่เฉียบแหลมมากขึ้น

หากเราปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนมากพอจะสามารถลอกกิเลสอย่างหยาบและอย่างกลางออกได้ จนมองเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ชัดเจน แยบคายมากขึ้น นั่นแสดงว่าเราปฏิบัติมาถูกทางแล้ว ให้ปฏิบัติเหมือนเดิมแต่ทำให้ละเอียดมากขึ้น ฝึกปฏิบัติให้บ่อยขึ้น มากขึ้นจนกลายเป็นทักษะและปัญญาในที่สุด โดยศัพท์ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คือ “ภาวนา” ซึ่งมาจากคำว่า “ภาวิตา” คือการพัฒนาให้กำลังจิตของเราละเอียดและมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นจากการเจริญโพชฌงค์ทั้งเจ็ด กล่าวคือการตั้งสติ พิจารณาใคร่ครวญธรรม เห็นในความเป็นอนัตตา ปรารถความเพียรในการปฏิบัติ มีปิติ สุข เกิดเป็นความสงบระงับตามลำดับได้

อย่างไรก็ตามหากเรายังใช้ชีวิตครองเรือนอยู่ จำเป็นต้องทำรับผิดชอบตามหน้าที่ ให้ถือว่าเป็นการทดสอบจากผัสสะทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจว่าเรายังประคับประคองจิตให้อยู่ในมรรค หรือรักษาศีลได้หรือไม่

 

ตอบคำถาม: คุณติณ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "เพราะรู้ยิ่งรู้พร้อมจึงหน่ายคลายความยินดี" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
  • โพชฌงค์เจ็ด คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ ประกอบด้วยรายละเอียด ๗ ประการดังนี้
      • สติ (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
      • ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
      • วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
      • ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
      • ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
      • สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
      • อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง