ใจเป็นของกลาง

HIGHLIGHTS:
  • ใจเป็นแค่ช่องทาง ไม่ขึ้นลงไปตามผัสสะที่มากระทบ
  • ใจเป็นช่องทางใหญ่ที่รับหมดทุกอย่าง จึงต้องมีการจัดระเบียบด้วยการตั้งสติเอาไว้
  • วิญญาณที่ไปรับรู้ก็แค่ไปรับรู้ ไม่ได้มีความเป็นตัวตนในสิ่งนั้น แต่ที่รู้สึกว่ามีตัวตนนั่นเพราะความยึดถือ
  • เมื่อมีสติตั้งไว้ จะเห็นความพ้น ความแยกจากกันได้ เกิดวิมุตได้ เมื่อวิมุตบ่อยๆ ตั้งสติเอาไว้ก็จะถึงความดับเย็นได้

 

บทคัดย่อ

“ดูกรท่านพระกามภู โคดำกับโคขาว เขาผูกติดกัน ด้วยสายทามหรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวชอบหรือ ฯ”

กามภูสูตร

 

….เป็นลักษณะเหมือนภาพ ผ่าน Lens เข้ามา sensor ของกล้องถ่ายรูป ภาพก็คือรูป Lens ก็คือตา sensorที่ไปรับรู้ภาพนั้นคือวิญญาณ คือจักษุวิญญาณ ธรรมารมณ์ ก็เหมือนกัน รับรู้ผ่านทางช่องทางคือใจได้เท่านั้น สิ่งที่จะไปรับรู้ไม่ใช่ตัวใจ แต่เป็นมโนวิญญาณ มโนวิญญาณที่จะไปรับรู้ธรรมารมณ์เป็นอย่างนี้ มันแค่กระแสแค่การรับรู้ กระแสของภาพและเสียง ที่ผ่านมาตามช่องทางที่มันควรจะมาได้ รับรู้มาได้ ก็แค่นั้นเอง…...ใจก็เหมือนกัน เป็นช่องทางให้สิ่งต่างๆผ่านมาเฉยๆ ใจไม่ได้ขึ้นๆลงๆไปตามสุขเวทนา ทุกขเวทนา ธรรมารมณ์ต่างๆที่มันมาขึ้นๆลงๆอย่างไรๆ ไม่เป็นอย่างนั้น ใจเป็นกลางๆ ใจเป็นช่องทางเฉยๆ ….ใจถ้ามีสติเป็นที่แล่นไปสู่แล้ว มันจะทำให้อยู่เหนือกัน พ้นกัน ใจก็จะเป็นกลางๆ เป็นตรงๆ ความพ้นของใจกับเจ้าธรรมารมณ์ต่างๆแล้วก็จิต พ้นกันได้ แยกกันได้ เป็นสัดส่วนเห็นชัดเจน นั่นคือ วิมุต พอเรามีสติตั้งเอาไว้ๆ วิมุตตรงนี้จะมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ ….

 

 

ใจเป็นช่องทาง

 

ใจของเราเป็นของกลางๆ เป็นช่องทางที่จะให้มีการรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ เช่น เดียวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นช่องทางของภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ใจเป็นช่องทางที่รับรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่เรียกว่า ”ธรรมมารมณ์” ใจจะรับรู้ถึงความสุขความทุกข์หรือสิ่งที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ในแต่ละช่องทางก็จะมีความสามารถแยกแยะแจกแจงความละเอียดของสิ่งที่เข้ามานั้นได้ เช่น เสียงมีเสียงที่สูงต่ำแตกต่างกันไป ใจก็มีความคิดนึกสัญญาต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นแค่ช่องทางเฉยๆ

 

 

สติทำให้แยกแยะได้

 

ทำไมแต่ละคนแยกแยะให้ละเอียดได้ต่างกัน ก็ขึ้นอยู่กับ “สติ” ที่ตั้งเอาไว้ เอาใจมาจดจ่อคือระลึกได้ ตั้งสติเอาไว้ เหมือนการเล่นดนตรีของนักดนตรีที่เอาใจจดจ่อลงไป สติจะเกิดในข่องทางคือใจนีี้ สติเป็นนามธรรม นามธรรมจะไม่เกิดที่ตาหู ไม่ใช่ แต่มันจะเกิดที่ช่องทางคือใจนี้ ในช่องทางคือใจนี้ จึงต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ใจ ต้องมี สติ เป็นที่แล่นไปสู่”

 

 

ใจนี้รับเละ

 

ถ้าใจไม่มีสติเป็นที่แล่นไปสู่ ยุ่งแน่นอน เพราะใจรับเละทั้งหมดทุกอย่าง แสงพอผ่านเข้ามาทางตา มันจะส่งต่อมาที่ใจ ส่งมาทางจักษุวิญญาณ การรับรู้ทางตา จักษุวิญญาณเป็นนามธรรม มาตามช่องทางคือใจ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เพราะมีตา มีรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ”

 

 

ใจ คือ มโน ใจเป็นกลางๆ

 

ตาที่เห็นรูปไม่น่าดู หูที่ได้ยินเสียงที่น่าฟัง ตาหรือหูจะไม่เสียใจดีใจไปตามสิ่งนั้น เพราะมันเป็นแค่เครื่องมือที่จะรับสิ่งต่างๆมาเท่านั้น เปรียบเทียบกับโทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูปที่เป็นแค่เครื่องมือไม่ได้รู้สึกไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น

 

...ใจก็เหมือนกัน เป็นช่องทางให้สิ่งต่างๆผ่านมาเฉยๆ ใจไม่ได้ขึ้นๆลงๆไปตามสุขเวทนา ทุกขเวทนา ธรรมารมณ์ต่างๆที่มันมาขึ้นๆลงๆอย่างไรๆ ไม่เป็นอย่างนั้น ใจเป็นกลางๆ ใจเป็นช่องทางเฉยๆ ….

 

ดังที่ท่านพระอานนท์ได้กล่าวไว้ใน กามภูสูตร

 

“ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ดูกรท่านพระกามภู โคดำกับโคขาว เขาผูกติดกัน ด้วยสายทามหรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวชอบหรือ ฯ”

 

ในแต่ละช่องทางคือตาหูจมูกลิ้นกาย จะมีวิญญาณมารับรู้ในช่องทางคือใจ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น วิญญาณ เป็นแค่ตัวรับรู้เฉยๆ ผ่านทางช่องทางต่างๆ เหล่านั้น

 

….เป็นลักษณะเหมือนภาพ ผ่าน Lens เข้ามา sensor ของกล้องถ่ายรูป ภาพก็คือรูป Lens ก็คือตา sensorที่ไปรับรู้ภาพนั้นคือวิญญาณ คือจักษุวิญญาณ ธรรมารมณ์ ก็เหมือนกัน รับรู้ผ่านทางช่องทางคือใจได้เท่านั้น สิ่งที่จะไปรับรู้ไม่ใช่ตัวใจ แต่เป็นมโนวิญญาณ มโนวิญญาณที่จะไปรับรู้ธรรมารมณ์เป็นอย่างนี้ มันแค่กระแสแค่การรับรู้ กระแสของภาพและเสียง ที่ผ่านมาตามช่องทางที่มันควรจะมาได้ รับรู้มาได้ ก็แค่นั้นเอง….

 

 

มันเป็นแค่ช่องทางเป็นแค่กระแส แล้วทำไมยังรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา

 

วิญญาณแค่เข้าไปรับรู้ ไม่ใช่ว่าจะมีความเป็นตัวเป็นตนอยู่ในสิ่งนั้นๆ แต่ที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา นั่นเพราะว่าความยึดถือคืออุปาทาน ที่เกิดจากการที่ “จิต” เข้าไปยึดถือในตา ในหู ในใจ ในช่องทางต่างๆ เหล่านี้

 

ความยึดถือสามารถเกิดขึ้นได้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่จะมาตามช่องทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ แม้ความยึดถือก็ยังเกิดขึ้นได้ในตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่เป็นช่องทางที่รับรู้เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์นั้นๆมา แม้ความยึดถือที่จิตมันจะไปยึดถือ มันก็ไปยึดถือในจักษุวิญญาณนั้นได้ ยึดถือในโสตวิญญาณ ทั้ง ๖ ตัวมันไปยึดถือได้หมด ว่าเป็นตัวมันของมัน เป็นตัวเราของเรา มีความเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมา ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า

 

“นานจริงหนอ, ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเมื่อเราจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้วซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสังขาร และซึ่งวิญญาณนั่นเอง. เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา, เพราะภพเป็นต้นเหตุ ชาติจึงมีแก่เรา ,เพราะชาติเป็นต้นเหตุ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.”

 

พุทธพจน์

 

 

จิตกับใจ ไม่ใช่ตัวเดียวกัน

 

ใจเป็นแค่กลางๆ เป็นช่องทางที่จะให้ธรรมารมณ์ต่างๆ ผ่านมา ผู้รับคือมโนวิญญาณ ตัวมโนวิญญาณคือใจก็ตาม และตัวจิตก็ตามเป็นคนละอย่างกัน จิตที่มีอวิชชา ตัณหามันฝังอยู่ ด้วยความที่มันละเอียดประภัสสรของมัน เจ้าอวิชชาจึงฝังอยู่ในจิตได้ มันก็มายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนได้ มันก็ยึดถือใจ ยึดถือโสตวิญญาณ ยึดถือเสียง ยึดถือรูปภายนอกนั่นแหละว่าเป็นตัวมันของมัน

พอเครือข่ายมันเป็นอย่างนี้ ทำให้มันจึงดูเหมือนเป็นอันเดียวกันไปหมด มันไหลลื่นเนื่องกันไปหมด ทำให้แยกแยะไม่ออก นั่นคือโมหะ นั่นคืออวิชชา ทำให้เรามองไม่เห็นว่าอะไรเป็นอะไร พระพุทธเจ้าจึงจำแนกให้เห้นว่าอะไรเป็นอะไร แต่ละส่วนมีความเป็นอนัตตา มีความไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมัน หุ่นยนต์ AI ไม่มีช่องทางคือใจ มันจึงไม่มีวิญญาณเกิดขึ้น

 

 

ใจนี้เป็นใหญ่ จึงต้องจัดระเบียบ

 

ช่องทางคือใจนี้ เป็นที่รวบรวมของสิ่งต่างๆ “อินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่แล่นไปสู่” ใจนี้จึงเป็นใหญ่ จึงเป็นประธาน จึงเป็นหลักสำคัญ หลักสำคัญที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันไหลรวมมาที่ใจของเรานี้ เปรียบเหมือนแม่น้ำต่างๆจะไหลมารวมในมหาสมุทร เพราะใจมันเป็นช่องทางที่รับทุกอย่าง จึงต้องจัดระเบียบจัดหมวดหมู่ ด้วย “สติ” ใจจึงต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่

สติเป็นที่แล่นไปสู่ของใจ หมายความว่า ใจของเราที่เป็นกลางๆ เป็นช่องทาง มันจะเป๋เฉไฉตามความยึดถือตรงนั้นตรงนี้ มันก็เบี้ยวไป เป้นความผิดปกติของช่องทางนี้ แล้วทำอย่างไงให้ถูกต้อง เอาสติมาตั้งเอาไว้ ใส่สติเข้าไป ตั้งสติเอาไว้

 

ใจถ้ามีสติเป็นที่แล่นไปสู่แล้ว มันจะทำให้อยู่เหนือกัน พ้นกัน ใจก็จะเป็นกลางๆ เป็นตรงๆ เป็นของเขาธรรมดาได้ ความพ้นของใจกับเจ้าธรรมารมณ์ต่างๆแล้วก็จิต พ้นกันได้ แยกกันได้ เป็นสัดส่วนเห็นชัดเจน นั่นคือ วิมุต พอเรามีสติตั้งเอาไว้ๆ วิมุตตรงนี้จะมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่

 

นิพพานคือความดับ ความเย็น ของกิเลสตัณหาอวิชชา ที่เมื่อมันเย็นไปดับไประงับไป แล้วมันจะเหลืออะไร มันก็เหลือเท่าที่มันเหลือนั่นน่ะ ใจก็ของมันเป็นไป เหลืออะไรก็เหลือแค่นั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นของโลก ไม่ได้เป็นของเรา ไม่ได้เป็นของใคร เป็นของที่มันมีตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันมาล้วนๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราวของมัน เป็นอนัตตา

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง