ปฏิบัติดีให้ถูกตามสวากขตธรรม

HIGHLIGHTS:
  • ต่อให้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ถ้าปฏิบัติตามสิ่งที่ไม่ใช่สวากขาตธรรม (ถ้าไปผิดทาง) จะประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
  • คำสอนที่แฝงไปด้วยความเป็นตัวตน มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีความเป็นอัตตา มีความเบียดเบียนอยู่ในคำสอนนั้น แม้บทพยัญชนะอาจจะฟังแล้วดูดี นุ่มนวล ดูไม่น่ากลัว แต่อันตราย
  • สิ่งที่ดูไม่น่ากลัว แต่มีอันตรายแฝงอยู่ เราจะดูรู้ได้อย่างไร
  • ภัยในอนาคตกาลที่เราจะต้องดูให้คม ให้มีความชัดเจน มีความระมัดระวัง ต้องมีการมองด้วยวิสัยทัศน์ที่ดี ถึงจะเห็นได้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันดูอาจจะไม่น่ากลัว มันมีภัยอันตรายหรือไม่
  • อันตรายชนิดที่ไม่ได้เป็นไปโดยธรรม และ อันตรายชนิดที่เป็นไปโดยธรรมแยกออกไปให้เหลือแต่ความกลัวที่เป็น หิริ โอตัปปะ ตรงนี้แหละที่แยกกันออกมาแล้ว จะทำให้เราสามารถตรวจสอบดูได้
  • การที่เรามีการปฏิบัติดีตามธัมโม และมีการตรวจสอบด้วย จะเป็นการป้องกันไม่ให้เราเพี้ยนไปตามคำสอนที่ไม่ใช่สวากขาตธรรม
  • ที่พึ่งตน คือ ตัวเราที่ให้มีการปฏิบัติอย่างดี, ที่พึ่งธรรมะ คือ สวากขาตธรรม ที่อาจจะมาจากการได้ยินได้ฟังคนอื่น ที่ก็จะมีถูกบ้างผิดบ้าง ให้เลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ถูก ด้วยการตรวจสอบ มีการทำความความเข้าใจ มีการปฏิบัติให้มันดี

บทคัดย่อ

 

เมื่อมีพุทโธ ธัมโมเกิดขึ้น จะมีผู้ปฏิบัติตาม แต่ถ้าเผื่อว่าผู้ปฏิบัติตามคำสอนที่ไม่ใช่สวากขาตธรรม คือ เป็นคำสอนที่ไม่ได้มีนิพพานเป็นจุดจบ ไม่ได้พูดถึงเรื่องความไม่เที่ยง มีแต่พูดถึงแต่ความยึดถือ พูดถึงนิพพาน หรือ อนัตตา พูดถึงอนิจจัง เป็นแค่บทพยัญชนะเฉย ๆ แต่อรรถะเพี้ยนไปมีความเป็นอัตตาแฝงอยู่ เป็นไปในทางตรงข้ามกัน มีความยึดถือมากขึ้น ต่อให้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ปฏิบัติตามสิ่งที่ไม่ใช่สวากขาตธรรม ไม่ใช่สิ่งที่สัมมาสัมพุทโธสอน จะประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก

 

บางทีเรามีจิตศรัทธา มีความเพียรเต็มที่ แต่ถ้าเราทำไม่ถูกไปผิดทาง มันจะกลับนำผลที่ไม่ดี เป็นผลที่ไม่ใช่บุญ เป็นผลที่จะนำความไม่ถูกต้องความผิดพลาดตามมาจากการกระทำในสิ่งที่เราทำเป็นอย่างดีนี้

 

สิ่งที่มันมาไม่ดี ต่อให้ทำดีแค่ไหน มันก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราต้องดูให้ดีในการกระทำการปฏิบัติของเรา ว่าที่ทำนั้น ทำอะไร ปฏิบัติตามอะไร คุณสมบัติต้องเป็นอย่างไร? ต้องมีการตรวจสอบตรวจทานอยู่เสมอ

 

ยกตัวอย่างการจะเดินทางมาอุดรธานี จะต้องมีจุด check point ถ้าจากกรุงเทพจะมาอุดรธานีจะต้อง check point ที่สระบุรี คุณต้องผ่านทางนี้ จากสระบุรีก็มาโคราช หรือจะไปชัยภูมิ ก็ค่อยแยกไป จะมีเส้นทางอยู่หลายเส้นทาง ในขณะที่เราตรวจสอบขณะที่ขับรถไป เอ้!ทำไมมันเป็นเพชรบุรี มันไม่ใช่สระบุรี ซึ่งจากกรุงเทพมาอุดรธานีมันไม่ผ่านเพชรบุรีแน่นอน แสดงว่ามาผิดทาง แต่ว่ารถที่ขับมาเป็นรถอย่างดี ตรวจสอบนน้ำมันเครื่องมาอย่างดี มีการล้างรถมาอย่างดี บำรุงรักาาเครื่องยนต์กลไกอย่างดี ขับมาอย่างดีไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่ทำไมมาถึงเพชรบุรีแล้วมันไม่ใช่ทาง ฉันขับมาอย่างดี แต่มันจะไม่ถึงจุดหมาย ต่อให้ทำดีขนาดไหนก็ตาม ต่อให้สู้ต่อให้อดทนมีศรัทธา มีการให้ทานมีการบริจาค มันไม่ถึงแน่นอน ถ้าไปผิดทาง ไปผิดที่ ไปผิดจุด ต่อให้ทำดีอย่างไร มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างไรก็ตาม ก็ยังจะต้องถูกติเตียนได้

 

เพราะว่าผู้สอนก็ตาม เพราะว่าคำสอนก็ตาม นั้นได้รับการติเตียนแล้ว ต่อให้เราทำดีขนาดไหน ก็ยังได้รับการติเตียนอยู่ดี ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก ผู้ที่บอกต่อผู้ต่อตามนั้นก็แย่ตาม ๆ กันไป นี้เป็นอันตราย การที่เราทำดีอย่างเต็มที่ ทำไมยังจะต้องมาประสบความอันตราย ประสบภัยถึงขนาดนี้ ซึ่งโลกนี้มันมี “ธรรมะอันมีมลทิน ที่คนมีมลทิน เขาประกาศเอาไว้” มันมีอยู่ มีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล มีมาอยู่ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นด้วย ศาสดาที่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะก็ปฏิญญาว่าตนเองเป็นสัมมาสัมพุทธะ หรือมีความรู้ไม่รอบคอบไม่กว้างขวาง ไม่ได้เป็นพุทโธ ไม่ได้เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง แต่ก็พยายามบอกพยายามสอน ซึ่งการพยายามบอกพยายามสอนให้คนอื่นเขาตั้งอยู่ในความดี อันนี้ดีแน่ แต่บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงหรือไม่ ธรรมะคำสอนที่บอกออกมานั้นคือประกาศบอกไว้โดยดีโดยชอบหรือไม่ หรือแฝงความเป็นตัวตน มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ยังมีความเป็นอัตตา ยังมีความเบียดเบียนอยู่ในคำสอนที่บอกออกมาแฝงอยู่ บทพยัญชนะอาจจะฟังแล้วดูดี นุ่มนวล ดูไม่น่ากลัว แต่อันตราย

 

สิ่งที่ดูไม่น่ากลัว ดูแบบธรรมดา แต่อันตรายมันแฝง มันมี เราจะดูรู้ได้อย่างไร

 

ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย บางสิ่งบางอย่างดูน่ากล้ว แล้วก็มีอันตรายแฝงอยู่ เช่น งูพิษ มีความน่ากลัวแล้วก็มีอันตรายด้วย มีภัยด้วย อันนี้เราก็อย่าเข้าไปใกล้ จะเป็นพวกช้างดุ ม้าดุ ตกมันพวกนี้มีอันตราย ไม่ควรเข้าไปใกล้ บางสิ่งยางอย่างดูน่ากลัวแต่อันตรายไม่มี เช่น แมลงบางประเภทหรือสัตว์บางประเภทที่ตัวของมันมีสีสรรดูเหมือนอันตราย แต่เป็นแค่การขู่ให้นักล่าที่จะมากินตัวเองเป็นอาหารกลัวหนีไป แต่ตัวมันเองไม่มีพิษ ดูน่ากลัว แต่ไม่ได้มีภัยอันตรายอะไร หรือบางคนกลัวการที่จะพูดในที่ชุมชน หรือกลัวการออกจาก Comfort Zone แต่มันไม่ได้มีอันตรายอะไรในสอ่งที่เราจะไปทำ เช่น ถ้าไปพูดหน้าที่ชุมชน แล้วพูดผิด ๆ ถูก ๆ มันก็ไม่ได้ถึงตาย คนอื่นเขาจะยกย่องในความกล้าที่เราจะไปพูดด้วยซ้ำ ดูมีความน่ากลัวอยู่ในใจของเรา แต่ว่าอันตรายจริง ๆ มันไม่มี ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ดูแค่ผิวเผิน ตรงนี้แหละที่มันทำให้บางที มันเพี้ยน ๆ ทำให้เราไม่เข้าใจมัน ความน่ากลัวที่เราเห็น หรือความไม่น่ากลัวที่เราเห็น มันไม่ได้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงอันตราย หรือภัยที่มันจะเกิดขึ้นกับสิ่งนั้น ๆ เช่น การที่เราอยู่สบาย ๆ การอยู่สบาย ๆ มันดูไม่น่ากลัวอะไร แต่ตรงนี้แหละที่มันเป็นภัย อย่างบางทีเราสบายเกินไป มันเป็นอันตราย เป็นภัย ดูไม่น่ากลัวอะไร เราก็เลยทำมันไป อยู่สบาย ๆ ถ้าผิดศีล ก็ผิดศีลอยู่ร่ำไป ก็สบายดี ดื่มเหล้าไป พูดเล่นตลกโปกฮาไป ก็สบายดี มีอันตราย แม้จะดูไม่น่ากลัว แต่มันมีอันตรายตามมาภายหลัง

 

ภัยในอนาคตกาลที่เราจะต้องดูให้คม ให้มีความชัดเจน ให้มีความระมัดระวัง ต้องมีการมองด้วยวิสัยทัศน์ที่ดี เราถึงจะเห็นทั้งสองอย่างนี้ได้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันดูอาจจะไม่น่ากลัว แต่มันมีภัยอันตรายหรือไม่

 

ความระมัดระวัง ตรงนี้ บางทีมันทำให้เราขี้กลัวขึ้นมา เช่น เด็กน้อยที่ต้องการฝึกเดิน มันก้จะมีการล้มบ้าง พอล้มลงไป จังหวะที่ลุกขึ้นมา มันจะทำให้ขาเขามีความแข็งแรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ถ้าพ่อแม่พยายามที่จะประครองไม่ให้ล้ม ๆ เด็กก็จะไม่แข็งแรง เพราะว่ามันไม่ได้มีการลุก ประคองอยู่เฉย ๆ กำลังมันไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความแข็งแรงได้ มันก็ต้องล้ม ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา

 

ที่นี้บางคนก็กลัวล้ม ความกลัวตรงนี้ กลัวทำความผิดพลาด กลัวในความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ชีวิตนี้จึงไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะมีแต่กลัว แต่ก็ต้องแยกประเด็นกันด้วยว่า กลัวอะไร อันตรายแบบไหน

 

ความกล้วที่เป็นอกุศล อย่าไปทำมัน อย่าไปทางนั้น กลัวล้มเหลวในการทำธุรกิจ กลัวในการพูดที่ชุมชน นั้นเป็นความกลัวแบบอกุศล เป็นความกลัวแบบโมหะ อันตรายชนิดที่ว่าไม่ได้เป็นไปโดยธรรม เช่น ตกเหวอันตราย กินยาพิษแล้วเป็นอันตราย ถูกไฟดูดเป็นอันตราย ตรงนี้มันเป็นของโลก มันมีอยู่แล้ว เป็นธรรมดา ส่วนอันตรายชนิดที่เป็นไปโดยธรรม เช่น การทำผิดศีล แล้วจะมีภัย เช่น ถูกปรับ ถูกลงโทษ เป็นอันตรายที่เราสามารถเลือกที่จะทำเลือกที่จะตัดสินใจได้ เราต้องแยกกันออกมา แยกออกไปให้เหลือแต่ความกลัวที่เป็น หิริ โอตัปปะ (ความละอาย ความกลัวต่อบาป) เหลือแต่ภัยอันตรายที่จะเป็นไปโดยธรรม ตรงนี้แหละที่แยกกันออกมาแล้ว จะทำให้เราสามารถตรวจสอบดูได้

 

พอเราแยกความกลัวที่เป้นอกุศลออกไปแล้ว ในจิตใจที่มีศรัทธาแล้ว มีความมั่นใจแล้ว มีความเพียรเต็มที่แล้ว เป้นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เอาสิ่งที่เป็นอกุศลออกไป มีความเพียรตั้งไว้ ไม่กลัว มีความเข้มแข็งห้าวหาญ ทำจริงแน่วแน่จริง มีวิริยะอยู่ในใจแล้ว สิ่งที่เราจะไปทำนั้นมันเป็นอันตรายโดยธรรมหรือไม่ สิ่งที่บอกสอนนั้น ที่เราจะไปทำนั้น เป็นสวากขาตธรรมไหม? ตรวจสอบดู

 

ซึ่งคำสอนที่ส่งผ่าน สืบทอดต่อ ๆ กันมา บางทีมันก็เพี้ยน โดยจะแบบเป็น ๒ แบบ คือ

 

แบบแรก ผู้สอนไม่ใช่สัมมาสัมพุทโธ ถึงแม้คำสอนนั้นจะสอนไว้อย่างดี เราปฏิบัติดีด้วย แต่มีอันตรายแน่นอน ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญแน่นอน

 

แบบที่สอง ศาสดาเป็นสัมมาสัมพุทโธ คำสอนสอนไว้อย่างดี แต่คนที่พูดบอกต่อออกมา บางทีมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ต้องการลาภสักการะ ต้องการเสียงสรรเสริญเยินยอ มีความเข้าใจอรรถะที่ผิดเพี้ยนบิดเบือนไปบ้าง แล้วเราฟังต่อมา ด้วยการที่เรามีการปฏิบัติที่ดี ด้วยการที่เรามีการตรวจสอบ มันจะเป็นการป้องกันไม่ให้เรา เพี้ยนไปตามสิ่งนั้นได้ นี้คือ สิ่งสำคัญ แม้ว่าเขาสอนผิด หรือต่อให้คนเขาสอนไม่ถูก แต่ถ้าเราปฏิบัติถูกตามธัมโม ตามสวากขาตธรรม เราไม่มีปัญหา จะไม่ได้รับการติเตียน จะประสบสิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมาก

 

“...ให้ใส่พุทโธ ธัมโมเข้าไปในการปฏิบัติดีชอบของเรา ต่อให้คนอื่นเขาสอนผิดอย่างไร เราก็สามารถที่จะไปถูกทางได้ ตรงนี้คือ สิ่งที่สำคัญว่า “ที่พึ่งตน คือ ตัวเราที่ให้มีการปฏิบัติอย่างดี, ที่พึ่งธรรมะ คือ สวากขาตธรรม ที่อาจจะมาจากการได้ยินได้ฟังคนอื่น ที่ก็จะมีถูกบ้างผิดบ้าง แต่เราเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ถูก ที่ผิดเราไม่เอา โดยมีการตรวจสอบ มีการทำความความเข้าใจ มีการปฏิบัติให้มันดี”...แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพานไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่เป็นความโชคดีของเราก็คือ พระพุทธเจ้าได้ทำให้พวกเราทั้งหลายไม่เป็นผู้ที่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง ให้ยังสบายใจอยู่ได้ถึง ณ ทุกวันนี้ เพราะว่ายังมีสวากขาตธรรมอยู่ คนอื่นอาจจะสอนผิด เข้าใจไม่ถูก ผิดเพี้ยนไป แต่ด้วยความที่ยังไม่สวากขาตธรรมอยู่ในตำราคัมภีร์ คำสอนต่าง ๆ ที่อาจจะมีเพี้ยนบิดเบือนมาบ้าง แต่ที่ดีๆ มันมี เราเลือกเอาตรงนั้น...การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถ้าเอาไปทำให้สิ่งที่ไม่ดี จะได้ผลออกมาเป็นความเผ็ดร้อน ความไม่อร่อยแน่นอน...ในความหมายของการปฏิบัติแล้วให้มันดีมันชอบ มันต้องมีธัมโมอยู่ในนี้ด้วย เป้นคำพูดที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ก่อนการปรินิพพานว่า “ให้พึ่งตน ให้พึ่งธรรม”

 

เพราะฉะนั้นตอนนี้เรายังมีสวากขาตธรรมอยู่ เราต้องมีการตรวจสอบ ก็ทำให้มันอย่างดีอยู่เป้นประจำ พอเราทำดีอยู่ได้อย่างเป็นประจำ ศรัทธาที่เรามี ความเพียรที่เรามี ไปตามสวากขาตธรรม นั่นแหละถึงจะเป็น สุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราจะไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกติเตียนในการปฏิบัติของเรา...การปฏิบัติที่มันมีธรรมะ มีพุทโธ รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นแหละมันถึงจะเรียกว่าเป็นความดีความงาม เป็นการประสบสิ่งที่เป็นบุญเป้นอันมากในทั้งหมู่คณะนี้เลย”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง