คำพุทธ - ชาลิยสูตร ว่าด้วย ผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล

HIGHLIGHTS:
  • ชาลิยสูตร เรื่องของมัณฑิยปริพาชก และชาลิยปริพาชก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า "ชีวิตก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง หรือว่าชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง"
  • พระผู้มีพระภาคได้กล่าวว่า "อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล?" และพระผู้มีพระภาคได้ทรงตรัสถึง ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ได้แก่ จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีล
  • ผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล ย่อมไม่ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ
  • พระผู้มีพระภาคยังทรงตรัสอีกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล จะยังอรหัตตผลให้สมบูรณ์ได้อย่างไร? และได้ทรงตรัสถึง ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลจะได้รูปฌาน ๔ และวิชชา ๘ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ, มโนมยิทธิญาณ, อิทธิวิธญาณ, ทิพพโสตญาณ, เจโตปริยญาณ, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ, จุตูปปาตญาณ และย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง"

บทคัดย่อ

 

ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ เลย เพราะศีลสังวรนั้น

เปรียบเหมือน กษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัย แต่ที่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น

ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น

ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอัน ปราศจากโทษในภายใน ดูกรผู้มีอายุ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า "เป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล".

-พุทธพจน์

 

ชาลิยสูตร เรื่องของมัณฑิยปริพาชก และชาลิยปริพาชก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า "ชีวิตก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง หรือว่าชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง" พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

"ดูกรผู้มีอายุ ตถาคตเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนก แจกธรรม ออกสั่งสอนสัตว์ ตถาคตนั้น ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดา และมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมด้วยอรรถ และพยัญชนะ

ก็คหบดี หรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งภายหลังก็ดี เมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า

"ฆราวาสนั้นคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสอันยิ่งกว่า การที่คนอยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดยง่ายเลย ถ้ากระไร เราจะปลงผม และหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ดังนี้"

ก็โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ ละวงญาติน้อยใหญ่ ปลงผม และหนวด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว กุลบุตรนั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้ที่มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม อันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ".

-พุทธพจน์

 

พระผู้มีพระภาคได้กล่าวว่า "อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล?" และพระผู้มีพระภาคได้ทรงตรัสถึง ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ได้แก่ จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีล"

"ผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล ย่อมไม่ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ"

"ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ เลย เพราะศีลสังวรนั้น

เปรียบเหมือน กษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัย แต่ที่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น

ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น

ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอัน ปราศจากโทษในภายใน ดูกรผู้มีอายุ ด้วยประการดังที่กล่าว"

-พุทธพจน์

 

พระผู้มีพระภาคยังทรงตรัสอีกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล จะยังอรหัตตผลให้สมบูรณ์ได้อย่างไร? และได้ทรงตรัสถึง ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลจะได้รูปฌาน ๔ และวิชชา ๘ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ, มโนมยิทธิญาณ, อิทธิวิธญาณ, ทิพพโสตญาณ, เจโตปริยญาณ, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ, จุตูปปาตญาณ และย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง"

"อาสวักขยญาณ"

"ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์, นี้ทุกขสมุทัย, นี้ทุกขนิโรธ, นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ, นี้อาสวสมุทัย, นี้อาสวนิโรธ, นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ, แม้จากภวาสวะ, แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี".

ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นควร หรือจะกล่าวว่า "ชีวิตก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง หรือว่า ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง" บรรพชิตทั้งสองนั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ภิกษุใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นไม่ควรที่จะกล่าวว่า "ชีวิตก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง หรือว่า ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง" ดูกรผู้มีอายุ เรารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เราจึงมิได้กล่าวว่า "ชีวิตก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง หรือว่า ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง" ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว บรรพชิต ๒ รูปนั้นยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล".

 

จบชาลิยสูตร ที่ ๗.

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง