ฝึกจิตเพื่อความเป็นพุทโธ

HIGHLIGHTS:
  • จิตนี้ฝึกได้ ฝึกด้วยความนุ่มนวล ไม่ต้องใช้ศาสตรา ไม่ต้องใช้อาชญา ฝึกมาตามอริยมรรคมีองค์แปด
  • จิตของพุทโธ ท่านทำได้อย่างไร และมีอะไรเป็นส่วนประกอบในจิตนั้น
  • จิตที่ฝึกดีแล้ว จะนำสุขมาให้ได้อย่างไร

บทคัดย่อ

 

“จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้”

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๓

 

“คือจิตที่ถ้าฝึกจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับมี nanotechnology เคลือบอยู่ มีอะไรมากระทบมันจะไม่ไปติดตรงนั้น มันจะไม่วุ่นวายไปตามนั้น นี่คือถ้าฝึกแล้วนะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนุ่มนวล เข้าอยู่ตั้งอยู่ในธรรมะนั้นได้อยู่ตลอดเวลา ความที่มันไม่ต้องไปเกลือกกลั้ววุ่นวายนั้นน่ะ มันจะเป็น สุข อยู่ในภายใน ”

 

 

ฟังธรรมเพื่ออะไร

 

ความรู้ทั้งหมดที่เราศึกษาธรรมะมาจะวิ่งเข้าสู่ช่องทางคือ "ใจ" ใจจึงมีหลากหลายเรื่องอยู่ในนี้ จิตของเราที่มันมีความยึดถือมีอวิชชาแอบแฝงอยู่แล้ว มันจะไปยึดถืออะไรในใจนี้โดยความเป็นตัวตน หรือแม้แต่จะยึดถือช่องทางคือใจนี้เป็นตัวตนก็ได้ สิ่งที่อยู่ในใจคือ "ธรรมารมณ์" ไม่ว่าจะเป็นตัวธรรมารมณ์หรือช่องทางคือใจ จิตสามารถก้าวลงยึดถือโดยความเป็นตัวตน รวมทั้งการไปยึดถือในอายตนะภายในภายนอก อดีต อนาคต ปัจจุบัน หยาบหรือละเอียด ไกลใกล้ จิตยึดถือได้หมด ทั้งนี้เพราะความเป็นประภัสสรของมันจึงไปได้ทั่วและว่องไว

 

“เราจึงต้องมีการฟังธรรมะ เพื่อที่จะฝึก "จิต" จิตที่ถ้ามีธรรมะฝึกด้วยธรรมะ ไปรับรู้นั่นนี่โน่นก็ได้เหมือนเดิมตามธรรมดาธรรมชาติของมัน แต่มันจะไม่ไปยึดถือ ไม่ก้าวลงไปเกลือกกลั้วหวั่นไหวสะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาฝึกจิต เราฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ จุดประสงค์ก็คือเพื่อต้องการฝึกจิตตัวนี้”

 

 

จิตที่เป็นเอกภาพไกลจากกิเลส

 

จิตของพระพุทธเจ้าในคืนตรัสรู้เป็นหนึ่งเป็นเอกภาพ นุ่มนวล เป็นเอกภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วางสิ่งต่างๆ ไป วางความรู้สึกความคิดไป เห็นตามจริงในเรื่องของอาสวะ แล้วเกิดอาสวะขยักญาณ ปัญญาเกิด วางได้หมด

 

“จิตที่บรรลุธรรมวางได้หมดอย่างนั้นเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่ง นุ่มนวล สว่างไสว แจ่มจรัส ไม่มีความหยาบ ไม่มีความคิดนึกอะไรที่มันจะกระด้างขึ้นมา หรือไม่มีความไม่เข้ากันใดๆ อยู่ในจิตของท่านเลย เมื่อจะบอกสอนธรรมะ ว่าจิตที่อ่อนนุ่มนวลเข้ากันจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้น จึงต้องแยกส่วนประกอบว่าในจิตที่นุ่มนวลนั้นมีอะไรอยู่บ้าง”

 

 

ไกลจากกิเลส

 

จิตของพระพุทธเจ้าเวลามีอะไรมากระทบปุ๊ป รับรู้อยู่ แต่ไม่เกี่ยวเนื่อง มีการเห็นตามเป็นจริงในสิ่งนั้นว่า มีความไม่เที่ยงอย่างไร มีโทษอย่างไร มีรสอร่อยอย่างไร มีวิธีการนำออกจากมันได้อย่างไร

 

ซึ่งความที่จิตสามารถมีความเข้าใจมีความเห็นในสิ่งต่างๆ ที่มากระทบแบบนั้น มันไม่ได้เป็นความคิดที่จะต้องมาคิด ไม่ได้คิดแบบเป็นคำพูดในสมอง แต่ผสมอยู่ในนี้ ผสมอยู่ในจิตแบบเข้ากันอย่างดี ความที่มันเข้ากันดี ไม่ต้องมีความคิดที่เป็นคำพูดหรือสิ่งใดๆ เลย มาปุ๊ปมันเด้งออกไปเลย เหมื่อน nanotechnology ที่เคลือบไว้ หรือลักษณะของใบบัวกับน้ำ ที่ไม่แปดเปื้อนกันเป็นคุณสมบัติเป็นธรรมชาติของมัน รับรู้แต่ไม่กระเทือน เป็นจิตพุทโธ

 

 

ด้วยความเป็นสัมมาสัมพุทโธ

 

ด้วยความเมตตากรุณาปัญญาระดับสัมมาสัมพุทโธ จึงสามารถบอกสอนว่าในจิตที่เป็นพุทโธเป็นอันหนึ่งอันเดียว นุ่มนวล แจ่มจรัส สว่างไสว มีความเป็นประภัสสร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง แจกแจงอย่างครบด้าน พอคนอื่นได้ยินได้ฟังข้อมูลนี้ก็สามารถทำตามได้ แม้ไม่ได้นับถือศาสนานี้ ซึ่งความสามารถนี้ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมีจะทำได้ เป็นความมหัศจรรย์

 

 

ทำไมต้องฝึกจิต

 

เพราะในช่องทางคือใจ มีสิ่งต่างๆ เข้ามาเป็นที่ตั้งของเวทนาทั้งหลาย ทำให้จิตไปยึดถือใจยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน มันขึ้นลงสุขทุกข์ไปตามสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ มีความ "สะดุ้งหวาดเสียวมีความพะว้าพะวัง" ไปตามสิ่งที่มากระทบ เราจึงต้องฝึกจิต

“จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้” - พุทธพจน์ -

 

“คือจิตที่ถ้าฝึกจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับมี nanotechnology เคลือบอยู่ มีอะไรมากระทบมันจะไม่ไปติดตรงนั้น มันจะไม่วุ่นวายไปตามนั้น นี่คือถ้าฝึกแล้วนะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนุ่มนวล เข้าอยู่ตั้งอยู่ในธรรมะนั้นได้อยู่ตลอดเวลา ความที่มันไม่ต้องไปเกลือกกลั้ววุ่นวายนั้นน่ะ มันจะเป็น สุข อยู่ในภายใน ”

 

 

แยกอะไรแล้วเหลืออะไร

 

จิตที่เป็นสุขอยู่ในภายในเป็นจิตที่ผสมเข้ากันได้อย่างดีนุ่มนวล จะทำจิตอย่างนี้ได้ให้เริ่มแบ่งเป็นสองส่วนคือ

อันดับแรก แยกสิ่งที่ไม่เข้ากัน คือ อกุศลธรรมทั้งหลายออกไปก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตหยาบ ไม่เรียบนุ่มนวล อกุศลธรรมจะมีผลส่งผลถึงจิตทั้งหมด ในการที่จะทำให้จิตมันปูดออกมา ไม่เข้ากัน เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ออกไป เหลือสิ่งที่จะเข้ากันได้ คือเรื่องคุณงามความดีต่างๆ ศีลทั้งหมด จะเข้ากันได้ต้องอยู่ในจิตนี้ สมาธิ ปัญญา จะทำให้จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

“ศีล สมาธิ ปัญญา คืออริยมรรคมีองค์แปด ที่ถ้าเราฝึกจิตด้วยมรรคแปดนี้ จะทำให้จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

 

 

อย่าสงสัยในจิตหนึ่ง ให้รักษาเอาไว้

 

ในจิตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันจะไม่ได้เป็นความคิดที่เป้นคำพูดหรือภาพหรือเสียง มันไม่ใช่ แต่มันจะนุ่มนวลอยู่ในนี้ เป็นจิตที่อ่อนเหมาะควรแก่การงานในการที่จะเห็นตามที่เป็นจริงในผัสสะที่มากระทบ ถ้าเรามีการทำจิตให้นุ่มนวลลงไป เป็นเอกลงไปมากขึ้นๆ วิตกวิจารณ์จะดับหายไป มันจะไม่ได้มีอยู่ บางคนมีความเข้าใจว่า จิตฉันต้องมีวิปัสนา วิปัสนาต้องคิดเป็นก้อนๆขึ้นมา คืออันนั้นก็ใช่อยู่ แต่มันยังหยาบไป

 

“จิตที่อ่อนเหมาะ มีศีล สมาธิ ปัญญา มีสมถะวิปัสสนา มีอริยมรรคมีองค์แปด มีสติปัฏฐานสี่ มีความเพียร ปัญญาอยู่ในนี้ แต่มันไม่ได้เป็นความคิดเป็นคำพูดเป็นภาพขึ้นมา ไม่ใช่ เพราะว่าความที่มันเข้ากันแล้ว ถ้ามันเข้ากันนุ่มนวลอย่างนี้ เรารักษาให้ดี ด้วยการตั้งสติเอาไว้ มีอะไรมากระทบก็เห็นด้วยปัญญาถึงความไม่เที่ยงของมัน จิตเรานุ่มนวลแล้ว”

 

 

ปรับผสมให้เข้ากัน

 

เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยว่าต้องทำอะไรต่อ ให้รักษาเอาไว้ด้วยสติ มีสิ่งแปลกปลอมใดเข้ามาก็เห็นด้วยสติ ตั้งสติเอาไว้ ถ้าจิตมันนิ่งแบบมึนๆ งงๆ ให้เพิ่มวิปัสสนา ถ้าเริ่มคิดมากเป็นส่วนผสมที่ไม่เข้าท่า ให้กลับมาทำจิตให้สงบ

ลักษณะการปรับตรงนี้คือการฝึก เหมือนการฝึกช้างฝึกม้า ที่บางทีอาจจะทำผิดบ้าง ทำเกินบ้าง ทำขาดบ้าง ก็ต้องสอนกันไป จิตที่ฝึกนี่แหละจะนำความสุขความดีตรงนี้มาให้ได้

 

“จิตฝึกด้วยธรรมะแบบนี้ ปรับ ขยับ เข้ากันให้มันดี เอาสิ่งที่ไม่ดีออกไป ผสมสิ่งที่ดีเข้ามา ฝึกด้วยธรรมะ ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ไม่ต้องใช้อาชญา ฝึกด้วยธรรมะล้วนๆ ด้วยความนุ่มนวล ทำไมจะฝึกไม่ได้ ขอให้ฝึก ขอให้ทำ ทำแล้ว ฝึกแล้ว จะนำความดี ความสุข ความเป็นพุทโธ ให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเราได้แน่นอน จะละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง