ผลและอานิสงส์แห่งสุขัลลิกานุโยคโดยธรรม

HIGHLIGHTS:
  • ความสุข ๔ อย่างที่ต้องหลีกเลี่ยง, มาปฏิบัติเพื่อหาความสุขอีก ๔ อย่างหนึ่ง, เพื่อให้ได้ผลเป็นอีก ๔ อย่าง
  • ความต่างกันของคนที่ปฏิบัติสมาธิแต่ยังละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้กับคนที่ปฏิบัติสมาธิเหมือนกันแล้วได้ผลอานิสงส์เป็นการละเครื่องร้อยรัดต่าง ๆ ได้แล้ว
  • ให้เราปฏิบัติมาตามทางที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นการตามประกอบในความสุขที่ได้มาโดยธรรม เป็น “สุขัลลิกานุโยค” ผลอานิสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มาตามทางนี้ ทำให้มีนิพพานเป็นที่สุดจบ

บทคัดย่อ

 

ทำไมจึงต้องทำ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้เกิดขึ้น...ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร?

 

เรื่องราวตรงนี้เหมือนกับเป็นมรดกที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ให้ ชี้แจ้งไว้ให้ มอบไว้ให้คือ เรื่องของคำสอนต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนกับทรัพย์สมบัติ เป็นเหมือนมรดก หมวดธรรมที่เป็นหลักสำคัญ ๆ ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (สามารถอ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

ในมรดกที่เรารับมานี้ เราต้องช่วยกันรักษาให้ดี คำว่า “รักษาให้ดี” คือ ในเรื่องของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อันนี้เราต้องทำ ทำจนเป็นพุทโธให้เกิดขึ้นในใจของเรา นี้คือส่วนที่เป็นสังโฆ และพุทโธ ทีนี้ในตัวธรรมะเองที่ว่า เป็นหมวดใดหมวดหนึ่งก็ตาม ก็จะต้องมีทั้งตัวบทพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกเอาไว้ และก็ต้องมีทั้งความหมายที่อยู่ในนั้น ในเรื่องของบทพยัญชนะและอรรถะจะต้องมีความสอดคล้องกัน ลงรับกัน ต้องไปด้วยกันได้ แต่ถ้าลงรับกันไม่ได้ เข้ากันไม่ได้ต้องมีการทำความเข้าใจ

การปฏิบัติธรรมะเพื่อให้เกิดความสุข ที่เป็นเหมือนทางผ่าน ๔ อย่างที่จะเกิดขึ้นได้ นั่นคือ ความสุขที่เกิดจากฌานที่ ๑ - ๔ (ฌาณสมาธิทั้งหมด) แต่ความสุขที่เราจะเอาได้จากสมาธิยังมีวัตถุประสงค์ มีจุดที่มุ่งหมาย มีอานิสสงส์มีผลที่คาดว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อยู่ ไม่ใช่แค่ ๔ อย่างนี้ ยังมีต่อไปอีก นอกจาก ความสุข ๔ อย่างที่ต้องหลีกเลี่ยง, มาปฏิบัติเพื่อหาความสุขอีก ๔ อย่างหนึ่ง, เพื่อให้ได้ผลเป็นอีก ๔ อย่าง

    • ความสุข ๔ อย่างที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ

       

    • ความสุขที่เกิดจากการฆ่าสัตว์
    • ความสุขที่เกิดจากการลักทรัพย์
    • ความสุขที่เกิดจากการพูดเท็จ
    • ความสุขที่เกิดจากการเสพกาม

ปฏิบัติเพื่อหาความสุขอีก ๔ อย่างหนึ่ง คือ จากฌานสมาธิทั้ง ๔ จะช่วยปลดความสุขที่เกิดจากการเสพกามได้ แต่ที่หมายไม่ได้อยู่ที่สมาธิ แต่ที่หมายนั้นคือ นิพพาน

จุดที่มันจะผ่านไปทางที่จะไปเป็นนิพพาน ผลอานิสสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ไปตามทางนี้ ที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่นิพพานด่านแรกที่คุณจะผ่านคือ เป็นผู้ตกกระแส ผู้ถึงกระแส นั่นคือ โสดาบัน

ผลอานิสสงส์ข้อแรกของการหาความสุขในทางธรรมะ ไม่หาความสุขที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม มาหาความสุขในทางฌานสมาธิ ผลข้อแรกนั่นคือ ความเป็นโสดาบัน

ไม่ใช่ว่าความมีความเป็น เพราะว่าถ้ายังต้องมี ฉันต้องเป็นโสดาบัน ความเป็นตรงนี้ยังเป็นตัณหาอยู่ ยังมีความเป็นตัวตนอยู่ แต่ความหมายของโสดาบันก็คือ ให้มีการปฏิบัติอยู่ตามทาง อยู่กระแส อยู่ในทางที่จะไปสู่นิพพานแล้ว นั่นคือ โสตาปัตติยังคะ ๔ คือ ศีล ๕ คือ มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าเราอยู่ในกระแสแล้ว ไม่ใช่ตัวที่แสดงว่าฉันเป็นโสดาบัน

โสดาบัน นี้เป็นหัวข้อ แต่รายละเอียดอานิสสงส์ของการปฏิบัติตามธรรมะ การนั่งสมาธิภาวนา หัวข้อที่ว่าเป็นโสดาบันในรายละเอียดคือ การที่ละสังโยชน์ (เครื่องร้อยรัด) เบื้องต่ำ ๓ อย่างได้ (วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส และมิจฉาทิฏฐิ) ตรงนั้นไม่ใช่โสดาบันขั้นมรรค แต่เป็นขั้นผล คือ โสดาปัตติผล

และ ถ้ามี ราคะ โทสะ โมหะเบาบาง ร่วมด้วย เป็นผลอานิสสงส์ข้อที่สอง เรียกว่า สกทาคามิผล

อานิสสงส์ในข้อที่สาม คือ ความที่ละเครื่องร้อยรัด ๕ อย่าง และความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ความกำหนัดยินดีในกาม (กามราคะ)ได้ ซึ่งเป็นรายละเอียดข้อหัวข้อที่ว่า อนาคามิผล

และในข้อสุดท้าย คือ สามารถละ เครื่องร้อยรัดได้ทั้งหมดเลย ๑๐ อย่าง (สามารถอ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)มีความสิ้นไปของสังโยชน์ทั้งหมด มีปัญญา เห็นแจ้งแทงตลอด ละอาสวะได้ รายละเอียดข้อหัวข้อที่ว่า อรหัตตผล

ความต่างกันของคนที่ปฏิบัติสมาธิแต่ยังละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้กับคนที่ปฏิบัตอสมาธิเหมือนกันแล้วได้ผลอานิสสงส์เป็นการละเครื่องร้อยรัดต่าง ๆ ได้แล้ว...มีความแตกต่างกันอย่างไร

  • มีเวทนาที่เกิดขึ้นต่าง ความเบามันเบากว่ากัน คือ คนที่ได้สมาธิ มาหาความสุขในฌานสมาธิขั้นที่ ๑-๔ แต่ยังละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์ไม่ได้ มันจะมีความกลับกำเริบของสิ่ที่ไม่ดีไม่งาม ยังสามารถย้อนกลับไปทำผิดศีลได้ ยังสามารถย้อนกลับไปหาความสุขในทางกามที่ไม่ถูกต้องได้ แต่พอเราปฏิบัติไป ๆ ละเครื่องร้อยรัดได้ เริ่มต้นจาก ๓ อย่างแรก พอเราละเครื่องร้อยรัด ๓ อย่างแรกได้ มันจะมีเวทนาที่เบาบาง ละเอียดเกิดขึ้น คือไม่ว่าจะมีมรรคขั้นไหน บุคคลที่จะมีสัมมาสังกัปปะ เป็นต้น หรือมิจฉาสังกัปปะก็ตาม หรือสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น หรือมิจฉาทิฏฐิก็ตาม เขาจะมีเวทนาที่เกิดขึ้นอยู่ด้วยกันหมด เพราะมันเป็นผัสสะ เป็นการกระทำ เป็นการปฏิบัติทั้งสิ้น เวทนาที่เกิดขึ้นมันก็จะละเอียดลงไป มันจะเป็นเวทนาที่เย็นเบาบางกว่าสุขเวทนาที่เกิดจากฌานสมาธินั้น ๆ เป็นเวทนาที่เกิดจากการละสังโยชน์ได้ เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน ซึ่งอันนี้คือ ผลอานิสสงส์ของการที่เราปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสมาธิ นั่งฟังเทศน์ฟังธรรม จุดประสงค์การเพื่อที่จะละสังโยชน์ ไม่ใช่เพื่อที่ฉันจะต้องเป็นโสดาบัน เป็นอริยบุคคล ไม่ใช่เพื่อความมีความเป็น ที่เขาเรียกกันนั้นเป็นหัวข้อ แต่รายละเอียดก็คือว่าให้คุณได้ละเครื่องร้อยรัดที่มันจะมายึดให้จิตใจของเรามีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา เราจะตัดเครื่องร้อยรัดตรงนี้ให้มันออกไปจากจิตใจของเรา ความกลับกำเริบมันก็จะไม่เกิดขึ้น

ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นขึ้นผล คือ เดินตามมรรค (เดินตามศีล สมธิ ปัญญา)เพื่อจะให้เกิดผลคือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เกิดผลแล้วก็จะมีนิพพานเป็นที่แจ่มแจ้ง ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านจะมีคำพูดที่กล่าวไว้ว่า “มรรค ผล นิพพาน”

“...ในอริยวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ เขาอยู่ประพฤติกัน ปฏิบัติกันก็เพื่อมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุดจบ ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกวันนี้ที่สูญหายไปมีเยอะแยะ ที่บิดเบือนไปไม่ตรงร่องตรงรอย เราก็ยังเห็นกันอยู่ คนที่ปฏิบัติไม่ดีไม่ชอบ ทำได้ไม่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นทายาทโดยธรรม ทำแบบลูบ ๆ คล้ำ ๆ ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีร่องรอยของความเสื่อมบ้าง ร่องรอยแห่งความผิดเพี้ยนบิดเบือดไปบ้าง แต่ส่วนที่ยังดี ที่เป็นแก่น ธรรมะนั้นยังมีอยู่ คนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนอย่างจริง ๆ จัง ๆ เป็นธรรมทายาท รับมรดกมาโดยธรรม ก็ยังมีอยู่ เราตามทางที่ดี อย่าไปตามทางที่ไม่ดี ถ้าไปตามทางที่ไม่ดี ก็จะเป็นการเพิ่มพลังเพิ่มกำลังให้กับฝ่ายมาร แต่เรามาเพิ่มพลังเพิ่มกำลังให้กับฝ่ายธรรมะโดยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาตามทางที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นการตามประกอบในความสุขที่ได้มาโดยธรรม เป็น “สุขัลลิกานุโยค” ซึ่งจะมีผลมีอานิสสงค์ทำให้มีนิพพานเป็นที่สุดจบ”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง