สุขอันเกษม

HIGHLIGHTS:

  • สุขที่เจือด้วยทุกข์คืออะไร
  • เห็นความต่างระหว่างเบาที่เกิดจากมรรค กับเบาที่เกิดจากกิเลส
  • เมื่อไม่กำหนัดจะเบา จิตที่ไม่แบกความทุกข์จะถึงนิพพานสุขอันเกษม

บทคัดย่อ

“เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป. เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย ของรูป.

ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งตามเป็นจริงซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้ แห่งรูปทั้งหลายแล้ว; ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดในรูป ไม่บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลายของรูป” สํ.๑๘/๑๕๙/๒๑๖ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา

 

 

“ถ้าเราไม่กำหนัดเท่านั้นเอง ไม่กำหนัดยินดีพอใจบันเทิงเพลิดเพลินไปในสิ่งที่มากระทบ เหมือนเรายกของหนักออก พอเราไม่แบกของหนักเอาไว้ ไม่ว่าของหนักนั้นจะมาในรูปของสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา พอเราไม่แบกเราจะเบา ใจจะมีความร่าเริง มีความเบา มีความเย็น”

 

 

สุขที่เจือด้วยทุกข์

 

ที่เราปฏิบัติก็เพื่อให้ถึงสุขอันเกษม สุขที่ไม่มีทุกข์เจือปนแอบแฝงมา ความทุกข์หมายถึงสิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้คือทุกข์

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นทุกข์ มีคุณสมบัติของความทุกข์อยู่แล้ว คือมีคุณสมบัติของความที่จะทนอยู่ไม่ได้ตลอด มันมีความทุกข์ติดมากับตัวมัน ถ้ามันมีความทุกข์ติดมากับตัวมัน แล้วเราไปเอามาเป็นของเรา เราก็จะได้ความทุกข์นั้นมาด้วย”

 

ในสุขเวทนาก็มีคุณสมบัติของความทุกข์อยู่ เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้ เป็นทุกข์ตั้งแต่ที่เราไปกำหนัดในมัน พอมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไง ก็ต้องทนแบกมันเอาไว้ เพราะความที่ไปกำหนัดยินดีในสิ่งนั้น กำหนัดยินดีแล้ว เราเอาความทุกข์มาแบกไว้แล้ว

 

“ถ้าเราไม่กำหนัดเท่านั้นเอง ไม่กำหนัดยินดีพอใจบันเทิงเพลิดเพลินไปในสิ่งที่มากระทบ เหมือนเรายกของหนักออก พอเราไม่แบกของหนักเอาไว้ ไม่ว่าของหนักนั้นจะมาในรูปของสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา พอเราไม่แบกเราจะเบา ใจจะมีความร่าเริง มีความเบา มีความเย็น”

 

 

เมื่อเบาแล้วต้องระวัง

 

เมื่อใจเบาสบายแล้ว ต้องระวังว่าเป็น “โมหะ” แฝงมาหรือไม่ เพราะกิเลสมันหลอกเราได้ทุกทาง บางคนคิดว่าฉันเบาแล้วฉันสบายแล้ว แต่มันหนักอึ้งเลย เต็มไปด้วยความกำหนัดยินดี มันหลอกให้รู้สึกไม่หนัก รู้สึกเบา

 

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไรที่ว่า เบา นั้น เบา จริง

 

ถ้าเราเดินมาตามทางของ “อริยมรรคมีองค์แปด” มันจะเบาได้ แม้ทางที่เดินมานั้นจะมีอุปสรรคก็ตาม เดินตามทางไปปฏิบัติไปจะพบกับความเบาได้ ดั่งเช่นที่พระพุทธเจ้าได้คิดค้นเส้นทางให้เดินตามไว้แล้ว ให้เราปฏิบัติตามมรรคแปด โดยเริ่มจากศีล เอาศีลรักษาตัวเราให้ดี กรอบของกายวาจารักษาด้วยศีล ส่วนเรื่องทางใจให้ตั้งสติเอาไว้ เพื่อที่จะทำจิตทำสมาธิให้เป็นอารมณ์อันเดียวเพื่อการเห็นตามที่เป็นจริง

การตั้งสติไม่ใช่แค่อ่านแค่ฟัง แต่ต้องฝึกกระทำทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ ระลึกให้ได้ในทุกอิริยาบท เมื่อตั้งสติไว้แล้วควรที่จะสามารถแยกความคิดและจิตออกจากกันได้ ที่แยกไม่ได้ก็เพราะความคิดนึกมันมาติดกับกับจิต ติดกันด้วยความกำหนัด เราต้องทำให้สงบเป็นส่วนๆไป

 

กายวาจาทำให้สงบแล้วด้วยศีล เป็นกรอบที่ช่วยให้ไปตามทางเดินคือมรรคแปด ใจที่ยังมีความเป็นป่าๆ มีความพยศ เราทำช่องทางนี้ให้สงบระงับลงเป้นบางส่วน โดยเริ่มต้นที่การตั้งสติ การต้งสติคือการระลึกได้ ก็ให้เราระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (อนุสติ ๑๐) ระลึกถึงสิ่งดีงาม จิตก็จะมีความสงบระงับลงๆ ได้

 

 

ทวนกระแสแห่งมารด้วยการเดินตามมรรค

 

กิเลสมาทุกรูปแบบ เราก็ตั้งสติทุกรูปแบบ พอเราพยายามตั้งสติเอาไว้ สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมความกำหนัดยินดี มันจะค่อยๆลดลง ความพยศในใจก็เริ่มลดลง ปัญญาก็เริ่มมีมากขึ้น ไม่ไปตามกระแสแห่งมาร สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมลดลง สิ่งที่เป็นกุศลธรรมมากขึ้น เราจะเริ่มรู้สึกถึงความเบาใจ ความเย็นใจ ความปลื้มใจ ความสบายใจ มันจะเริ่มมี

 

มีสุขเวทนาก็สบายใจ ต่อให้ไม่มีสุขเวทนา มันก็ยังเบาใจอยู่ ถึงบางคนมีทุกขเวทนา แต่ถ้าจิตใจเป็นแบบนี้ ทำความเพียรอย่างถูกต้องตามกระบวนการวิธีการ พยายามตั้งสติเอาไว้ สู้กับกระแสของตัณหา ไม่ไหลไปตามอำนาจของกิเลส เหนื่อย อดทน แต่รู้สึกสบายใจ นี่คือสำคัญ ตามกระบวนการมรรคแปด ความสบายใจนี้มาถูกทาง เป็นของจริง

 

 

ปิดแผลให้ดี

 

เมื่อเราเดินตามมรรค จะมีความสบายใจ มีความสงบระงับปิติปราโมทย์ ให้เราทำอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าแผลยังเปิดอยู่ แผลหมายถึงช่องทางทั้ง๖ ที่ยังเปิดให้สิ่งต่างๆเข้ามาสู่จิตใจ เราต้องมีการระวังไม่ให้มีสิ่งสกปรกเข้าปากแผล ไม่ทำอะไรที่เสื่อมเสีย แต่ให้รักษาคุณธรรมไว้ให้ดี ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในทุกรูปแบบ ทำซ้ำทำย้ำ

 

การทำอยู่บ่อยๆ ก็เหมือนกับการที่เราชำระล้างแผลให้มีความสะอาด ปิดป้องกันใส่ยาไว้ เดี๋ยวแผลก็ขึ้นเต็ม หายได้ ถ้าเราปฏิบัติไปเรื่อยๆ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็จะค่อยๆระงับลงๆ ปิดให้มันดีจนถึงวันที่เราปฏิบัติให้มันสุด เป็นพระอรหันต์

 

จิตใจที่ไม่ได้แบกความทุกข์ต่างๆเอาไว้ แต่มีความเบา เย็น นั่นคือ นิพพาน คือความเย็น ความดับ ความดับของของหนักทั้งหลาย จิตใจที่มีความเย็นก็จะเป็นผู้ที่อยู่เป็นสุข แม้จะมีความกระจัดกระจายของสิ่งต่างๆที่เป็นตาเป็นรูป…...

 

    พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป. เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย ของรูป. ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย มีเสียง ๓ ฯลฯ, มีกลิ่น ฯลฯ, มีรส ฯลฯ, มีโผฏฐัพพะ ฯลฯ, มีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์. เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลายของธรรมารมณ์.

    ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้ แห่งรูปทั้งหลายแล้ว; ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดในรูป ไม่บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลายของรูป, ภิกษุ ท. ! ตถาคตรู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งเสียง ท. แห่งกลิ่น ท. แห่งรส ท. แห่งโผฏฐัพพะ ท. และแห่งธรรมารมณ์ ท. แล้ว; ไม่เป็นผู้มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดไม่บันเทิงด้วยเสียงเป็นต้น ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย แห่งธรรมมีเสียงเป็นต้นนั้นๆ.(พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวคำนี้แล้ว, พระสุคตครั้นตรัสคำนี้แล้ว พระศาสดาได้ ภาษิตคำอื่นอีกที่ผูกเป็นคาถาดังนี้ว่า)

    รูป ท. เสียง ท. กลิ่น ท. รส ท. ผัสสะ ท. ธรรม ท. ทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าชอบใจ ยังเป็นสิ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่ เพียงใด มนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก ก็ยังสมมติว่า “นั่นสุข” อยู่เพียงนั้น. ถ้าเมื่อสิ่งเหล่านั้นแตกดับลงในที่ใด, สัตว์เหล่านั้นก็สมมติว่า “นั่นทุกข์” ในที่นั้น. สิ่งที่พระอริยเจ้า ท. เห็นว่าเป็นความสุข ก็คือความดับสนิทแห่งสักกายะทั้งหลาย, แต่สิ่งนี้กลับปรากฏเป็นข้าศึกตัวร้ายกาจ แก่สัตว์ ท. ผู้เห็นอยู่โดยความเป็นโลกทั้งปวง. สิ่งใด ที่สัตว์อื่นกล่าวแล้ว โดยความเป็นสุข,พระอริยเจ้า ท. กล่าวสิ่งนั้น โดยความเป็น ทุกข์. สิ่งใดที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความเป็นทุกข์, พระอริยะผู้รู้ กล่าวสิ่งนั้นโดยความเป็นสุข, ดังนี้