สากัจฉาธรรม - จับมรรค แจ้งนิโรธ

HIGHLIGHTS:
  • การทำบุญในวันธรรมดาหรือในวันสำคัญทางศาสนา ได้บุญมากกว่ากัน
  • “แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนากันแข่งไม่ได้” จริงหรือไม่ อย่างไร
  • กิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ มีรายละเอียดอย่างไร

บทคัดย่อ

 

คำถาม ๑: เวลาจะทำบุญจะชอบไปทำวันธรรมดา โดยคิดว่าวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขาบูชา มาฆะบูชา หรือเข้าพรรษา เป็นต้น จะคิดว่าคนไปทำมากแล้ว พระฉันท์ไม่หมดแน่หรือของที่เขาถวายกัน คงมากจนเกินไปแล้ว หากคิดอย่างนี้ผิดหรือไม่ เพราะเขาว่าวันสำคัญทางศาสนาบุญจะมากกว่า อันนี้จริงหรือไม่

คำตอบ ๑: แบ่งเป็น ๒ ประเด็นคือ

  • การตั้งจิตแบบลบหลู่คุณท่าน หรือ การคิดแบบตรรกะ มีเหตุผลที่ถูกต้อง
  • ปัจจัยที่ทำให้ทานที่ให้ เกิดผลบุญมาก กล่าวคือผู้ให้มีศรัทธาและเจตนามากหรือน้อยในช่วงก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ทาน ในส่วนของผู้รับนั้นมีราคะ โทสะ โมหะมากหรือน้อยในช่วงก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ทานเช่นกัน

 

คำถาม ๒: กราบเรียนถามพระอาจารย์ ที่เคยได้ยินว่า “แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนากันแข่งไม่ได้” ตามหลักทางพุทธศาสนานั้น พอจะมีส่วนจริงหรือไม่ และวิธีการสะสมบารมีตามคำสอนพระพุทธเจ้าว่าควรทำอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นหนทางในการให้มีบารมีที่สูงขึ้นและนำไปสู่การหลุดพ้นได้

คำตอบ ๒: บุญเป็นชื่อของความสุขเมื่อทำแล้วใจจะเบาสบาย เพราะการทำบุญเป็นการสละออก คลายความตระหนี่ ทำให้อกุศลธรรมออกไปจากใจของเรานั่นเอง เมื่อสละออกแล้วอย่าไปยึดถือในบุญวาสนานั้นๆจนกลายเป็นมานะ เราควรจะสั่งสมบุญ แต่อย่าเมาบุญ

อย่างไรก็ตามการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สามารถสั่งสมจนเป็นอาสวะที่เป็นส่วนแห่งบุญและลอกกิเลสออกได้ คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อคลายความยึดถือ รื้อถอนตัวตนให้หลุดออกจากทุกข์ ธรรมะต่างๆมีไว้เป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ยึดถือและละได้ในที่สุด

ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับบุญโดยใช้หลัก บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ซึ่งสอดคล้องกับกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยแบ่งเป็นกาย ๓ (คือการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) วาจา ๓ (คือการไม่พูดโกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดจาหยาบคาย) และใจ ๔ (คือการมีสัมมาทิฐิ การมีเมตตา ไม่พยาบาท และการไม่คิดเพ็งเล็งในของผู้อื่น)

คำว่า “วาสนา” เป็นคำในภาษาบาลี แปลว่า นิสัย หมายถึง บุญหรือบาปที่ได้อบรมมา ส่วนคำว่า “บารมี” หมายถึง บุญหรือความดีที่เคยสั่งสม ทับถมกันมา เป็นเครื่องมือที่ใช้ข้ามวัฏสงสารซึ่งเราทุกคนต้องรีบทำเพื่อสั่งสมด้วยความเพียร

 

คำถาม ๓: กราบเรียนถามพระอาจารย์ เกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องอริยสัจสี่ ในส่วนข้อนิโรธคือ ผู้ถามจะท่องพร้อมแปลทุกเช้าในห้องพระที่บ้านว่า ทุกข์ คือ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย การพลัดพราก การประสบสิ่งที่ไม่พอใจ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น และการยึดขันธ์ห้า เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา มีกามตัณหา ภวะตัณหา วิภวะตัณหา มรรค แต่นิโรธนี้มีให้จับเป็นหลักแบบใดบ้าง

คำตอบ ๓: หากเราจับหลักการตามอริยมรรคมีองค์แปดแล้ว ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดแล้ว เราจะสามารถรู้ได้ว่ากิจที่ควรทำในแต่ละข้อของอริยสัจสี่คือ

  • ทุกข์     สิ่งที่ควรทำคือ ควรกำหนดรู้
  • สมุทัย     สิ่งที่ควรทำคือ ต้องละ
  • นิโรธ     สิ่งที่ควรทำคือ ต้องทำให้แจ้ง
  • มรรค     สิ่งที่ควรทำคือ ต้องทำให้เจริญ ทำให้มี โดยการภาวนามิใช่การร้องขอ

 

ตอบคำถาม: คุณป๊อบ เค ทู

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง