สุขทุกข์ที่เกิดมัน “ธรรมดา”

HIGHLIGHTS:

  • สัดส่วนของความสุขความทุกข์มีไม่เท่ากันในสัตว์โลกต่างประเภทกัน ความยึดถือก็ต่างกัน
  • สุขทุกข์ที่เกิดให้เห็นเป็น ธรรมดา
  • สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับปริมาณความยึดถือที่อยู่ในจิต
  • ให้เข้าใจให้ถูก สำนึกให้ดี มีสติ
  • ให้มีการเห็นที่ถูกต้องคือปัญญา มีการทำจริงแน่วแน่จริง อดทน ศรัทธา จะทำให้มีความหวังในการดำรงอยู่ในกุศลธรรม

บทคัดย่อ

 

“ผู้ใดถูกต้องผัสสะแล้วเป็น ผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในผัสสะ เป็นผู้มีจิตคลาย กำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นผัสสะนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ถูกต้องผัสสะ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไปไม่ ก่อรากขึ้นได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อม ไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน”

 

- ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา มาลุงกยปุตตเถรคาถา -

 

ความสุขหรือความทุกข์ มันถูกขยายขึ้นหรือทำให้ลดลง ด้วยปริมาณความยึดถือที่อยู่ในใจ เหตุของทุกข์มันคือตัณหาที่ทำให้เกิดผลคือความยึดถือ ทำให้สุขเวทนาหรือทุกขเวทนามันสร้างเป็นความทุกข์ได้ ถ้าเราเจอทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เราเห็นดูให้ดี ถ้าเราเห็นความสุขในความทุกข์นั้นได้ เห็นความทุกข์ในความทุกข์นั้นได้ แล้วเราจะไปสนใจอะไรในความสุขความทุกข์ เราสนใจในความดีคือกุศล เราสนใจในความไม่ดีคืออกุศลต่างหาก ซึ่งกุศลหรืออกุศลเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ทำได้ เราก็เลือกทำสิ่งที่เป็นกุศลแม้ในความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้น ความกลัวทั้งหมดมันจะหายไป จะมีแต่ความสำนึกได้ ความกลัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในทุกขเวทนามันจะหายไป ความลุ่มหลงที่เกิดขึ้นในสุขเวทนามันจะไม่มีอยู่ ด้วยการที่เราระลึกสำนึกได้ว่า สุขทุกข์มันก็มีอย่างนี้ เห็นอย่างนี้คือ “ปัญญา”

 

 

สัดส่วนที่ไม่เท่ากัน

 

ในโลกของมนุษย์ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เทวดา พรหม สัดส่วนความสุขความทุกข์ไม่เท่ากัน ในนรกก็จะมีสัดส่วนระหว่างความสุขกับความทุกข์จะน้อยกว่า ๑ บนสวรรค์ก็จะมากกว่า ๑ สำหรับมนุษย์จะมีสัดส่วนที่เท่าๆกัน ๑:๑ ให้เห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง “ธรรมดา”

 

“คำว่าธรรมดา หมายความว่ามันเกิดขึ้นได้ มันมีทั้งนั้นในโลกใบนี้ มีดีมีร้าย มีสุขมีทุกข์ เท่ากันบ้างสำหรับมนุษย์ ไม่เท่ากันบ้างสำหรับสัตว์นรกหรือว่าเทวดา พิจารณาให้ดีๆ เป็นธรรมดาที่บางทีเรื่องที่ไม่ดีๆ เรื่องร้ายๆ บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ และเรื่องดีๆ มันก็เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน”

 

 

สุขหรือทุกข์ขึ้นกับปริมาณความยึดถือที่อยู่ในใจ

 

เรื่องร้ายๆ บางทีมันก็เกิดกับคนดีๆ เรื่องดีๆ บางทีก็เกิดกับคนไม่ดี มันเป็นธรรมดาของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจคือ คำว่า “ดี” คำว่า “ไม่ดี” เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกว่า ดีที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องสุขเวทนา ดีในนัยยะที่คู่กับร้าย ทุกขเวทนาไม่ใช่สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเสมอไป สิ่งที่เป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมนี่ต่างหากที่สำคัญ ถ้าไม่มีกุศลธรรมเกิดขึ้น อันนี้มันร้าย ถ้ามีกุศลธรรมเกิดขึ้น อันนั้นมันดี สุขเวทนาอาจจะทำให้ไม่ดีก็ได้ ถ้ามันทำให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น ทุกขเวทนาอาจจะดีก็ได้ ถ้าทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้น

นำไปเปรียบเทียบกับเทวดา เทวดามีความสุขมากกว่าความทุกข์ แต่ด้วยความกำหนัดยินดีในความสุขนั้น เมื่อเจอทุกข์เล็กๆ น้อยๆ เช่นดอกไม้เหี่ยว ก็กลายเป็นทุกข์หนัก เพราะความกำหนัดยินดี นั้น ซึ่งเป็นอกุศลธรรม มีความทุกข์ใจมาก ทุกข์ใจมากไม่ใช่ว่าความทุกข์มันเกิดขึ้นนะ แต่ที่มีความทุกข์มากหนักมาก เพราะว่าอกุศลธรรมที่เกิดอยู่ในจิตมันมาก เข้ามาตอนที่มีสุขเวทนา เข้ามาได้อย่างไง ก็ตอนที่กำหนัดนั่นล่ะ คือ อกุศลธรรม พอมีความกำหนัดยินดีพอใจที่เป็นอกุศลธรรมเกิดขึ้น นั่นคือ “ความยึดถือ” ความยึดถือที่มีทำให้เกิดทุกขเวทนา

ลองเปรียบกับสัตว์นรก มีความกลัวจากความทรมานที่ได้รับ ความกลัวนี้ที่เป็นอกุศลธรรม ไม่ต่างอะไรกับกับเทวดา เพียงแต่ตรงข้ามกัน และด้วยอกุศลธรรมความยึดถือที่เกิดขึ้นอยู่ในจิตมาก ความสุขเล็กน้อย เช่นจากการได้ดื่มน้ำที่กระด้าง ก็ทำให้สุขมากได้

 

“ความสุขหรือความทุกข์ มันถูกขยายขึ้นหรือทำให้ลดลง ด้วยปริมาณความยึดถือที่อยู่ในใจ เหตุของทุกข์มันคือตัณหาที่ทำให้เกิดผลคือความยึดถือ ทำให้สุขเวทนาหรือทุกขเวทนามันสร้างเป็นความทุกข์ได้”

เราอยู่บนโลกมนุษย์ สุขและทุกข์มันพอๆ กัน ความน่าจะเป็นที่มันจะเกิดขึ้นได้ ความทุกข์มันจะเกิดขึ้นกับเราแน่นอน ความสุขก็เช่นกัน เพราะความที่สัดส่วนมันพอๆ กัน แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าชีวิตฉันมันมีความทุกข์มากเหลือเกิน ก็แล้วทำไมคุณจะไปใช้ชีวิตแบบสัตว์นรกทำไม ก็จิตใจมันตั้งไว้อยู่อย่างนั้น ถ้าจิตใจมันมีอาสวะในลักษณะที่จะไปยึดถือกับความสุขมาก เจอความทุกข์นิดหน่อย มันทุกข์จริง เป็นพวกที่สำออย แบบเทวดาลีลาจัด ความอดทนไม่มี หรือถ้ามีจิตใจมีอาสวะแบบสัตว์นรก เจอความสุขนิดๆ หน่อยๆ ก็กำหนัดยินดี เจอความทุกข์ก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก เป็นความกลัวที่เป็นอกุศลธรรม

 

 

เข้าใจให้ถูก สำนึกให้ดี

 

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีๆ ว่า การที่มีจิตใจแบบออเซาะๆ ยึดถือในความสุข เราเป็นจิตใจแบบเทวดาแล้วน่าจะไปอยู่กับเทวดา หรือจิตใจที่มีความกลัวแบบสัตว์นรก จะไปอยู่กับสัตว์นรก ไม่ใช่อย่างนั้น

 

เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ บางทีก็ตกไปอยู่ในนรกได้ สัตว์นรกบางทีก็ขึ้นไปบนสวรรค์เป็นเทวดาก็ได้ เพราะด้วยอำนาจแห่งความยึดถือ

 

ในเทวดาถ้ายึดถือเพลิดเพลินลุ่มหลงในความสุขมาก อายุก็จะสั้น แสงสว่างน้อย กลิ่นตัวแรง หมดบุญเมื่อไหร่ก็ลงไปในนรกทันที ส่วนในสัตว์นรกเมื่อเจอความทุกข์แล้วมองมุมใหม่ ว่าควรทำความดี สำนึกได้ สำนึกได้เมื่อไหร่ นั่นบาปกรรมของเขาสิ้นแล้ว แต่ต้องสำนึกได้ด้วยในปริมาณที่พอสมควร จึงจะทำให้บาปกรรมนั้นสิ้นไปหมด ความสำนึกตรงนี้คือ “สติ”

สติคือความระลึกได้ สัตว์นรกตัวไหนที่ระลึกได้ ก็จะพ้นจากความเป็นสัตว์นรกทันที อาจจะระลึกถึงคุณงามความดีที่เคยทำ หรือนึกเดี๋ยวนั้นว่า ฉันจะต้องทำความดี แค่ความคิดตรงนี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาสังกัปปะ ความดีความงามที่เกิดขึ้นในจิตใจของสัตว์นรก ก็จะทำให้เขาพ้นจากความเป็นสัตว์นรกได้

พวกเทวดา ถ้ามีสติไม่ลุ่มหลงในสุขเวทนาที่เกิดขึ้น พอมีทุกขเวทนา เขาก็ไม่ทุกข์มาก เพราะว่าบุญก็ยังรักษาเขาอยู่ บุญคือการไม่เข้าไปกำหนัดนั่นเอง บุญคือการที่เห็นสุขเวทนานั้น ไม่เพลินไปตาม มีสติตั้งเอาไว้

 

เราย้อนมาดูที่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ สิ่งที่มันเคลือบไว้ คือสิ่งที่เป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เคลือบอะไรเอาไว้ บางทีเคลือบกุศลธรรมเอาไว้ บางทีเคลือบอกุศลธรรมเอาไว้ เราต้องเลือกเม็ดให้ถูก เราต้องเลือกผัสสะให้ถูก สุขทุกข์มันธรรมดา ความสุขหรือความทุกข์สัมพันธ์กับปริมาณความยึดถือที่อยู่ในใจ

 

 

เห็นทุกข์ในทุกข์ เห็นทุกข์ในสุข

 

ถ้าเราเจอทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เราเห็นดูให้ดี ถ้าเราเห็นความสุขในความทุกข์นั้นได้ เห็นความทุกข์ในความทุกข์นั้นได้ แล้วเราจะไปสนใจอะไรในความสุขความทุกข์ เราสนใจในความดีคือกุศล เราสนใจในความไม่ดีคืออกุศลต่างหาก ซึ่งกุศลหรืออกุศลเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ทำได้ เราก็เลือกทำสิ่งที่เป็นกุศล แม้ในความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้น ความกลัวทั้งหมดมันจะหายไป จะมีแต่ความสำนึกได้

ความกลัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในทุกขเวทนามันจะหายไป ความลุ่มหลงที่เกิดขึ้นในสุขเวทนามันจะไม่มีอยู่ ด้วการที่เราระลึกสำนึกได้ว่า สุขทุกข์มันก็มีอย่างนี้ เห็นอย่างนี้คือ “ปัญญา” เห็นตามจริงอย่างนี้ ความรู้แบบนี้ เกิดเป็นความรู้แล้ว เป็นความอดทนแล้ว ความอดทนคือการทำจริงแน่วแน่จริง เป็นวิริยะ เป็นวายามะ เกิดขึ้นจากการที่เรามีปัญญา มีความมั่นใจ มีความเข้าใจว่า มันก็เป็นธรรมดาอย่างนั้นล่ะ

ความมั่นใจความเชื่อใจว่า ฉันจะต้องดำรงอยู่ในสิ่งที่เป็นกุศลธรรมให้ได้ ความหวังความมั่นใจนั้นคือ “ศรัทธา” มีความหวังความมั่นใจแล้วว่า ฉันจะอยู่ในความดีได้ นั่นคือความอดทน นั่นคือการทำจริงแน่วแน่จริง เกิดจากปัญญาที่เราเห็นตามจริง

มีปัญญาแล้ว จะมีความหวังว่า ฉันจะทำสิงที่เป็นกุศลธรรมได้ ฉันไม่ทำสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม เลือกได้ มันทำให้เรามีความหวังขึ้นมาในชีวิต ที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม มีควาหวังในการทำสิ่งดีๆแล้ว ศรัทธา ความเพียร สติ ปัญญา จะเกิดขึ้นตามมาๆ

 

“สุขทุกข์มันธรรมดาในโลกนี้ มันเป็นอย่างนี้ แล้วไง สู้เลย อย่ายอมแพ้ สุขทุกข์มันธรรมดา ธรรมดาอยู่อย่างนี้แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ถูกต้องแล้ว เราจะมีความหวัง มีความมั่นใจ จะมีกำลังใจในการสู้ต่อไป นั่นคือ การทำจริง แน่วแน่จริง มีความเพียรได้ “.....

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง