ความต่างของอกุศลธรรมกับอกุศลกรรมบถ ๑๐ การปล่อยวาง การวางเฉย และไม่สนใจ

HIGHLIGHTS:
  • อกุศลธรรม กับ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ต่างกันอย่างไร?
  • สหัมบดีพรหม กับ พระพรหม เป็นคนเดียวกันหรือไม่?
  • จากบทสวดต่อท้ายทำวัตรเช้า "การทำที่สุดแห่งทุกข์"เป็นแบบไหน
  • คำว่า วิหาร กับโบสถ์ ต่างกันอย่างไร?
  • คำว่าปล่อยวาง และคำว่าวางเฉย คำว่าไม่สนใจ เหมือนกันหรือไม่?
  • จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าในสมัยนี้เราจะดำเนินชีวิต เหมือนในพระสูตรหนึ่ง ชื่อ คติกาละสูตร

บทคัดย่อ

 

จาก คุณเกษตรศาสตร์

คำถาม : อกุศลธรรม กับ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ต่างกันอย่างไร?

คำตอบ : อกุศลธรรม คือ ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมมะที่ไม่ใช่ความดีมีหลายอย่าง

อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ บทแห่งการกระทำที่เป็นอกุศล ๑๐ อย่าง แบ่งออกเป็นการกระทำทางกายที่เป็นอกุศล ๓ อย่าง คือ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม การกระทำทางวาจาที่เป็นอกุศล ๔ อย่าง คือ พูดด่ากัน พูดทิ่มแทงกัน พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และการกระทำทางใจที่เป็นอกุศล คือ มิจฉาทิฐิ การเพ่งเล็ง และการพยาบาท

อกุศลธรรมพูดโดยรวม ซึ่งอกุศลกรรมบถก็รวมอยู่ด้วย และอกุศลธรรม ยังรวมถึง กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา ความเก้อยาก ความไม่เอื้อเฟื้อ การลบหลู่คุณท่าน ฯลฯ มีความหมายกว้างขวาง แต่อกุศลกรรมบถ เฉพาะเจาะจงลงมาเป็นการกระทำทางกาย วาจา และใจ รวมเป็น ๑๐ อย่าง นี่คือ ความแตกต่างกัน

 

จาก คุณนัฐพร

คำถาม : สหัมบดีพรหม กับ พระพรหม เป็นคนเดียวกันหรือไม่?

คำตอบ : คำว่า พรหม เป็นชื่อของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่มีที่อยู่ต่างๆ กัน และในชั้นพรหม ก็มีสัตว์สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากมาย เช่น พักพรหม สหัมบดีพรหม มหาพรหม ซึ่งเป็นชื่อเรียกพรหม ส่วน พระพรหม คือ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในชั้นพรหมโดยรวมทั้งหมด

 

จาก คุณกบ

คำถาม : คุณกบเป็นคนที่ทำวัตรเช้าอยู่เป็นประจำ มีข้อความว่า “ขอให้การปฏิบัติของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ” ต้องการทราบว่า คำว่าการทำที่สุดแห่งกองทุกข์นั้นเป็นอย่างไร?

คำตอบ : นี่คือจุดประสงค์ของคำสอนพระพุทธเจ้าเลย ...การทำที่สุดแห่งกองทุกข์นั้น หมายถึง เรื่องขันธ์ห้า เรื่องของโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์ โลกเปรตอสุรกาย พรหมโลก เทวโลก ทั้งหลาย เราจะสามารถอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ได้ จุดประสงค์ของคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ เพื่อสิ่งเหล่านี้ ให้เข้าใจอริยสัจสี่ ให้รอบรู้เรื่องทุกข์ ให้ละตัณหา ทำนิพพานให้แจ้ง ทำมรรคแปดให้เจริญ

 

จาก คุณชวนชม

คำถาม ๑ : คำว่า วิหาร กับโบสถ์ ต่างกันอย่างไร?

คำตอบ ๑ : คำว่าวิหาร หมายถึง ที่อยู่ บางครั้งใช้กับคำว่าวิหารธรรม คือ ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ ส่วน โบสถ์ หมายถึง รูป ลักษณะของอาคาร สถาปัตยกรรมแบบหนึ่ง ที่มีใบระกา หางหงส์ ช่อฟ้า

คำถาม ๒ : คำว่าปล่อยวาง และคำว่าวางเฉย คำว่าไม่สนใจ เหมือนกันหรือไม่?

คำตอบ ๒ : การวางเฉย มาจากศัพท์ภาษาบาลี คำว่า อุเบกขา เมื่อมีผัสสะมากระทบก็วางเฉย ไม่ได้หมายความว่า ไม่สนใจ คำว่าไม่สนใจมันมีอวิชชาแอบแฝงอยู่ เช่น ฝนตกฟ้าร้อง ทำให้ผ้าที่ตากอยู่เปียก แล้วบอกว่าไม่สนใจ อันนี้ไม่ใช่อุเบกขา แต่เป็นไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ซึ่งไม่ถูก คำว่า ปล่อยวาง คือวางในอุเบกขานั้นด้วย คำว่าปล่อยวางนั้นจะใช้เรื่องเกี่ยวกับความยึดถือ เรื่องของตัณหา เรื่องอวิชชา คือการละ การวาง พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์คำว่า ปหานะ แต่คำว่าวางเฉยนั้นจะมาในบริบทเรื่องเกี่ยวผัสสะมากระทบ

เราควรจะในผัสสะที่มากระทบทุกเรื่องนั้นแหล่ะ สนใจในความพอใจ ความไม่พอใจ ที่มันทำให้กุศลธรรมมันเกิดขึ้น แต่ถ้าในสนใจในเรื่องที่มันดี คือมีสติ ตั้งเอาไว้ เรารับรู้อยู่ ไม่ใช่ว่ารับรู้แล้วแสร้งไม่รู้ รับรู้อยู่ มีสติอยู่ สตินี้เป็นตัวป้องกันได้ รับรู้แล้วไม่ให้มีความพอใจ ไม่ให้มีความเสียใจ แต่ให้มีอุเบกขา นั่นดี แต่ถ้าเรามีความยึดถือในอุเบกขา นั้น ก็ไม่ดี

 

จาก คุณไม่หมู

คำถาม : จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าในสมัยนี้เราจะดำเนินชีวิต เหมือนในพระสูตรหนึ่ง ชื่อ ฆฏิการสูตร

คำตอบ : สมัยปัจจุบันนี้ยังมีอยู่ เป็นเรื่องที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านสอนอยู่เป็นประจำ ให้มีความพอเพียง

ในกรณีนายคติกาละ นายช่างหม้อ เขาเอาดินที่ปั้นหม้อมาจากดินที่ถล่มเพราะกลัวว่า จะเป็นการทำร้ายชีวิตสัตว์ และเขาปั้นเสร็จแล้วจะวางไว้ที่ชั้น เมื่อใครต้องการหม้อก็จะเอาถั่ว หรือ งา มาวางไว้ แล้วเขาก็จะเอาถั่วกับงา ไปทำเป็นอาหารต่อไป เขามีชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ และรักษาศีลแปด ด้วย เป็นยอดอุปัฏฐาก ของพระพุทธเจ้าด้วย

ในสมัยปัจจุบัน ก็ยังมีคนที่ดำเนินชีวิตแบบนี้อยู่... อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็จะมารวมกันอยู่ที่จิต เรามีความยึดถือในจุดต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ ยึดถือในเงินที่ได้มาหรือไม่ เงินที่ได้มาได้มาโดยสุจริต หรือไม่ ได้เงินมาแล้วใช้อย่างไร เอาไปใช้ตามธรรม หรือไม่ มีหลายอย่าง หลายกรณี แต่ถ้าในทุกขั้นตอนเราสามารถทำให้มีความบริสุทธิ์ ได้ก็จะเป็นการดี ค่อยๆ ทำไป

อาชีพหน้าที่การงานไม่ให้ผิดศีล แล้วขยายไปไม่ให้เบียดเบียนสัตว์ในวงกว้างขึ้น ค่อยๆ ทำไปเป็นขั้นเป็นตอน หรือถ้าต้องการใช้ชีวิตอยู่โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเงินตรา ก็มาบวชก็ได้ การบวชเป็นการที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเหย้าเรือน

และนายคติกาละ นี้เขาต้องการจะบวชอยู่แล้ว แต่เขาติดปัญหาต้องที่ว่า จะต้องดูแลพ่อแม่ที่ตาบอดอยู่เลยบวชไม่ได้ แต่ว่าจิตใจเขาน้อมมาทางบรรพชาแล้ว

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "ฆฏิการสูตร" เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์