เปิดหน้าความจริงของคนที่หลอกลวง

  • นั่งสมาธิเพื่อให้เห็นตามเป็นจริง
  • อย่าไปติดกับความหลอกลวง ความเป็นมายา เพราะมันไม่ใช่ของจริง
  • ความยึดถือไม่ได้วางที่สิ่งภายนอก ยึดตรงไหนให้วางตรงนั้น
  • ความยึดถือถูกกำจัดได้ด้วยวิชชา คือการเห็นตามที่เป็นจริง

 

เนตํ มม          นั่น ไม่ใช่ของเรา

เนโส หมสฺมิ          นั่น ไม่ใช่เรา

น เอโส เม อตฺตา-ติ          นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ขนฺธสํ. ๑๗/๒๘/๔๔.

 

มันมีก้อนนี้อยู่ ก้อนที่มันอยู่ในจิตของเรา ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา ก้อนนี้เป็นภาพลวงตาเฉยๆ ที่จิตนั้นน่ะมันปรุงแต่งขึ้นมา สิ่งที่ไปยึดถือให้เกิดเป็นตัวตนขึ้นมา นั่นคือ จิต จิตนั้นมีความหลอกลวง มันจึงไปยึดถือรูปภายนอกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา ในความที่จิตมันหลอกลวงให้เราไปยึดถือสิ่งข้างนอกนั้นโดยความเป็นตัวตน นั่นคือ ความหลอกลวง ธรรมชาติของมันเป็นธรรมดาอย่างนี้

 

 

นั่งสมาธิเพื่ออะไร

 

ที่สุดของการปฏิบัติที่เราจะต้องเห็นได้คือ การให้เห็นตามเป็นจริงในความเป็นอนัตตา ในความเป็นไม่ใช่ตัวตน การที่เรามีความรู้สึกว่า ฉันมีในสิ่งนี้ สิ่งนี้มีในฉัน ฉันเป็นสิ่งนี้ ความรู้สึกที่เรารู้สึกว่า มันมี มันเป็น มันเป็นความหลอกลวง เป็นมายา

พระพุทธเจ้าเปรียบกับการแสดงของนักมายากล ,การเกิดขึ้นของพยับแดด ,การหาแก่นในต้นกล้วย,ต่อมน้ำเมื่อฝนตก หรือการเกิดของโฟมน้ำเมื่อน้ำตีกัน เป็นของที่ข้างในกลวง ไม่มีแก่นสารอะไร เป็นภาพลวงตา เป็นความหลอกลวง

 

เรามานั่งสมาธิภาวนาให้เห็นความจริง ไม่ใช่ความจริงในแก่นต้นกล้วย การแสดงมายากล หรือพยับแดด แต่ให้เห็นความจริงในตัวของเรา

 

ยกตัวอย่าง รถของเราหรือรถของคนอื่นที่ถูกขีด โทรศัพท์มือถือของเราหรือของเพื่อนหล่น นาของเราหรือของเขาที่ข้าวไม่ขึ้น ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ของเราที่เสียหาย มันวางลงไป ความเป็นอัตตาในสิ่งนั้นมันหายไป เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ของเรา

 

มันมีก้อนนี้อยู่ ก้อนที่มันอยู่ในจิตของเรา ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา ก้อนนี้เป็นภาพลวงตาเฉยๆ ที่จิตนั้นน่ะมันปรุงแต่งขึ้นมา สิ่งที่ไปยึดถือให้เกิดเป็นตัวตนขึ้นมา นั่นคือ จิต จิตนั้นมีความหลอกลวง มันจึงไปยึดถือรูปภายนอกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา ในความที่จิตมันหลอกลวงให้เราไปยึดถือสิ่งข้างนอกนั้นโดยความเป็นตัวตน นั่นคือ ความหลอกลวง ธรรมชาติของมันเป็นธรรมดาอย่างนี้

 

 

ความสะดุ้งสะเทือนบอกถึงอะไร

 

ถ้าเรามีความยึดถือ เราจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้น แต่ถ้าเราไม่ได้มีความยึดถือในสิ่งนั้น สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจะไม่ได้มีความสะดุ้งหวั่นไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้นๆที่่เราไม่ได้ไปยึดถือนั้น

 

“ถ้าเรามีความสะดุ้งสะเทือนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งใด คุณมีความยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตนแล้ว แต่ถ้าไม่ได้สะดุ้งสะเทือนไปตามความเปลี่ยนแปลงของสิ่งใดๆ แสดงว่าคุณไม่ได้ยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตน ดูอย่างนี้ก็ได้ นั่งสมาธิเพื่อที่จะคลายความยึดถือตรงนั้นล่ะ ความยึดถือจะดับไปได้ ก็ดับไปตรงจุดที่มันยึดนั่นล่ะ เรายึดตรงไหน เราพิจารณาจ่อจี้ลงไปตรงนั้น”

 

 

พิจารณาอย่างไร

 

พิจารณาให้เห็นความเป็นจริงในสิ่งนั้นว่า ไม่ใช่ของเรา เราจะให้เห็นว่ามันไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น เราพิจารณาตามสภาพของมัน นั่งสมาธิต้องให้เห็นอย่่างนี้ พิจารณาอย่างนี้

 

พิจารณาว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วมันดับไปได้เปลี่ยนแปลงไปได้ มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของโลก มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สิ่งใดไม่เที่ยง มันจะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก ความที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เขาเรียกว่าทุกข์ การพิจารณาให้เห็นตามที่เป็นจริง คือพิจารณาเข้ามาในจิตใจของเรามาในกายของเรา เราจะคลายความยึดถือ เปิดหน้าความจริงของคนที่หลอกลวง เราพิจารณาเข้ามาในกายนี้ พิจารณาเข้ามาในใจนี้

 

 

พิจารณาให้วาง วางอะไร วางที่ไหน

 

ถ้าเราสามารถที่จะพิจารณาเห็นตามที่เป็นจริง ในความที่มันไม่มีอะไร มันหลอกลวงเฉยๆ แล้ววางความยึดถือนั้นซะ ไม่ได้วางที่สิ่งภายนอก วางความยึดถือตรงนั้น เหมือนกาวนี่ล่ะ ถ้ายังมีกาวอยู่ มันไปติดกับสิ่งอื่นๆได้หมด เราเอากาวออก ไม่ได้เอาสิ่งอื่นๆนั้นออก

ขันธ์ ๕ มันมีอยู่ของมันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มีอุปมา ๕ อย่างอย่างที่ว่า เราไม่ได้วางตรงนั้น เราวางตรงความยึดถือ ความยึดถือมาจากจิตที่ยังไม่ฉลาด จิตที่ฉลาดจะเห็นตามเป็นจริงว่า มันเป็นความยึดถือ มันหลอกลวง มันไม่ใช่ของจริง พอฉลาดแล้วจะวางสิ่งต่างๆได้

 

ความยึดถือที่วางได้มากก็ตามน้อยก็ตาม มันก็จะคลายความที่เข้าไปติดยึดในสิ่งภายนอก เราจะไม่ทุกข์กับมันมาก เราจะเย็นๆเบาๆได้ นั่งสมาธิเพื่อให้เห็นสิ่งนี้ เพื่อให้เห็นตามที่เป็นจริง ตามความเป็นไปเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนี้ พิจารณาเข้ามาในกาย ความยึดถือนั้นสามารถที่จะละกำจัดทำให้สิ้นไปได้ด้วยความจริงคือ วิชชา ที่เราเห็นตามที่เป็นจริงในสิ่งนั้นๆ

 

ภิกษุที่พิจารณาต่อมน้ำ เห็นอยู่อย่างนี้ พิจารณาตามที่เป็นจริง ท่านไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าเลย บรรลุธรรม ณ ที่ยืนอยู่นั้นนั่นเอง

“หรือเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงในท้ายฤดูสารท ต่อมน้ำย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ เมื่อเธอเห็นอยู่เพ่งพินิจพิจารณาอยู่ ต่อมน้ำนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่าง ของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารไม่ได้ไป” ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๓.

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "สมาธิเพื่อการชำแรกกิเลส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ฟัง "สมาธิอันมีคุณไม่มีประมาณ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙

อ่าน "เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕" เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

อ่าน "เบญจขันธ์เป็นอนัตตา" ขนฺธสํ. ๑๗/๒๘/๔๔.

ภิกษุ ท.! รูป เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่น ไม่ใช่ของเรา (เนตํมม), นั่น ไม่ใช่เรา (เนโสหมสฺมิ), นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา (นเมโสอตฺตา) ดังนี้ ;

ภิกษุ ท.! เวทนาเป็นอนัตตา, บุคคลพึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญา อันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่น ไม่ใช่เรา, นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ;

ภิกษุ ท.! สัญญาเป็นอนัตตา,บุคคลพึงเห็นัสญญานั้นด้วยปัญญา อันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ;

ภิกษุ ท.! สังขารทั้งหลาย เป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นสังขารทั้งหลายเหล่านั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่านั่น ไม่ใช่ของเรา (เนตํ มม), นั่นไม่ใช่เรา (เนโสหมสฺมิ), นั่นไม่ใช่ตัว ตนของเรา (น เมโส อตฺตา) ดังนี้;

ภิกษุ ท.! วิญญาณเป็นอนัตตา, บุคคล พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วย ปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่านั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา. นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ แล.

อ่าน "อุปมาแห่งสังขาร" ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๒/๒๔๕.

ภิกษุ ท. ! บุรุษผู้หนึ่งมีความต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวหาแก่นไม้อยู่, เขาจึงถือเอาขวานอันคมเข้าไปสู่ป่า. เขาเห็น ต้นกล้วย ต้นใหญ่ ในป่านั้น ลำต้นตรง ยังอ่อนอยู่ ยังไม่เกิดแกนไส้. เขาตัดต้นกล้วย นั้นที่โคน แล้วตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบออก. บุรุษนั้น เมื่อปอกกาบออกอยู่ ณ ที่นั้น ก็ไม่พบแม้แต่กระพี้ (ของมัน) จักพบแก่นได้อย่างไร. บุรุษผู้มีจักษุ (ตามปกติ) เห็นต้นกล้วยนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อบุรุษนั้น เห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ต้นกล้วยนั้น ย่อมปรากฏเป็ น ของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในต้นกล้วยนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สังขารทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ จะ เป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; ภิกษุ สังเกตเห็น (การเกิดขึ้นแห่ง) สังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดย แยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นสังเกตเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, สังขาร ทั้งหลาย ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสาร มิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงมีได้อย่างไร.

อ่าน "อุปมาแห่งเวทนา" ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๓.

ภิกษุ ท. ! เมื่อฝนเมล็ดหยาบ ตกในสรทสมัย (ท้ายฤดูฝน), ต่อมนํ้า ย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ. บุรุษผู้มีจักษุ (ตามปกติ) เห็นต่อม น้ำนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย. เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู่, ต่อมนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในต่อมน้ำนั้นจะพึงมีได้ อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ เวทนา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; ภิกษุ รู้สึกในเวทนานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นรู้สึกอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, เวทนานั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง ของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสาร ในเวทนานั้นจะพึงมีได้อย่างไร.

อ่าน "อุปมาแห่งรูป" ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๒.

ภิกษุ ท. ! แม่น้ำคงคานี้ ไหลพาเอาฟองนํ้าก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งมา, บุรุษผู้จักษุ (ตามปกติ) เห็นฟองน้ำก้อนใหญ่ก้อนนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคาย. เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู่, ก้อนฟองนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของ หาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในก้อนฟองน้ำนั้น จะพึงมีได้ อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ รูปชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็น อดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ภิกษุเห็นรูปนั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู่, รูปนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในรูปนั้น จะพึงมีได้อย่างไร

อ่าน "อุปมาแห่งสัญญา" ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๒/๒๔๔.

ภิกษุ ท. ! เมื่อเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนยังเหลืออยู่, ในเวลาเที่ยงวัน พยับแดดย่อมไหวยิบยับ. บุรุษผู้มีจักษุ (ตามปกติ) เห็นพยับแดดนั้น ก็ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อบุรุษนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดย แยบคายอยู่, พยับแดดนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในพยับแดดนั้น จะพึง มีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สัญญา ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบ หรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; ภิกษุ สังเกตเห็น (การบังเกิดขึ้นแห่ง) สัญญานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อภิกษุนั้นสังเกตเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, สัญญานั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป. ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในสัญญานั้น จะพึงมีได้อย่างไร.