ไม่ถูกครอบงำด้วยเวทนา

  • เวทนาทั้งหมดรวมลงในความทุกข์ ซึ่งถ้าเมื่อมีความทุกข์กลุ้มรุมจากอาการเจ็บป่วยไข้นี้แล้ว เราจะทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้
  • ญาณฌานสมาธิเป็นเหมือนกับมีดโกนที่จะสามารถตัดกิเลสลงได้
  • การจบชีวิตไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา
  • จิตใจของเราทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่มีความเพียร ให้เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ถูกครอบงำด้วยเวทนา เวลานั้นจะสั้นหรือยาว ความเป็นอยู่ของเราแม้วันเดียวคืนเดียว ก็มีความประเสริฐได้

 

เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ          อุปฺปมาทวิหารินํ

สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ          มาโร มคฺคํ น วินฺทติ.

 

มาร ย่อมไม่ประสบทางของท่านผู้มีศีลถึงพร้อมแล้ว มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ เหล่านั้น.

 

โย จ วสฺสสตํ ชีเว          กุสีโต หีนวีริโย

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย          วีริยํ อารภโต ทฬฺหํ.

 

ก็ผู้ใดเกียจคร้าน มีความเพียรอันทราม พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของท่านผู้ปรารภความเพียรมั่น ประเสริฐกว่าชีวิตของผู้นั้น.

จากพระธรรมเทศนาข้างต้นที่ว่า "เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ" เป็นต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปรารภ การปรินิพพานของพระโคธิกเถระ และ "โย จ วสฺสสตํ ชีเว" เป็นต้น ทรงปรารภเรื่องของ พระสัปปทาสเถระ และยังได้ยกในเรื่อง การฆ่าตัวตายของพระวัลกลิ ขึ้นมาด้วย (สามารถอ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

ประเด็นในที่นี้ก็คือ ผู้ที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย มีอาการหนัก ได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก มีเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกายก็ดี เกิดขึ้นในที่ไหนก็แล้วแต่ เวทนาทั้งหมดนั้นรวมลงในความทุกข์ ซึ่งเมื่อมีความทุกข์ถูกกลุ้มรุมอย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร

 

มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาล เมื่อมีอาการเจ็บป่วยไข้อย่างหนึ่งกลุ้มรุมครอบงำแล้ว จิตใจก็เสื่อมจากสมาธิ ตัวอย่างในที่นี้เป็นเรื่องของพระโคธิกะที่ว่า มีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ถึงได้ฌานสมาธิ ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ แต่พอมีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นโรคชนิดหนึ่งในกาย สมาธิก็เสื่อมลง คือกายมันไม่สงบระงับ พอกายไม่สงบระงับ มันก็กระวนกระวาย สมาธิการเคลื่อน เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ จนมีความท้อใจว่า หากตายไปตอนที่มีสมาธิเสื่อม เป็นโรคแบบนี้ไม่รู้ว่าจะได้พรุ่งนี้วันนี้หรือตอนไหน แต่คิดว่า เมื่อตนได้สมาธิตอนไหนก็จะใช้มัดปาดคอตนเองให้ตายตอนนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าพระโคธิกะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าท่านได้บรรลุพระอรหันต์ แต่ทำไมพระอรหันถึงจะมาฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่ใช่พระโคธิกะรูปเดียวที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ยังมีพระวัลกลิ พระฉันนะที่เป็นพระป่วย ทั้ง ๓ รูปนี้มีอาการเดียวกันคือ เจ็บไข้ได้ป่วย จะฆ่าตัวตายเพื่อที่จะหนีจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น สุดท้ายพระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าภิกษุเหล่านี้ได้บรรลุพระอรหันต์ มารหาวิญญาณที่ไปของท่านนั้นไม่เจอเพราะว่าท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว

 

ประเด็นในที่นี้ก็คือ เมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิแล้ว คิดว่าจะจบชีวิตของตัวเองเนื่องด้วยอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ ในขณะที่เอาศาสตราวุธปาดคอตัวเอง เลือดไหลออก มาเกิดเวทนาขึ้น ก็รู้สึกตัวว่า ฉันยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ คิดว่าตนเองปฏิบัติมาอย่างดีแล้ว บรรลุแล้ว ก็เลยคิดจะจบชีวิตเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก สบายใจแล้ว ปาดคอเข้าไป แต่รู้สึกตัวได้ว่ายังไม่บรรลุ เห็นความกลับฟุ้งขึ้นอีกของกิเลศทั้งหลายที่ถูกข่มเอาไว้ด้วยสมาธิวิปัสสนา จนสำคัญตนว่าได้บรรลุ จนเมื่อเลือดไหลออกมา ตั้งสติขึ้นได้ กำหนดแบบเดิม ทำแบบเดิม จึงบรรลุขึ้นมาได้ ไม่ก่อนไม่หลังต่อการตายนั้น

 

“ในความเห็นของข้าพเจ้า คนที่บรรลุธรรมจริง ๆ ก่อนตาย ถึงจะเจ็บป่วยอย่างไร มีความท้อใจอย่างไร ก็จะไม่ฆ่าตัวตายแน่นอน จึงมีความคิดความดำริที่ตั้งอยู่ มีญาณ ฌานสมาธิเป็นเหมือนกับมีดโกนที่จะตัดกิเลสลงไป”

 

ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล พระภิกษุที่ชื่อว่า พระสัปปทาสะ มีความเบื่อยหน่าย คิดที่จะสึก ความเบื่อยหน่ายที่คิดจะสึกหรืออาการเจ็บป่วยในกายทำให้เกิดการครั่นเนื้อครั่นตัว ทำให้เกิดเวทนาอย่างหนึ่งที่มันไม่น่าพอใจ จึงทำให้อยู่ไม่ได้ต้องสึก ต้องทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งในกรณีของพระสัปปทาสะถึงกับจะฆ่าตัวตาย แต่ในขณะที่จะตายนั้นเกิดพิจารณาไล่ไปตามศีลของตัวเอง เห็นแจ่มแจ้งแล้ว ปิติปราโมทย์เกิดขึ้น แล้วบรรลุธรรมขึ้น ก็ไม่ฆ่าตัวตาย

 

"ในชีวิตของคนเรา มันมีทั้งนั้นแหละ การเจ็บไข้ได้ป่วย ความไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ความรู้ศึกกระสัน ความรู้สึกที่ไม่ดี ทั้งหมดเป็นเวทนาทั้งสิ้น เวทนาทั้งหมดนั้นรวมลงในความทุกข์ทั้งสิ้น การจบชีวิตนั้นไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ประเด็นของเรื่องนี้ก็คืออยู่ที่ว่า จิตใจของเราทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่มีความเพียร ให้เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ถูกครอบงำด้วยเวทนา ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ว่าจะเกิดจากเรื่องราวที่ไม่น่าพอใจ เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาในชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องราวทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง อย่าให้เวทนาต่าง ๆ เหล่านั้นมาครอบงำ ถ้าเรามีเวทนาต่าง ๆ เหล่านั้นมาครอบงำอยู่ ถ้าอยู่มาร้อยปี ถูกเวทนาเหล่านั้นครอบงำ ไม่มีความเพียร อยู่ร้อยปีไม่มีประโยชน์เลย เวลาของเราจะมีอยู่สั้นหรือยาว มากหรือน้อย แต่ถ้าทำจิตของเราให้มีความเพียรตั้งขึ้น ไม่ถูกกลุ้มรุมด้วยเวทนาต่าง ๆ มีสติสัมปชัญญะตั้งอยู่ได้แล้ว เวลาจะสั้นหรือยาวไม่มีปัญหา ความเป็นอยู่ของเราแม้วันเดียวคืนเดียว ก็มีความประเสริฐแน่นอน”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "ตอบคำถาม: การเห็นเวทนาในเวทนาเมื่อเจ็บไข้" ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗

ฟัง "๓ ขั้นตอนเพื่อเจริญกุศลยามป่วยไข้" ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

อ่าน "เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ [๔๓]" อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔

อ่าน "เรื่องพระสัปปทาสเถระ [๙๑]" อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘

ฟัง "เรื่องพระสัปปทาสเถระ [๙๑]"